ปรมาจารย์ไร้เดียงสา
บทที่ 10 ตรวจร่างกาย
หลังออกมาจากค่ายทหาร มี่มี่กับอี้เฉินได้เดินทางเข้าเมืองเทียนโจวตามคำแนะนำทางของสองทหารผู้เฝ้าประตูค่าย เมื่อผ่านประตูเมืองเข้ามา อี้เฉินที่กำลังเดินอยู่ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงเอ่ยถามมี่มี่ว่า
'ข้าลืมไปเลย เราออกจากป่ามาตัวเปล่า เงินก็ไม่มี แล้วเราจะกินอะไรกันล่ะทีนี้!!'
'เอ๋ ไม่ได้ออกจากป่ามาสิบปี ข้าก็ลืมเื่นี้ไปเลย'
ทั้งสองที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการจะอยู่ในเมืองได้ต้องใช้เงิน มี่มี่ที่ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว นางได้แต่คิดว่าจะทำอย่างไรดี หรือจะลองมองหาผู้ป่วยมารักษาแล้วขอค่ารักษาจากผู้ป่วยดี อืม ทำเช่นนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน
ดังนั้น นางจึงสอดส่องสายตาหาคนที่น่าจะไม่สบายทันที แต่ไหนเลยแค่มองจะรู้ได้ว่าเขาป่วย นางไม่ได้เก่งขนาดนั้น อี้เฉินเองก็มีสายตาแบบแมวไม่ใช่สายตามนุษย์เหมือนอดีต เขาจึงไม่สามารถช่วยได้ในเื่นี้ มี่มี่จึงใช้วิธีเดินไปถามสตรีผู้หนึ่ง
"พี่สาวท่านนี้ ท่าน้าให้ข้าตรวจอาการป่วยให้ไหมเ้าค่ะ"
สตรีผู้นั้นมองหน้ามี่มี่นิดหนึ่ง ใครบ้างจะไม่ชอบให้สตรีรุ่นลูกรุ่นหลานเรียกว่าพี่สาว ดังนั้นนางจึงตอบตกลง เมื่อมี่มี่ลองจับชีพจรที่ข้อมือก็เอ่ยขึ้นว่า
"ข้อมือและมือของท่านไม่ค่อยมีเืฝาด ชีพจรเต้นช้า เช่นนี้อาจจะส่งผลให้ท่านมีบุตรได้ยาก ท่าน้าให้ข้าช่วยรักษาให้ไหมเ้าคะ"
"ข้าอายุจะห้าสิบอยู่แล้ว จะมีบุตรไปทำอะไรอีก!! ไปๆข้ากลับบ้านดีกว่า เสียเวลาจริงๆ"
กล่าวจบสตรีนางนั้นก็เดินไปบ่นไปด้วยความโมโห นางไม่มีบุตรจริงๆจนถึงตอนนี้ แต่จะให้นางมีบุตรเอาป่านนี้ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน มี่มี่ที่เห็นดังนั้นได้แต่งุนงง ก่อนจะหันไปถามอี้เฉินขึ้นว่า
'มาวมาวข้าเข้าใจผิดตรงไหน เ้าเคยสอนเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?'
อี้เฉินที่ได้ยินถึงกับส่ายหน้า เพราะการอาศัยอยู่กลางป่า ทำให้เขาสอนนางได้เพียงแค่การบอกเล่าและการอ่านเื่ราวต่างๆจากในตำราเท่าที่หาได้ มี่มี่ที่ได้เรียนรู้มาแบบนั้น คงยังไม่เข้าใจวิธีการนำมาใช้หรือวิธีพูดคุยกับคนอื่นๆ เขาจึงเอ่ยสอนขึ้นว่า
'แม่หนูน้อย หากเ้าจะรักษาใครไม่ใช่ว่าดูที่อาการอย่างเดียว เ้าต้องดูหลายๆอย่างประกอบกัน อย่างเช่นสตรีเมื่อครู่ที่เ้าเข้าไปทัก เ้าอาจจะบอกว่านางมีอาการชี่บกพร่อง อวัยวะภายในเย็นทำให้นางมักจะเป็ไข้หวัดบ่อยครั้ง เท่านี้ก็ได้แล้ว'
