ท่านแม่ทัพจะกลับมาแล้ว!
มิใช่กลับค่ายชิงโจวแต่จะกลับจวนแม่ทัพ!
จวนแม่ทัพที่ไร้เ้าของมาเนิ่นนานกลับคึกคักขึ้นมาในชั่วขณะ!บ่าวรับใช้ทั้งหลายชายหญิงต่างวุ่นวายกันไปหมด ทั้งกวาดถู จัดเตรียม ตรวจตรา และซ่อมแซมต้องทำให้จวนแม่ทัพอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนที่ท่านแม่ทัพจะกลับมา!
ทุกคนต่างเตรียมการกันอย่างกระตือรือร้นมีเพียงพ่อบ้านที่เหม่อลอยและถอนหายใจเป็ครั้งคราว
มีคนถามพ่อบ้านว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
พ่อบ้านเพียงส่ายหน้าเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับพึมพำว่า ‘แม่นางหวาผู้นั้น เป็ใครกันแน่…’
...
ผ่านไปได้เจ็ดแปดวันฟู่ถิงเย่ก็กลับมาจริงๆ
ในยามราตรีอันมืดมิดท่านแม่ทัพพร้อมกับทหารคนสนิทควบม้าเข้าเมืองมาอย่างรวดเร็ว เขาที่นั่งอยู่บนหลังม้าสวมชุดลำลองอย่างเรียบง่าย แต่ก็ไม่อาจปกปิดบรรยากาศอันน่าเกรงขามเอาไว้ได้
ประตูใหญ่ของจวนแม่ทัพเปิดออกบ่าวไพร่จูงม้าไปเข้าคอกอย่างคล่องแคล่ว พื้นถนนภายในจวนเรียบและสะอาด สองข้างทางมีโคมไฟส่องสว่างสีแดงฉานแต่กลับไร้ซึ่งความอบอุ่น กลับยิ่งขับเน้นให้จวนแม่ทัพในยามค่ำคืนดูสง่างามยิ่งขึ้น
พ่อบ้านจ้าวคอยต้อนรับอย่างนอบน้อมพาฟู่ถิงเย่ไปยังห้องโถงด้านหน้า พร้อมยกชาอุ่นๆ เข้ามา
“อาหารเตรียมพร้อมแล้วขอรับท่านแม่ทัพจะทานก่อน หรือจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนขอรับ?”
ฟู่ถิงเย่ดื่มชาร้อนลงไปในอึกเดียววางจอกชาลง แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ประตู ถามขึ้นว่า “นางอยู่ที่ใด?”
เขากลับจวนครึกโครมขนาดนี้นางจะไม่รู้เลยหรือ? อย่างน้อยก็น่าจะออกมาต้อนรับบ้าง
พ่อบ้านจ้าวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มถึงแม้สีหน้าจะยังคงสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเริ่มร้อนรน!
“มิทราบว่า... ‘นาง’ที่ท่านแม่ทัพกล่าวถึง คือผู้ใดขอรับ?” พ่อบ้านจ้าวตอบกลับด้วยท่าทางสงบนิ่ง
ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้ว มองพ่อบ้านที่ก้มหน้าก้มตาด้วยความสงสัยในที่สุดก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“หวาชิงเสวี่ย นางไม่อยู่ที่นี่หรือ?”ฟู่ถิงเย่ถามเสียงเครียด เห็นได้ชัดว่ากำลังอารมณ์ไม่ดี
แผ่นหลังของพ่อบ้านจ้าวเริ่มมีเหงื่อเย็นไหลออกมาแล้วรายงานตามความจริง “ท่านแม่ทัพ ในจวนไม่เคยได้ยินว่ามีคนผู้นี้อยู่...”
ฟู่ถิงเย่ลุกขึ้นยืนทันที!
บ่าวรับใช้ทั้งนอกและในห้องโถงด้านหน้าต่างพากันกลั้นหายใจ!
พ่อบ้านจ้าวต้องทนรับสายตาอันคมกริบของใครบางคนจนรู้สึกหนังศีรษะชาไปหมด!เขาได้แต่ฝืนทนเอาไว้ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น!
