ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 25 ออกตลาด
ระหว่างรอลู่ซื่อทำอาหาร เด็กๆ ทั้งสามยังคงตื่นเต้นกับของมากมายที่บิดาพวกเขาซื้อกลับมา อาฟู่ลูกชายคนรอที่เห็นพับผ้าสามพับวางอยู่ก็เอ่ยถามขึ้นว่า
"ท่านพ่อ ผ้าพวกนี้เอาไว้ทำอะไรหรือขอรับ"
จางหย่งที่ได้ยินคำถามของลูกชายก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้คุยกับลู่ซื่อเื่ที่จะขอให้ช่วยเย็บผ้าห่มกับชุดของเด็กๆ จางหย่งรอจนลู่ซื่อทำอาหารเสร็จแล้วเดินออกมา จึงเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านป้าลู่ข้ามีเื่จะขอรบกวนขอรับ"
"จางหย่ง มีอะไรหรือ?"
"ข้าอยากขอให้ท่านป้าช่วยเย็บผ้าห่มให้ข้าสองผืนกับชุดลูกๆ คนละสองตัว ข้ามีค่าเสียเวลาให้ท่าน แม้ไม่มากมายแต่อยากขอให้ท่านรับไว้ขอรับ"
จางหย่งล้วงหยิบเงินจำนวนหนึ่งให้ลู่ซื่อ
"ฝีมือข้าอาจไม่ได้ดีมากนัก เ้าแน่ใจหรือ?"
"แน่ใจขอรับ"
ลู่ซื่อไม่ได้ปฏิเสธคำขอและค่าจ้าง แต่นางรับเอาไว้เพียงบางส่วนก่อนจะตอบว่า
"งั้นข้าขอรับค่าจ้างไว้เท่านี้ก็พอ"
จำนวนเงินที่นางรับไว้คือค่าแรงสำหรับการเย็บผ้าที่จ่ายให้ทั่วไปตามท้องตลาด จางหย่งที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้คะยั้นคะยอที่จะให้ลู่ซื่อรับเงินเพิ่มไว้ เขายังมีทางอื่นที่จะตอบแทนคนครอบครัวนี้ได้อีกมากมาย ดังนั้นเขาจึงเก็บเงินกลับไป แล้วเรียกให้ลูกๆช่วยกันหยิบผ้ามาให้ลู่ซื่อดู
ลู่ซื่อที่เห็นผ้าสามพับนั้นก็อุทานด้วยความแปลกใจ
"ไอ้หยา เ้าได้ผ้าดีๆแบบนี้มาจากไหนกัน"
"พอดีข้าได้มาในราคาที่ถูกมากเพราะมันเป็สินค้ามีตำหนิขอรับ"
ลู่ซื่อพยักหน้า ผ้าตรงหน้ามีตำหนิจริงๆ แม้ผ้าจะมีสีผิดเพี้ยนบางจุดแต่ทั้งสามพับกลับเป็ผ้าที่มีเนื้อผ้าดี ราคาสูง แม้แต่ครอบครัวของนางเองยังไม่เคยใช้ผ้าแบบนี้มาก่อน เมื่อเจรจากันเรียบร้อยทุกคนก็เริ่มลงมือจัดการกับอาหารเย็นที่ลู่ซื่อทำมา จางหย่งนั่งมองอาฟงลูกชายคนเล็กด้วยความแปลกใจ ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าเขากินขนมไปแล้วสามชิ้น แต่ตอนนี้เขากลับกินข้าวได้อีกสองจาน มากกว่าพี่ๆของเท่าถึงสองเท่า ทำให้จางหย่งอดประหลาดใจไม่ได้
ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ค่อยมีอาหารมากนัก ทำให้จางหย่งไม่เคยสังเกตเห็นในจุดนี้ แต่เมื่อมีอาหารเพียงพอ เขาถึงเพิ่งสังเกตได้ว่าลูกชายคนเล็กกินเก่งมากจริงๆ อีกหนึ่งที่เก่งไม่แพ้กันคือเ้าเสี่ยวเหมา ที่ก้มหน้าก้มตากินอย่างกับไม่ได้กินอาหารมานาน แล้วใครกันที่ว่ามันไม่ได้กินอาหารมานาน มันไม่ค่อยได้กินเนื้อต่างหากล่ะ วันข้างหน้าจะเป็อย่างไม่รู้ วันนี้ขอกินเนื้อให้หนำใจก่อนก็แล้วกัน เสี่ยวเหมาได้แต่คิดในใจ
หลังกินอาหารเย็นเรียบร้อย จางหย่งก็ขอตัวพาเด็กกลับบ้าน โดยมีลู่ต้าช่วยยกของมาส่งให้ถึงบ้านก่อนจะกระซิบบอกจางหย่งก่อนกลับบ้านว่า
"พี่จางหย่ง หากมีเื่น่าสนุกแบบวันนี้อีก อย่าลืมชวนข้าไปด้วยนะ"
จางหย่งพยักหน้ารับ ก่อนจะพาเด็กๆ เข้านอน แม้คืนนี้อากาศจะหนาวเย็นไม่ต่างจากคืนก่อน แต่ความรู้สึกอุ่นใจที่จะได้ผ้าห่มผืนใหม่ ทำให้เด็กๆ รู้สึกอุ่นกว่าคืนไหนๆ พวกเขาหลับสบายตลอดคืนจนรุ่งเข้า
เช้าวันต่อมา
จางหย่งลุกขึ้นั้แ่เช้าเพื่อเติมน้ำในบ่อให้เต็ม ดูแลสวนในมิติและดูแลลูกๆ ให้ทำกิจวัตรล้างหน้าล้างตา ตอนนี้ในมิติของเขาต้นไม้แต่ละชนิดเริ่มแตกยอด บางต้นถึงกับมองเห็นลักษณะลำต้นที่ชัดเจน สามารถมองออกได้แล้วว่าเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกตรงนั้นคือต้นอะไร อย่างเช่นต้นพริกที่แทงยอดออกใบให้เห็นชัดเจน
วันนี้เขาตั้งใจจะเข้าไปในเมืองอีกครั้ง เมื่อคืนนี้เขาลองเดินสำรวจรอบบ้านพบว่ามีหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง ตัวบ้านยังคงดีอยู่แต่หลังคาเมื่อโดนลมมักมีเสียงกระทบกันเหมือนหลังคาจะหลุดออก ทำให้เขาต้องเข้าไปในเมืองเพื่อหาคนมาช่วยซ่อมหลังคา อีกทั้งยัง้าหาวิธีทำห้องน้ำให้ถูกสุขลักษณะอีกด้วย
ขณะกำลังกินข้าวเช้า จางหย่งที่นึกได้ว่าจะถามเื่แม่ของเด็กๆ จึงเอ่ยถามอาเฟยลูกชายคนโตขึ้นว่า
"อาเฟย คือพ่อมีเื่อยากถามเ้านิดหน่อย ความทรงจำพ่อหายไปลูกจำได้ใช่ไหม"
"ขอรับ ท่านพ่อมีอะไรจะถามหรือขอรับ"
"แม่ของลูกๆ ไปอยู่ที่ไหนงั้นหรือ"
อาเฟยกับอาฟู่ที่ได้ยินถึงกับหยุดชะงักไปนิดหนึ่ง ตอนท่านแม่พาพวกเขามาหาท่านพ่อ ทั้งสองคนรู้ที่ความแล้วจึงจำเหตุการณ์ในตอนนั้นได้ อาเฟยนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นขึ้นมาก็น้ำตาไหล ก่อนจะเอ่ยเล่าขึ้นว่า
"เมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน ท่านแม่พาพวกเราหนีการตามล่าของคนกลุ่มหนึ่งจนได้มาพบกับท่านพ่อ ตอนนั้นท่านแม่ฝากพวกเราไว้กลับท่านพ่อแล้วล่อพวกคนร้ายไปอีกทาง นับั้แ่ตอนนั้นพวกเราก็ไม่ได้พบกับท่านแม่อีกเลยขอรับ"
จางหย่งที่ได้ยินก็รู้สึกสงสัย แต่เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าหมองลงของบุตรชาย ก็ไม่กล้าถามอะไรเพิ่มมากกว่านี้อีก เมื่อหนึ่งปีก่อนอาเฟยก็อายุประมาณหกขวบ อาฟู่อายุประมาณสี่ขวบ และอาฟงน่าจะอายุราวๆ หนึ่งขวบเท่านั้น เด็กทั้งสามที่น่าสงสารกลับต้องมาแยกจากมารดา ทำให้เขาเลือกที่จะเงียบ รอเวลาผ่านไปอีกสักหน่อย เขาค่อยถามเื่อื่นๆ เพิ่มเติมก็แล้วกัน จางหย่งได้แต่คิดในใจ จากนั้นเขาก็เอ่ยกับลูกๆ ขึ้นว่า
"วันนี้พ่อจะพาพวกเ้าไปเที่ยวตลาดกัน"
"เย้ๆๆ"
"ตลาดๆๆๆ"
เด็กๆ ต่างรู้สึกดีใจเป็อย่างมาก แม้แต่อาเฟยลูกชายคนโตเองที่เมื่อวานได้ไปตลาดมาแล้วหนหนึ่งก็ยังรู้สึกดีใจเช่นกัน เมื่อวานเขาได้แต่นั่งขายของอยู่ที่ท้ายตลาด แม้จะมีคนสนใจสิ่งของที่นำไปอยู่บ้างแต่ก็ขายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่สนุกเอาเสียเลย วันนี้จะได้ไปเดินเที่ยวพร้อมกับท่านพ่อและน้องๆ น่าสนุกจริงๆ
ทั้งสามรีบกินข้าวอย่างรวดเร็วก่อนจะไปอาบน้ำแต่งตัว อย่างว่าง่าย อาเฟยกับอาฟู่สามารถอาบน้ำตัวเองได้แล้ว มีเพียงอาฟงลูกชายคนเล็กที่จางหย่งต้องคอยกำกับ เขาพยายามให้เด็กๆ ทำอะไรด้วยตัวเองรวมถึงอาฟง แม้อาฟงจะอายุเพียงแค่สองขวบแต่ก็รู้ความมาก อาจเพราะพวกเขาต้องฝ่าฟันความยากลำบากมาก่อน ทำให้เด็กๆ ดูโตมากเมื่อเทียบกับอายุ
"พ่อจะพาลูกๆ ไปตลาด แต่พวกลูกต้องเชื่อฟังคำพูดของพ่อนะ เข้าใจหรือไม่?"