มี่มี่ที่ได้ฟังก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะหันมองซ้ายมองขวา หาผู้ป่วยคนต่อไป แต่เพราะมี่มี่ยังไม่มีประสบการณ์ การจะหาคนป่วยด้วยการมองหาคงเป็ไปได้ยาก เมื่อครู่นางเพียงบังเอิญเท่านั้น นางเลยใช้วิธีสอบถามผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ก็ไม่มีใครสนใจนาง ผู้คนต่างคิดเหมือนกันว่า แม่นางที่ยังดูอ่อนเยาว์ งดงามและบอบบางเช่นนี้จะเป็หมอได้อย่างไรกัน มีเพียงบุรุษบางคนที่เมียงมองนาง แต่ติดที่พวกเขามากับภรรยาจึงได้แค่แอบเหล่ตามองเท่านั้น
"พี่ชายๆ ท่านอยากให้ข้าช่วยตรวจร่างกายไหมเ้าคะ"
มี่มี่ร้องเรียกบุรุษผู้หนึ่ง เขามีรูปร่างสันทัดหน้าตาหล่อเหลาคมคาย อายุราวๆ 18-19 ปี สวมชุดสีฟ้าคราม ท่าทางองอาจผ่าเผยเดินอยู่เพียงลำพัง เมื่อถูกสตรีผู้หนึ่งเอ่ยทักเขาก็ได้แต่สงสัยจึงหันไปถามว่า
"แม่นางน้อยเ้าอยากช่วยตรวจร่างกายให้ข้างั้นหรือ"
มี่มี่ที่ได้ยินคำถามของบุรุษตรงหน้าก็พยักหน้าหงึกหงัก ดวงหน้างดงามผิวขาวราวหิมะ ทำให้บุรุษผู้นั้นสนใจเป็อย่างยิ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
"เ้าจะตรวจให้ข้าที่ไหนรึ"
"เอ๋ ตรวจตรงนี้ไม่ได้หรือเ้าคะ?"
บุรุษผู้นั้นได้ยินก็แอบใในความใจกล้าของแม่นางน้อยผู้นี้ เขาแอบมาที่ชายแดนเกือบครึ่งเดือน ไม่เห็นว่าจะมีการรบอย่างที่เขาใฝ่ฝัน มีแต่สอดแนม ซุ่มดู เฝ้าระวัง ไม่สนุกเลยสักนิด เขาจึงได้ออกมาเดินเล่นที่ตัวเมืองใกล้ๆ
ไม่คิดเลยว่าการมาตัวเมืองเทียนโจวครั้งนี้เขาจะได้พบกับสตรีที่งดงามราวกับนางฟ้า แถมยังใจกล้าเชิญชวนเขาให้...เอ่อ...ทำอะไรแบบนี้กลางวันแสกๆ สงสัยเมืองเทียนโจวจะเปิดกว้างกว่าเมืองหลวงแล้วกระมัง เขาคิดในใจ
"งั้นเ้าช่วยไปตรวจให้ข้าที่ที่พักของข้าได้หรือไม่"
"ก่อนตรวจท่านเลี้ยงข้าวข้าก่อนได้ไหมเ้าคะ"
มี่มี่ส่งสายตาวิงวอนไปทางบุรุษผู้นั้น
"ได้สิ"
อี้เฉินที่ได้ยินก็หูผึ่ง ั้แ่ออกมาจากป่าพวกเขายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง มี่มี่ที่ได้ฟังก็ดีใจเช่นกัน นางจึงรีบตอบตกลงทันที ขณะกำลังเดินไป บุรุษผู้นั้นก็ชวนคุยขึ้นว่า
"นี่คือสัตว์เลี้ยงของเ้าหรือ"
"เ้าค่ะ มาวมาวเป็สัตว์เลี้ยงของข้าเอง เขาน่ารักและแสนรู้มากเลยนะเ้าคะ"
'ข้าเป็อาจารย์ของเ้าต่างหาก ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง!!'