แต่ฟู่ถิงเย่กลับไม่ได้ะเิโทสะ...
เขาแค่จ้องมองพ่อบ้านอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เดินไปเดินมาในห้องโถงสองสามรอบ ด้วยท่าทางกระวนกระวาย!
ทำไมนางไม่อยู่ที่นี่?!หรือว่าคนพวกนั้นไม่ได้พานางมาส่งที่เมืองผานสุ่ย? ...เป็ไปได้อย่างไร?! ระยะทางแค่ชั่วยามเดียว หรือว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น?
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วแน่นเรียกทหารคนสนิทคนหนึ่งมา สั่งให้ไปสอบถามเื่นี้ที่ค่ายชิงโจวทันที
คนเป็ๆ คนหนึ่ง จู่ๆจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไร?!
ฟู่ถิงเย่หมดสิ้นความอยากอาหารภายในใจก็เริ่มหงุดหงิด
เดิมทีระหว่างทางเขายังคิดว่าจะเล่าเื่หลังจากที่องค์รัชทายาทกลับเมืองหลวงไปแล้วให้หวาชิงเสวี่ยฟังในใจก็จินตนาการว่านางจะมีสีหน้าอย่างไรเมื่อได้ยินเื่นี้ ให้มันได้อย่างนี้สิ คนไม่อยู่ในจวนเสียได้!
“เตรียมน้ำ ข้าจะอาบน้ำพักผ่อน”ฟู่ถิงเย่กล่าวทิ้งท้าย เดินออกจากห้องโถงด้านหน้าด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
พ่อบ้านจ้าวและบ่าวไพร่มองหน้ากันไปมาและพากันก้มหน้าก้มตาเดินตามไป
...
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงท้องฟ้าเริ่มมืด
เมื่อสิ้นแสงแดด อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็วความหนาวเย็นทำให้ผู้คนบนถนนน้อยลงเรื่อยๆ ร้านค้าแผงลอยก็เริ่มพากันเก็บของกลับบ้าน
ป้าเฉาที่อยู่ร้านข้างๆเตือนหวาชิงเสวี่ยด้วยความหวังดี “รีบกลับบ้านเถอะ เดี๋ยวฟ้ามืดแล้วจะเดินทางลำบาก่นี้ใกล้จะสิ้นปีแล้ว การค้าขายไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน เก็บแผงเร็วขึ้นชั่วยามหนึ่งก็ไม่เป็ไรหรอก”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มให้และพยักหน้าลุกขึ้นเริ่มเก็บแผงขายของ
วันนี้ขายไม่ค่อยดีขายชาได้แค่สิบกว่าชาม ในถังยังเหลืออีกเยอะ หวาชิงเสวี่ยจึงแบ่งชาที่เหลือให้ลุงป้าน้าอาที่ตั้งแผงอยู่ใกล้เคียงดื่มเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
ระหว่างที่ตั้งแผงลอยขายของนางก็ค่อยๆ คุ้นเคยกับพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้น จึงล้มเลิกความคิดที่จะไปถนนตงเจิ้ง ตอนนี้นางพอใจกับสภาพชีวิตแบบนี้แล้วตอนเช้าสามารถพักผ่อนอยู่บ้าน ตอนบ่ายออกไปตั้งแผงขายของหาเงิน วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่ก็รู้สึกว่าเต็มไปด้วยคุณค่า
หวาชิงเสวี่ยเก็บของทั้งหมดใส่รถเข็นด้วยความช่วยเหลือจากป้าเฉานางโบกมือให้ทุกคน แล้วลากรถกลับบ้านอย่างช้าๆ