"ขอรับ"
"พวกเราต้องเดินทางกันนาน ลูกๆ แน่ใจนะว่าจะไปกับพ่อจริงๆ"
"ขอรับ"
สามเสียงประสานกันโดยไม่ได้นัดหมาย จางหย่งพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะเตรียมอุปกรณ์สำหรับเดินทางไปตลาด แม้อาฟงจะรู้ความมากแล้วแต่อย่างไรก็ยังเด็ก ดังนั้นจางหย่งจึงพกตะกร้าสะพายหลังไปด้วย เผื่อเวลาที่อาฟงรู้สึกเหนื่อยจะได้ขึ้นมาพักบนตะกร้า เขาพกกระบอกน้ำไปเพียงสองกระบอก ห้อยไว้กับตัวหนึ่งกระบอก และให้อาเฟยช่วยถืออีกหนึ่งกระบอก หากน้ำไม่พอ เขาก็แค่แอบไปเติมในมิติเอาก็ได้ เพราะมีแค่พวกเด็กๆ ที่ไปกับเขา จึงไม่กลัวที่จะถูกสงสัย
สี่คนกับหนึ่งตัวออกเดินทางไปในเมืองั้แ่ปลายยามเฉิน เพราะมีเด็กๆ มาด้วยหลายคน ทำให้จางหย่งต้องแวะพักอยู่บ่อยครั้ง ครั้งนี้จึงใช้เวลานานกว่าครั้งก่อนอยู่ประมาณหนึ่งเค่อ แม้เด็กๆ จะรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครบ่นออกมาแม้แต่คำเดียว ทำให้จางหย่งรู้สึกชื่นชมในความอดทนของเด็กๆ ทั้งสามอยู่ในใจ
เมื่อมาถึงในเมืองจางหย่งก็หาร้านน้ำชาพาเด็กๆ เข้าไปนั่งพักแบบสบายๆพักหนึ่ง ระหว่างที่กำลังนั่งพัก จางหย่งก็สอบถามเสี่ยวเอ้อในร้านขึ้นว่า
"หากข้า้าซ่อมหลังคาบ้าน ต้องไปหาช่างที่ใดหรือ?"
"อ้อ ท่านตรงไปทางนี้สองแยก แล้วเลี้ยวขวา จะเจอบ้านช่างชุนอยู่แถวๆ นั้น"
"ขอบคุณมาก"
อาเฟยที่ได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะถามขึ้นว่า
"ท่านพ่อ เหตุใดเราถึงต้องซ่อมหลังคาเล่าขอรับ"
"ลูกไม่สังเกตหรือว่าหลังคาที่บ้านเก่าแล้ว เมื่อโดนลมเสียงกระทบกันค่อนข้างดังเหมือนจะหลุดออก หากฝนตกน้ำรั่วลงมาจะทำอย่างไร"
"แต่่นี้เป็ฤดูหนาว ฝนไม่น่าจะตกนะขอรับ"
"เอาเถอะ ใครจะไปรู้ว่าฝนจะตกลงมาเมื่อไหร่ เ้าไม่ต้องห่วงหรอก"
อาเฟยที่ได้ยินก็ก้มหน้าลงอย่างครุ่นคิด บิดาของเขาดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากเดิมมากจริงๆ แต่ก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีต่อเขาและน้องๆ ดังนั้นเขาจึงเลิกคิดและนั่งจิบน้ำชาของตัวเองต่อไป