'เอาน่า ถ้าข้าบอกว่าเ้าเป็อาจารย์ ต่อไปใครจะกล้าให้ข้าตรวจอาการป่วยกัน'
อี้เฉินที่ได้ยินก็ได้แต่เชิดหน้าเดินนำอย่างไม่สนใจสองคนที่เดินอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นแมวที่เหมือนจะแสดงอาการงอนแม่นางผู้นี้ เขาก็ได้แต่ขำออกมา
"แม่นางน้อย เ้าอยากกินอะไรล่ะ"
"มี่มี่อยากกินเป็ดปักกิ่ง มาวมาวอยากกินซาลาเปาเนื้อเ้าค่ะ"
บุรุษผู้นั้นได้แต่ยิ้มขำๆ เอาเถอะหลังกินข้าวเสร็จนางก็จะมาช่วยตรวจร่างกายให้เขาแล้ว แม่นางที่งดงามเช่นนี้คงตรวจให้เขาจนหนำใจเลย เมื่อฟังแม่นางน้อยพูดจบเขาก็เดินนำไปที่เหลากลางเมือง เป็เหลาขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองแห่งนี้
"เ้าเลือกอาหารได้ตามใจชอบเลย ข้าเลี้ยงเอง"
มี่มี่กับอี้เฉินที่ได้ยินก็ดวงตาเป็ประกายวาววับทันที แต่ก่อนที่จะก้าวเข้าไปในเหลา พนักงานของร้านได้ออกมาและบอกขึ้นว่า
"ร้านของเราไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าด้านในขอรับ"
"แต่มาวมาวเป็เพื่อนข้า ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงสักหน่อย"
เถียงไปเถียงมา สุดท้ายมี่มี่และอี้เฉินเลือกที่จะออกมากินร้านอาหารข้างทางแทน หากอี้เฉินไม่ได้เข้าไป นางก็ไม่ยอมเข้าไปเด็ดขาด ดังนั้นบุรุษผู้นี้จึงพาพวกนางไปร้านข้างทางแทน เพราะเหลาส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าไป
"อิ่มจังเลย"
มี่มี่เอ่ยขึ้นพร้อมตบพุงอย่างร่าเริง
"งั้นเราไปตรวจร่างกายที่ที่พักของข้ากัน"
"มี่มี่ขอตรวจให้เลยก็แล้วกัน ท่านยื่นมือมา"
บุรุษผู้นั้นได้แต่งุนงง แต่ก็ยื่นมือออกไปให้แม่นางน้อยตรงหน้า
"ไหนขอดูดวงตาท่านหน่อย อืม ่นี้ท่านน่าจะนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน ทำให้ใต้ตาหมองคล้ำ ชีพจรเต้นต่ำ ไหนอ้าปากที ลิ้นปกติ ไม่มีอะไรน่าห่วง แค่เอาเทียบยาไปซื้อยาที่ร้านขายยา ต้มทานหลังอาหารสามวันติดต่อ รับรองหลับสนิทแน่นอน"
กล่าวจบมี่มี่ก็หยิบแท่งถ่านกับกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่นเขียนเทียบยาส่งให้บุรุษผู้นั้น บุรุษผู้นั้นได้แต่งุนงง ตรวจร่างกายที่นางหมายถึงคือการตรวจโรคงั้นหรือ? เขาดันคิดว่าเป็การกระทำอย่างอื่นเสียอีก เขาได้แต่รู้สึกละอายใจที่คิดอกุศลแบบนั้นกับแม่นางน้อยผู้นี้
"เอ่อ...ไม่ทราบว่าแม่นางเป็หมอหรือ"
"จะเรียกว่าใช่ก็ใช่ จะเรียกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ มี่มี่เรียนรู้วิชาแพทย์มาเป็สิบปี แต่เพิ่งได้ออกจากป่ามาลองใช้วิชาวันนี้วันแรกเ้าค่ะ"
โอ้ แม่นางน้อยเพิ่งออกมาจากป่า เขาเกือบล่อลวงนางไปทำไม่ดีไม่ร้ายด้วยความไม่รู้เสียแล้ว เขาจะชดเชยกับสิ่งที่เขาคิดอย่างไรดี
"ไม่ทราบว่าแม่นางสนใจไปประจำที่ค่ายทหารหรือไม่ พอดีที่ค่ายขาดหมอ หากแม่นางเป็หมออาจพอช่วยอะไรที่ค่ายได้บ้าง แต่เ้าต้องผ่านการทดสอบที่ค่ายก่อนนะ"
"แล้วเป็หมอในค่ายทหารได้เงินเท่าไหร่หรือเ้าคะ"
บุรุษที่ถูกถามไม่รู้เลยว่าการเป็หมอในค่ายทหารได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ เขารู้แต่เงินเดือนเหล่าองครักษ์ที่อยู่ข้างกายเขา ดังนั้นจึงคิดว่าคงไม่ต่างกันมากนักกระมัง เขาจึงตอบไปว่า
"เอ่อ เดือนละสิบตำลึง"
"แล้วอาหารกับที่พักล่ะเ้าคะ"
"เอ่อ ที่ค่ายทหารกินอยู่เสร็จสรรพ เ้าสามารถเก็บเงินไว้ได้เลย"
เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งสองจึงตกลงกันได้และมุ่งหน้าไปค่ายทหารที่นางเพิ่งจากมา
ภายหลังเมื่อรู้ว่าหมอในค่ายทหารได้เงินเดือนละ 4 ตำลึง องค์ชายสี่ถึงกับน้ำตาตก เขาต้องควักเงินส่วนตัวให้แม่นางน้อยผู้นี้ระหว่างที่นางทำงานอยู่ในค่ายทหารเพิ่มเติมอีกเดือนละ 6 ตำลึง เพราะเขาได้รับปากนางไว้แล้ว