【 ภาคที่ 3 】
“หน้าเนื้อใจเสือ”
บทเพลงที่ใช้เปิดนิยายภาคนี้ก็คือของวงอัสนี-วสันต์อีกเช่นเคย“แต่จะเป็นเพลงอะไรท่านคงต้องตามอ่าน”
แต่เพลงปิดท้ายนั้นก็คือ ‘เพลงจิ๊บรด.’
♪
เราจะยอมก็แต่เรื่องรัก เรื่องความรัก รด. ก็มักจะตรอม
เขาไม่ยอม รด. ไม่รู้วิธีกล่อม จีบสาว ๆ ยังไม่เป็น
ใครจะเป็นนางเอก รด. เฝ้าแต่รอรอทั้งเช้าทั้งเย็น
แม้ไม่หล่อ รด. ใจเขานั้นดีเด่น หากได้เห็นไม่ผิดหวัง
♪
ตอนที่ 116ควายอะไรวะไถนาไม่เป็น?
หลังจากที่เหมือนฝันจากไปตัวเขาเองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร…
วัน ๆก็นอนป้อนหญ้าให้เจ้าทองสุข และพิมพ์ข้อความในคอมพิวเตอร์คุยกับเหมือนฝันพึ่งจากกันหมาด ๆ ไม่ให้คิดถึงคงจะไม่ได้ หากไม่ได้คุยกับเหมือนฝันเจ้าตัวก็หงอยซึม!
ภายในใจของแม่อยากเห็นลูกชายกลับมาสดใสร่าเริง เรื่องบางเรื่องเธอรู้แต่ก็ไม่ได้พูดมันออกมา
แต่ที่แน่ ๆจะปล่อยให้เจ้าตัวเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ วันต่อมาจึงนัดแนะหมอแตงโม ไปเลี้ยงข้าวที่ร้านอาหารและก็ปรึกษาขอคำแนะนำจากเธอ
ทางด้านหมอแตงโมก็แนะนำว่า“ให้หาอะไรให้เจ้าตัวทำเสีย จะได้ไม่คิดมาก ถ้าเกิดคิดอะไรไม่ออก การใช้แรงกายจะช่วยให้ดีขึ้นประเดี๋ยวก็ลืมเรื่องที่ต้องแยกห่างจากแฟนไปเอง!”
หมอเกริ่นประมาณว่าพอใช้แรงมากๆ ประเดี๋ยวเสือน้อยก็ลืมไปเอง บางครั้งคนฉลาด ๆก็จำเป็นต้องใช้วิธีการที่เรียบง่ายที่สุด…
หลังจากคุยกับหมอแตงโมเสร็จ ขณะที่แม่ชบากำลังหาวิธีดึงสติสตังลูกชายกลับมาก็เหลือบไปเห็นเจ้าทองสุขที่มันกำลังกินดีมีสุข ตัวอ้วนพีนักเชียว!
ช่างสมกับชื่อของมันจริงๆ เธอจึงอดมันเขี้ยวไม่ได้ เพราะมองดูยังไงก็ไม่ใช่ควาย…แต่เป็นหมูที่ตัวเท่าควายเสียมากกว่า
พอคิดไปคิดมาจึงเกิดปิ๊งไอเดียวิธีช่วยลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนั่นก็คือให้เจ้าของมันพามันไปช่วยชาวนาทำไร่ไถนาละแวกนี้
พอคิดได้ดังนั้นจึงโทรเรียกหมอพุ้ยสัตวแพทย์ประจำตัวมาปรึกษาหารือ ทำทีให้ไปช่วยตรวจดูสุขภาพมันหน่อยถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงรอบตรวจตามปกติของแกก็ตามที!
พอลุงพุ้ยสัตวแพทย์ขาประจำมาถึงบ้านก็ได้ตรงปรี่เข้าไปดูเจ้าควายทองสุขที่บ้านสวนตามที่นัดแนะกับแม่ชบาไว้เป็นอย่างดี และพอมาเห็นเจ้าควายตัวนั้นก็ถึงกับตาค้างไปเลย
ลุงพุ้ยเดินจุ๊ปากวนรอบบริเวณที่มันนอนอยู่…
“โอ้โฮ!นี่เอ็งจะเลี้ยงมันส่งโรงเชือดหรือ? แหมคงได้ราคางามดีนักเชียว”ตัวเสือน้อยได้ฟังคำพูดกระเซ้าเย้าแหย่จากลุงพุ้ยจึงลุกขึ้นมากล่าวสวัสดีตามมารยาท
ส่วนเจ้าควายทองสุขคล้ายมีญาณพิเศษเวลาใครพูดถึงโรงเชือด จึงร้องเสียงหลงทำท่าไม่พอใจ…ก่อนจะสะบัดหน้าหนีส่ายหางไปมา พร้อมทำจมูกฟุดฟิด
“บ๊ะ!ไอ้ควายไม่รักดี…อุตส่าห์ดูแลมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเดี๋ยวนี้โตเข้าหน่อยผยองนักนะเอ็ง!”