นางเดินมาถึงตรอกถงหลิงเมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลอยู่รอบๆ ก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ชีวิตที่สงบสุขเช่นนี้ทำให้นางผ่อนคลายอย่างเต็มที่ต่างจากวันคืนที่ต้องคอยระแวงอยู่ตลอดเวลาตอนอยู่ในเมืองเหรินชิวอย่างสิ้นเชิง
ไม่รู้ว่าเพราะได้ยินเสียงล้อรถเข็นหรือไม่ป้าเหอเดินออกมาจากเรือนเพื่อต้อนรับ และช่วยนางเข็นรถเข็นเข้าไปในลานเรือนด้วยกันจากนั้นจึงยกถังไม้และม้านั่งลงมา
พอหยิบถังไม้ลงมาแล้วว่างเปล่าป้าเหอก็รู้ว่าหวาชิงเสวี่ยแบ่งชาให้คนอื่นไปอีกแล้ว นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “ทุกวันเ้าขายชาได้น้อยกว่าที่แจกเสียอีกทำแบบนี้ต่อไป จะหาเงินได้อย่างไร...”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ“จริงๆ ก็ไม่ได้แจกเยอะนักหรอกเ้าค่ะ ่นี้ขายไม่ค่อยดี ข้าเลยต้มชาแค่ครึ่งถังทุกวันแถมชาค้างคืนก็ขายไม่ได้แล้ว แจกไปเป็น้ำใจก็น่าจะดีกว่าเ้าค่ะ”
ป้าเหอยังคงมีสีหน้าไม่เห็นด้วยคิดว่าเด็กคนนี้ซื่อเกินไป ค้าขายแบบนี้คงจะขาดทุน
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแล้วหยิบของที่พ่อค้าแม่ค้าคนอื่นให้มาบอกว่า “ท่านป้าไม่ต้องห่วงนะเ้าคะ ท่านลองดูนี่สิเ้าคะ ผักกาดขาวที่อาหนิวให้มาเต้าหู้ที่ป้าเฉาให้มา แล้วก็แป้งทอดของลุงหลี่...ข้ารู้สึกว่าเหมือนตัวเองได้กำไรเลยเ้าค่ะ”
ป้าเหอทั้งจนใจทั้งคิดว่าน่าขันยิ่งนักนางถอนหายใจออกมา ทำได้แต่ยอมปล่อยไป
สักพักก็อดไม่ได้ที่จะพูดเตือนอีก“ในเมื่อ่นี้ขายไม่ค่อยดี ก็อย่าออกไปตั้งแผงขายเลย อากาศหนาวขนาดนี้ เป็สตรียิ่งต้องระวังเป็หวัดควรจะอยู่บ้านคิดหางานอื่นทำดีกว่า ยังสาวอยู่แต่ไม่รู้จักถนอมตัวเองเลย พอแก่ตัวไปแล้วจะเสียใจนะ...”
“ทราบแล้วเ้าค่ะ” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าพร้อมกับยิ้มตาหยี“ข้าเพียงแต่คิดว่า การค้าขายต้องทำอย่างต่อเนื่อง เดี๋ยวทำเดี๋ยวหยุดสามวันจับปลาสองวันตากแหแบบนี้ไม่ดีหรอกเ้าค่ะแต่่นี้ใกล้วันปีใหม่แล้ว ทุกคนต่างวุ่นวายกับการเตรียมของขวัญปีใหม่ ชาก็เลยขายไม่ค่อยได้เท่านั้นเอง”
น้ำชานี่ ถ้าจะพูดให้ดูธรรมดาก็คือแก้กระหายแต่หากพูดให้ดูหรูหราหน่อยก็คือการจิบชาเสพศิลปะ
ชาของหวาชิงเสวี่ยถือว่าอยู่ในระดับกลางๆหากจะพูดว่าสามารถแก้กระหายได้ มันก็ยังมีรสหอมหวาน แต่หากจะพูดว่ามันคือการจิบชาเพื่อเสพศิลปะมันก็ไม่สามารถเทียบเคียงกับชาชั้นสูงเ่าั้ได้ ดังนั้นการค้าขายแบบนี้จึงแค่พอประทังชีวิตไม่ได้ทำกำไรมากมาย
ป้าเหอเห็นนางทำท่าทางไม่รีบร้อนจึงอดไม่ได้ที่จะถาม “ว่าอย่างไร เ้ามีแผนแล้วหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า“เ้าค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ พรุ่งนี้ข้าจะลองดู”
...