เจ้าทองสุขก็เริ่มรับรู้เค้าลางไม่ดีก่อนจะตะเกียกตะกายลุกขึ้น เดินมาอ้อนก่อนย่อเข่าลงเอาอกเอาใจ ลุงพุ้ยเป็นเชิงว่า “เชิญขี่หลังผมได้ตามสบาย…เลยครับลุง!”
ลุงพุ้ยเห็นดังนั้นก็ไม่เกรงใจขี่ควายวนรอบสวนสักรอบสองรอบ ก็มองดูโก้ไม่น้อย
เสือน้อยกลับมานอนอยู่ในเปลที่เก่ามือกำลังกดพิมพ์โน้ตบุ๊กคุย MSN กับเหมือนฝันอยู่เขามีคำถามมากมาย เช่น “ที่นั่นสบายดีมั้ย กินอยู่เป็นอย่างไรบ้าง?”
คำถามสารพัดที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยพิมพ์ค้างไว้เพื่อรอเธอกลับมาตอบ ด้วยเพราะว่าเวลาไม่ตรงกันจึงจำต้องอาศัยวิธีการนี้
ลุงพุ้ยที่ขี่ควายจนสนุกสนานแล้วจึงลากมันมาผูกตรงเสาบ้าน พร้อมพูดกับเสือน้อยว่า“พามันออกไปทำไร่ไถนาเสียหน่อยเถอะ…เอามันไปออกกำลังกายเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นมันคงจะป่วยง่าย โรคภัยรุมเร้าแน่ ๆ”
“ได้ยินมาว่าที่นาละแวกนี้ก็มีให้ทดลองก็เยอะแยะสุ่ม ๆ เลือกออกมาสักผืนสิวะ เอาควายไปให้คนทำนาเขาใช้งานมันหน่อยถ้าไม่วางใจก็ไปช่วยเขาทำไร่ไถนาด้วยเสียเลย เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ”เขาพูดตามคำแนะนำพร้อมลูบหัวเจ้าทองสุข
เสือน้อยหันไปมองดูขนาดตัวของมัน ‘ใบหน้าซื่อ ๆ แลบลิ้นแพล็บ ๆ’
ลองนำมาเทียบกับภาพเก่าเล่าเรื่องกับภาพปัจจุบัน มันต่างกันราวฟ้ากับเหว
ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ คิดในใจ “นี่ตัวเขาเลี้ยงควาย แต่ดันออกมาเป็นหมูเหรอเนี่ย!”ช่างมหัศจรรย์เสียจริง!
หลังจากฟังคำแนะนำของลุงพุ้ยหลายวันต่อมาเขาก็เอาเจ้าทองสุขพาไปให้ลุงก้านช่วยหาที่นาให้มันไถหน่อย
ตัวลุงก้านที่รับหน้าที่ดูแลมันอยู่เนืองๆ ก็พูดกลั้วหัวเราะ “แรงงานฟรี ๆ แบบนี้ใคร ๆ ก็อยากได้แป๊บเดียวก็คงหาไร่ได้แล้ว”
ลุงก้านตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ
……
เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว…ก็ถึงเวลาเปิดเทอมขึ้นม.4
ก่อนเปิดเทอมไม่กี่วัน เป็นวันประชุมผู้ปกครอง ซึ่งต้องพาตัวบุตรหลานมาส่งมอบตามระเบียบในระหว่างที่แม่ชบาเดินตะลอน ๆ ไปพบเพื่อนรักอย่าง ผอ.นัยนา ตัวเขานั้นก็นั่งเหม่อลอยคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย…
มีเพื่อนเก่าหลายคนเดินเข้ามาพูดคุยทักทาย แต่ตัวเขาก็ไม่ค่อยจะมีอารมณ์อยากจะตอบเสียเท่าไหร่…
ในบรรดาเพื่อน ๆเก่า ๆ ต่างก็รู้ดีว่าแม่ยอดยาหยีของมัน บินไปเรียนไกลถึงอังกฤษโน่นแน่ะแล้วจะให้มากระดี๊กระด๊าก็ใช่ที่
เหลือแต่สิงหากับเข้มนั่งอยู่เป็นเพื่อนอย่างเหงาๆ จึงได้แต่นั่งปลอบใจ ‘หุ่นตุ๊กตาเดินได้’ คอยหิ้วมันไปไหนมาไหนกินข้าวกินน้ำด้วยกัน
คล้ายเป็นช่วงเวลาที่มืดหม่นไม่น้อยสำหรับเสือน้อยที่หัวมันตัน ๆ คิดอะไรไม่ออก
……
เทอมใหม่แน่นอนว่าย่อมมาพร้อมกับเพื่อนใหม่ๆ
โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีน้อยกว่ามัธยมศึกษาตอนต้นมากนักถ้าหากไม่ไปทางสายอาชีพไปเลยก็ย่อมต้องมาเข้ามัธยมปลาย
ซึ่งโรงเรียนปทุมวิไลคือหนึ่งในสอง ตัวเลือกหลักของคนย่านอำเภอเมือง
บางคนก็ขวนขวายถึงขนาดนั่งมาเรียนจากลำลูกกาก็มีเช่นกันด้วยเป็นเพราะแหล่งรวมรถเมล์หลักของจังหวัดปทุมธานี การเดินทางไปมาจึงสะดวก
อาการหายเศร้าของเจ้าตัวก็ดีขึ้นมากแล้วจากการได้สนทนากับเหมือนฝันผ่านทาง MSN และอีเมลเจ้าตัวก็รู้สึกชื่นใจขึ้นมามาก
อีกทั้งยังต้องไปคอยช่วยดูแลเจ้าทองสุขพอนั่งดูเห็นมันเดินต้วมเตี้ยม ตัวเขาก็รู้สึกไม่ได้ดั่งใจ จนชาวนาเจ้าของไร่ ถึงกับบ่นกระปอดกระแปดทำเอาใบหน้าเสือน้อยแดงก่ำ
เสือน้อยบ่นอุบในใจ “ควายอะไรวะ…ไถนาไม่เป็น!” จากนั้นจึงลงไปควบคุมสั่งการมันด้วยตัวเองพอทำไปทำมาผลก็กลายเป็นเละตุ้มเป๊ะ มองดูคล้ายเด็กกำลังเล่นโคลนอยู่ก็ไม่ปาน
เจ้าของที่นาก็หัวเราะร่วนจนเมียคู่ใจเข้ามาห้ามปรามไว้ กลัวว่าเขาจะหัวเราะจนหัวใจวายตายเสียก่อน
เสือน้อยที่ล้มลุกคลุกคลานลื่นไถลไปกับผืนนากับทำเอาเจ้าตัว หมดเรี่ยวหมดแรง เขาก็ตะโกนดังลั่นออกมา “ไอ้ทองสุข!”
ทว่าเจ้าควายทองสุขเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูจากเจ้านายจึงแกว่งห่างส่ายไปมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ทำให้เสือน้อยเอามือก่ายหน้าผากพร้อมพูดขึ้นอย่างหน่ายใจ “กลุ้มใจจริงโว้ย!”
หลังจากนั้นเป็นต้นมาก่อนจะเปิดเทอมเสือน้อยก็หมายมั่นปั้นมือ ต้องทำให้เจ้าควายทองสุขมันสมกับเป็นควายให้ได้
จึงพาลงไร่ไถนาผืนเดิมโดยให้ลุงก้านกับลุงเจ้าของไร่มาช่วยกำกับดูแล สอนทั้งคนและสอนควายให้ช่วยกันไถนา…
ทำไปทำมาอยู่หลายวันเสือน้อยพอจะเข้าใจคำว่าหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะก้ม ๆ เงย ๆจนหน้ามืดตาลาย
……
เวลาว่าง ๆเสือน้อยก็มักจะเปิด MSN ขึ้นมาเพื่อส่งข้อความไปหาเหมือนฝันสม่ำเสมอ
ช่วงนี้นอกจากพาเจ้าทองสุขมันไปทำนาแล้วตัวเขาเองก็มีอะไรให้ทำไม่กี่อย่าง เช่นงานส่วนไหนที่เขาจ้างคนมาแล้ว ก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนักและปล่อยให้คนที่ว่าจ้างมาดำเนินการ ถ้าทำไม่ดีค่อยมาว่ากันอีกที!
ส่วนงานอีกอย่างที่ทำช่วงนี้ก็คือคอยรับฟังรายงานจากลุงวินมอเตอร์ไซค์คนหนึ่งซึ่งมักขี่เข้าขี่ออกบ้านสวนเป็นประจำ
ตัวเสือน้อยเองก็สั่งงานลุงวินอย่างใกล้ชิดคนอื่นไม่มีสิทธิ์รู้อะไรมากนัก เพราะว่าเจ้าตัวเก็บเป็นความลับ!
แน่นอนว่าลุงวินมอเตอร์ไซค์ที่ว่าก็คือลุงสมหมาย ผู้ที่เข้าไปช่วยเหมือนฝันไว้ในวันเกิดเหตุตอนนี้เขาจ้างลุงแกเป็นงานประจำแล้วในฐานะสายสืบส่วนตัว
……
วันเปิดภาคเรียนวันแรกของชีวิตม.ปลาย
คราวนี้เสือน้อยไม่ได้ไปยืนขายข้าวเหนียวหมูปิ้งวันนี้เขาไม่ได้เร่งรีบที่จะไปให้ถึงที่มากนัก
หลังออกจากบ้านเขาก็ถีบจักรยานคู่ใจพร้อมกับเสื้อผ้าใหม่เอี่ยม ทั้งปักสัญลักษณ์โรงเรียนดอกบัวช่อใหญ่ที่หน้าอกขวาของเสื้อ ซึ่งแสดงถึงระดับชั้นมัธยมปลายอย่างชัดเจน
ช่วงนี้ดูเหมือนอารมณ์ของตัวเองเริ่มจะมั่นคงและคงที่มากยิ่งขึ้น เพราะว่าในทุก ๆ วัน เขายังได้คุยกับเหมือนฝันเช่นเคยเปลี่ยนแค่จากเสียงเป็นข้อความที่ส่งหากัน!