วันรุ่งขึ้น หวาชิงเสวี่ยก็ไม่ได้ตื่นเช้ามาต้มชานางไปที่ถนน หาร้านขายข้าวสารร้านเดิมที่มาคราวก่อน
บ่าวในร้านขายข้าวยังจำนางได้พอเห็นนางก็ยิ้มให้แล้วถามว่า “แม่นาง มาซื้อข้าวหยกอีกแล้วหรือไม่?”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเอื้อมมือไปบีบข้าวโพดที่กองเป็ูเาขนาดย่อม รู้สึกว่ามันจะแข็งมาก
“จะเอาเท่าไหร่ขอรับ?”บ่าวหยิบตาชั่งมาเตรียมจะชั่งน้ำหนัก
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแล้วพูดว่า“ขายทั้งหมดนี้ให้ข้าเถอะ”
“หา?”บ่าวผู้นั้นตกตะลึง “ทั้ง...ทั้งหมดหรือขอรับ?”
ปกติข้าวหยกพวกนี้มีคนซื้อน้อยถึงแม้ว่ามันจะราคาถูก แต่ผู้คนมักนิยมกินของที่สดใหม่ ข้าวหยกที่ถูกตากจนแห้งเหล่านี้จึงไม่เป็ที่นิยมนักดังนั้น เมื่อหวาชิงเสวี่ยบอกว่าจะเอาทั้งหมด บ่าวรับใช้จึงใมาก!
บ่าวรับใช้ในร้านขายข้าวสารพูดด้วยความหวังดีว่า“แม่นาง ท่าน้ามากขนาดนี้...จะเอาไปบดเป็แป้งข้าวหยกทำอาหารหรือ?หากซื้อเยอะ โรงโม่แป้งด้านหลังร้านของเราคิดราคาถูกให้ท่านได้นะขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยเพียงยิ้มแล้วส่ายหัว“ไม่ต้องบดเป็แป้งเ้าค่ะ ข้า้าข้าวโพดแห้งๆ แบบนี้แหละ ท่านช่วยส่งไปให้ที่บ้านได้หรือไม่เ้าคะ?ข้าตัวคนเดียวถือไปไม่ไหว”
“ได้! ไม่มีปัญหา!”บ่าวรับใช้ในร้านขายข้าวสารตอบตกลงทันที ก่อนจะหันหลังไปหยิบกระสอบมาใส่ข้าวโพดให้หวาชิงเสวี่ยอย่างคล่องแคล่ว
หวาชิงเสวี่ยซื้อข้าวโพดเพราะ้าทำข้าวโพดคั่ว
นางคิดอย่างรอบคอบแล้วข้าวโพดคั่วทำง่าย หาวัตถุดิบก็ง่าย ใช้เพียงแค่เมล็ดข้าวโพดกับน้ำตาล แน่นอนว่าหากมีเนยเพิ่มเข้าไปด้วยก็จะยิ่งดีแต่ไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้มีเนยขายหรือไม่...
หากไม่มีก็ไม่เป็ไรหวาชิงเสวี่ยสามารถสกัดเองได้ แค่อาจจะยุ่งยากหน่อย
ข้าวโพดคั่วที่ใส่เนยจะหอมมากแม้จะเสียแรงไปบ้างก็คุ้มค่า
หวาชิงเสวี่ยให้บ่าวรับใช้ช่วยใส่ข้าวโพดลงในกระสอบไปก่อนแล้วบอกว่าจะกลับมาอีกครั้ง นางอยากจะไปเดินดูที่อื่นว่าพอจะหาซื้อนมสดได้หรือไม่
หาก้าสกัดเนย จะต้องเทนมสดลงในภาชนะแล้วคนไปเรื่อยๆจะใช้นมแพะหรือนมวัวก็ได้ หลังจากคนไปหลายร้อยครั้ง ้าของนมจะมีของเหลวสีขาวข้นๆลอยขึ้นมา ให้ใช้กระชอนตักเนยขาวออกมา บีบน้ำออก แล้วนำไปสกัดอีกครั้งก็จะได้เนย
ถึงแม้จะรู้วิธีทำ แต่ก็ยุ่งยากและเสียเวลามากหวาชิงเสวี่ยยังคงหวังว่าจะหาเนยสำเร็จรูปได้
หลังจากเดินไปตามถนนหลายสายนางก็หาซื้อได้จริงๆ!
ได้ยินมาว่าเนยนี้ซื้อมาจากเหล่าคนเลี้ยงสัตว์ทางเหนือปกติไม่มีคนซื้อ ดังนั้นจึงมีสินค้าไม่มาก ทั้งร้านมีเนยเพียงสองก้อนขนาดใหญ่เท่าก้อนอิฐ
หวาชิงเสวี่ยตรวจสอบคุณภาพพบว่าเนยคุณภาพดีมาก มีความเข้มข้นมาก นางจึงรีบซื้อมาทั้งหมดด้วยความดีใจ!
ถึงอย่างไรตอนนี้อากาศก็หนาวแม้ซื้อมาเยอะ แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าเนยจะละลาย
หวาชิงเสวี่ยนำเนยและข้าวโพดกลับบ้านแล้วรีบมุ่งหน้าตรงเข้าไปในครัวทันที นึกอยากจะลองทำสักหม้อก่อน
นางใส่เนยก้อนเล็กๆลงในหม้อ ใช้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวจนละลาย จากนั้นโรยเมล็ดข้าวโพดลงไปให้ทั่วก้นหม้อ จากนั้นก็ปิดฝา
หลังจากทำเสร็จแล้วหวาชิงเสวี่ยก็วิ่งเข้าไปในลานเรือน หยิบก้อนอิฐสองก้อนมาห่อด้วยผ้า แล้ววางทับบนฝาหม้อนางกลัวว่าความดันในหม้อจะสูงเกินไปจนฝาหม้อกระเด็น!
หวาชิงเสวี่ยเติมฟืนลงในเตาไฟก็เริ่มลุกโชน หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงปะทุ 'ปุๆ' ดังมาจากในหม้อ ฟังแล้วเพลินหูมาก
นางรีบลดไฟลง จากนั้นใช้มือข้างหนึ่งกดฝาหม้อไว้มืออีกข้างหนึ่งก็ยกหม้อขึ้น แล้วเขย่าไปมา
พอเขย่าไปเขย่ามา จนข้อมือเมื่อยเสียงปะทุ ปุๆ ก็ค่อยๆ เบาลง
หวาชิงเสวี่ยรออย่างอดทนจนกระทั่งเสียงหายไปเกือบหมดแล้วจึงเปิดฝาหม้ออย่างมั่นใจ
ไอร้อนหอมกลิ่นข้าวโพดพวยพุ่งออกมาหอมมากเลย!
แต่ตอนนี้ยังไม่เสร็จสิ้นทุกขั้นตอนหวาชิงเสวี่ยใส่น้ำตาลลงไปในหม้อสองสามช้อน ใช้ตะหลิวคนให้เข้ากัน รอจนน้ำตาลละลายเคลือบติดข้าวโพดคั่วจากนั้นก็ตักข้าวโพดคั่วเม็ดอวบๆ ออกมาจากหม้อ!
ข้าวโพดคั่วหวานกรอบเสร็จแล้ว!
หวาชิงเสวี่ยรีบลองชิมหนึ่งคำโชคดีจริงๆ ทำครั้งแรกก็สำเร็จ รสชาติหวานกรอบอร่อยมาก!
นางยิ้มจนตาหยี ในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงล้อรถที่คุ้นเคยดังมาจากด้านนอกประตูเรือนหวาชิงเสวี่ยจึงยกชามข้าวโพดคั่ววิ่งออกไป “ท่านป้า! ข้ามีของอร่อยจะให้ท่านลองชิมเ้าค่ะ!”
นางเพิ่งวิ่งออกมาจากครัวก็เห็นชายร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตู...