“ใคร นั้นใครน่ะ” เทียนเฟิงแตกตื่น เขามองไปรอบๆที่นี่ั้แ่แรกก็มีแค่เขาเพียงคนเดียว เวลานี้จะมีคนเพิ่มขึ้นมาได้ยังไง
“ใจเย็นๆ เ้าหนุ่ม ข้าอยู่ตรงนี้”
“หา”เทียนเฟิงหันซ้ายหันขวาก็ยังไม่คนอื่นในห้องโถงนี้ นอกจากเขาเพียงคนเดียว
“ตรงนี้ ตรงนี้ ก้มมามองตรงนี้”เสียงปริศนายังคงดังขึ้น
“ตรงไหน อย่าบอกนะว่า”เทียนเฟิงก้มลงมองไปยังเศษโลหะขึ้นสนิมนั้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความใ
“ไม่จริงน่า เศษเหล็กพูดได้งั้นเหรอ” หรือสมองของข้าจะได้รับการกระทบกระเทือนมากเกินไปจนเกิดภาพหลอนแล้วได้ยินเศษเหล็กพูดได้งั้นเหรอเทียนเฟิงคิดในใจด้วยความตื่นตะลึง
“เ้าหนุ่ม!เ้าว่าใครเป็เศษเหล็กกันห่ะ” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราด
“เื่จริงหรือเนี้ย” เทียนเฟิงขยี้ตาพร้อมกับจ้องมองไปที่เศษโลหะนั้นไม่วางตา
“งั้น ถ้าไม่ใช่เศษเหล็กแล้วเป็อะไรล่ะก็เห็นอยู่กับตาว่าเป็เศษเหล็ก” เทียนเฟิงคิดในใจโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองได้พูดออกมาด้วย
“ก็บอกแล้วว่าไม่ใช่เศษเหล็ก”เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
“ตัวข้ามีนามอันสูงส่งว่า เหล่าเจี้ยนเป็กระบี่เทวะยังไงล่ะ” เสียงนั้นพูดแนะนำตัวออกมา
“ถ้าสูงส่งขนาดนั้นแล้วทำไมถึงมาอยู่ในสภาพนี้ล่ะ” เทียนเฟิงพูดพร้อมกับมองขึ้นๆลงๆไปที่เศษโลหะนั้น
“หึระดับกระจ้อยร่อยอย่างเ้าในตอนนี้ยังไม่มีสิทธิรับรู้” น้ำเสียงของเหล่าเจี้ยนไม่ปิดบังการดูถูกดูแคลนแม้แต่น้อย
“แต่ก็ต้องขอบใจเืของเ้าละนะข้าถึงตื่นขึ้นมาได้” เหล่าเจี้ยนพูดออกมา
“เดี๋ยวๆเ้าจะบอกว่าเพราะเืของข้าเ้าถึงตื่นขึ้นมาได้งั้นเหรอ” เทียนเฟิงถามออกมา
“ก็ใช่นะสิเ้านี่ฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เื่เหรอ”
“ที่ข้าจะถามก็คือตอนนั้นข้าััได้ถึงความตายเลยนะข้าขอถามเลยนะถ้าเกิดว่าตอนนั้นข้าไม่รอดละจะเกิดอะไรขึ้น”เทียนเฟิงโพล่งถามออกมาด้วยความขับข้องใจ
“เ้าก็ตายไง ถามอะไรโง่ๆ” น้ำเสียงของเหล่าเจี้ยนเหมือนพูดเื่ดินฟ้าอากาศทั่วไปไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเป็ความตายสักนิด
“หา” เทียนเฟิงรู้สึกสะอึกพูดไม่ออกไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมาดี
“เอาเถอะการที่เ้ารอดตายมาได้ก็ถือว่าเ้ามีวาสนากับเหล่าเจี้ยนผู้นี้ยังไงล่ะเพราะถ้าเ้าตายไปจริงๆถึงข้าจะดูดซับเืเ้าได้แต่ก็ไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้หรอกนะนี่แสดงให้เห็นว่าข้ากับเ้ามีวาสนาต่อกันยังไงล่ะ”
“ที่เ้าบอกว่ามีวาสนาต่อกันนี่ ถ้าอย่างนั้นเ้าช่วยอะไรข้าได้บ้างละ”เทียนเฟิงถามออกมาด้วยความสงสัย
“ถ้าเ้าอยากจะให้ข้าช่วยล่ะก็อย่างแรกก็ต้องทำอย่างนี้ไงล่ะ”พูดจบก็เหล่าเจี้ยนหรือพูดให้ถูกก็คือเศษโลหะขึ้นสนิมนั้นก็กลายเป็ลำแสงพุ่งเข้าไปกลางวางคิ้วของเทียนเฟิงโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
“เอาล่ะ ที่นี้ข้าก็ช่วยเ้าได้แล้วทนเจ็บสักหน่อยล่ะแต่รับรองว่ามันจะเป็ผลดีต่อเ้าแน่นอน”
เมื่อเหล่าเจี้ยนพูดจบกระแสพลังสีขาวก็แผ่พุ่งออกมาจากเศษโลหะที่อยู่กลางหว่างคิ้วของเทียนเฟิงกระแสพลังสีขาวนั้นพุ่งทะลุทะลวงไปตามแขนขาและเส้นลมปราณของเทียนเฟิงช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันเส้นลมปราณรวมถึงช่วยขยายขนาดเส้นลมปราณให้ใหญ่ขึ้นอีกเท่าหนึ่งแต่นั้นก็ต้องมาด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัสของเทียนเฟิง
“อ๊ากกก”เทียนเฟิงร้องลั่นออกมาอย่างควบคุมไม่ได้แต่สักพักเขาก็กัดฟันพยายามไม่ส่งเสียงออกมาความรู้สึกของการที่เส้นลมปราณโดนทะลวงนั้นเหมือนเข็มนับร้อยนับพันเล่มวิ่งทะลวงไปตามเส้นลมปราณวิ่งทะลวงไปทั้งร่างวนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเ็ปเช่นนี้เกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะรับไหวจริงๆแต่ในเมื่อเหล่าเจี้ยนบอกว่ามันจะเป็ผลดีต่อเขาก็จะต้องอดทนผ่านมันไปให้ได้
จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงผ่านไปในที่สุดความทรมานที่เทียนเฟิงต้องทนรับก็ได้สิ้นสุดลงเหงื่อของเขาเปียกชุ่มไปทั่วทั้งตัวอีกทั้งยังมีของเหลวเหนียวๆสีดำส่งกลิ่นเหม็นเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งตัวอีกด้วย
“พวกนี้คืออะไร น่าขยะแขยงชะมัด”
“สิ่งสกปรกที่ถูกขับออกมาจากตัวเ้าน่ะสิเ้าลองโคจรลมปราณดูสิ” เหล่าเจี้ยนแนะนำ
“สุดยอด รู้สึกโล่งสุดๆเลย” เทียนเฟิงลองโคจรลมปราณตามที่เหล่าเจี้ยนบอก
ทันใดนั้นเขาก็พบว่า “เอ๊ะ ไม่จริงน่านี่ข้าบรรลุถึงระดับเสริมสร้างร่างกายขั้นเก้าแล้วงั้นเหรอ”เทียนเฟิงลองโคจรลมปราณซ้ำอีกครั้งด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
“นี่ ข้าฝันไปรึปล่าวเนี่ย”เขายังคงไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะะโข้ามขั้นมาถึงแปดขั้น
“จะใอะไรขนาดนั้นเ้าหนุ่มเ้าได้ข้าเหล่าเจี้ยนผู้นี่ช่วยปรับปรุงและยกระดับร่างกายของเ้าให้ยังไงล่ะนี่ถ้าไม่ติดว่ามันจะทำให้รากฐานของเ้าไม่มั่นคงข้าคงจะไม่หยุดอยู่แค่ขั้นนี่หรอกเ้าคงจะทะลวงระดับขึ้นไปถึงขั้นเบิกชีพจรแล้ว”เหล่าเจี้ยนพูดอธิบายออกมาภายในอึดใจเดียว
ถึงแม้จะได้เหล่าเจี้ยนอธิบายให้ฟังแล้วแต่ภายในใจของเทียนเฟิงก็ยังทำใจให้เชื่อได้ยากอยู่ดีเพราะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เขาฟื้นขึ้นมาและได้กินสมุนไพริญญาลงไปจนทำให้เขาได้ก้าวเข้าสู่ขั้นเสริมสร้างร่างกายขั้นแรกแค่นั้นก็ทำให้เค้าตื่นเต้นมากพอแล้วแต่นี่พึ่งผ่านไปไม่เท่าไรเขาก็มาถึงขั้นเสริมสร้างร่างกายขั้นสูงสุดแล้วความจริงที่เกิดขึ้นจึงทำให้เขายากจะรับได้เกินไปหน่อย
“กลิ่นช่างชวนอ้วกซะจริง รีบๆไปล้างตัวเร็วๆเลย”เสียงของเหล่าเจี้ยนเต็มไปด้วยความรังเกียจและขยะแขยง
ด้วยน้ำเสียงของเหล่าเจี้ยนเทียนเฟิงสามารถจินตนาการถึงภาพของตาแก่ผมขาวเคราขาวคนหนึ่งเอามือหนีบจมูกพร้อมทำสีหน้ารังเกียจได้เลยทีเดียว
เทียนเฟิงเดินออกไปที่ริมน้ำภายในถ้ำที่เขาโดนพัดมาเกยตื้นเขาเดินลงไปอาบน้ำชำระล้างคราบสกปรกเหนียวๆสีดำที่ติดอยู่ทั่วตัวจนทั้งร่างกายสะอาดซึ่งมันทำให้เขารู้สึกสบายตัวอย่างมาก
“อากาศค่อยสดชื่นขึ้นมาหน่อย”เสียงของตาแก่เหล่าเจี้ยนลอยมา
“แล้วนี่ข้าต้องทำยังไงต่อความรู้เกี่ยวกับการฝึกยุทธ์มีอยู่แค่ขั้นเสริมสร้างร่างกายเอง”
“เ้ากบในกะลา งั้นเดี๋ยวเหล่าเจี้ยนผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้จะชี้แนะเ้าเองระดับขั้นของการฝีกยุทธ์ขั้นแรกก็คือ ขั้นเสริมสร้างร่างกาย ขั้นเบิกชีพจร ขั้นผสานชีพจรขั้นทลายกำแพง ขั้นข้ามประตูเซียน สำหรับเ้าในตอนนี้รู้ไว้แค่นี้ก็พอและการที่จะเรียกตัวเองว่าผู้ฝึกยุทธ์ได้นั้นเ้าจะต้องเข้าสู่ขั้นเบิกชีพจรให้ได้เสียก่อนขั้นเสริมสร้างร่างกายมันก็แค่คนที่แข็งแรงกว่าคนธรรมดานิดหน่อยเท่านั้นยังไม่นับว่าเป็ก้าวแรกของผู้ฝึกยุทธ์ด้วยซ้ำ” เหล่าเจี้ยนพูดมากอย่างหาได้ยาก
“แล้วข้าต้องทำยังไงถึงจะก้าวเข้าขั้นเบิกชีพจรได้”เทียนเฟิงถามออกมาด้วยความสงสัย
“ขั้นเบิกชีพจรก็ตรงตามชื่อนั้นคือเบิกจุดชีพจรภายในร่างกายเ้าจะต้องค้นหาจุดชีพจรหลักภายในร่างกายแล้วกระตุ้นให้มันทำงานยังไงล่ะจุดแรกที่เ้าต้องเบิกเลยก็คือจุดชีพจรบริเวณล่างหรือก็คือบริเวณใต้สะดือหรือที่เรียกให้เข้าใจง่ายๆก็จุดตันเถียนยังไงล่ะจุดตันเถียนเป็จุดชีพจรที่ใช้ในการกักเก็บลมปราณยังไงล่ะถ้าเบิกจุดตันเถียนไม่ได้เ้าก็ไม่มีวันก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ได้หรอก”เหล่าเจี้ยนอธิบายอย่างใจเย็น
“แล้วหลังจากเบิกจุดตันเถียนได้แล้วล่ะ”
“หลังจากเบิกจุดตันเถียนได้แล้วเ้าก็ต้องเบิกจุดชีพจรกลางซึ่งอยู่กลางหน้าอกและต่อด้วยจุดชีพจรบนซึ่งอยู่บริเวณหว่างคิ้วหลังจากนั้นก็ที่แขนทั้งสองข้างขาทั้งสองข้างและใต้ฝ่าเท้าทั้งสองข้างรวมเป็เก้าจุดไงละ”
“แล้วข้าต้องทำยังไงถึงจะเบิกจุดตันเถียนได้ล่ะ”
“เอาละ ข้าเชื่อแล้วว่าเ้าไม่รู้อะไรเลย ถ้าเอาง่ายๆเลยก็ให้ดึงลมปราณจากทั่วทั้งร่างกายให้ไปรวมอยู่ที่ใต้สะดือแล้วทำการควบแน่นกลุ่มลมปราณนั้นให้มีความหนาแน่นมากที่สุดแต่การเบิกจุดตันเถียนด้วยวิธีนี้จะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพสักเท่าไรถ้าอยากให้จุดตันเถียนที่เบิกขึ้นมามีประสิทฺธิภาพสูงที่สุดก็ต้องมีเคล็ดเบิกลมปราณยิ่งระดับวิชาของเคล็ดเบิกลมปราณสูงมากเท่าไรจุดตันเถียนที่เบิกได้ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่ของแบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับพร์ของเ้าตัวด้วยละนะซึ่งโดยทั่วไปจุดตันเถียนจะแบ่งได้เก้าระดับ โดยระดับเก้าคือสูงที่สุดและหายากที่สุดด้วย”
“งั้นก็แปลว่าถ้าข้าจะเบิกจุดตันเถียนข้าควรจะต้องหาเคล็ดเบิกปราณมาให้ได้ก่อนสินะ”เทียนเฟิงถามออกมา
“ใช่แล้วการเบิกจุดตันเถียนทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตเพราะฉะนั้นไม่ควรใจร้อนแตต่นี่ถือเป็โชคดีและวาสนาของเ้าแล้วละนะเ้าหนุ่มตัวข้าเหล่าเจี้ยนผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้จะมอบเคล็ดเบิกลมปราณให้เ้าแน่นอนว่าเคล็ดวิชาที่ข้าผู้นี้มอบให้ไม่ใช่ของกระจอกๆทั่วไปหรอกนะฮ่าฮ่าฮ่า”
“จริงเหรอ แต่ข้ารู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้สิตาแก่เ้ามีอะไรแอบแฝงหรือปล่าวทำไมอยู่ดีๆถึงจะมอบของให้ข้าเ้ามีอะไรแอบแฝงก็บอกมาเถอะ” เทียนเฟิงจี้ถามตรงๆในใจเขารู้สึกแปลกประหลาดอยู่ดีๆจะมีคนใจดีขนาดมอบเคล็ดวิชาให้ง่ายๆได้ยังไง
“ชิ ฉลาดไม่เบานี่เ้าหนุ่ม จะบอกเ้าตรงๆข้ามีเจตนาแอบแฝงจริงๆนั้นแหละ ตัวข้านั้น้าที่จะแก้แค้นให้เ้านายข้าแต่ตัวข้าตอนนี้ก็อยู่ในสภาพแบบนี้เพื่อการนั้นแล้วข้าถึง้าผู้ช่วยยังไงล่ะข้าคิดจะปั้นเ้าให้แข็งแกร่งเพื่อให้ไปต่อกรกับเหล่าศัตรูของนายข้าเ้าจะยอมรับหรือไม่ เ้าได้แข็งแกร่งขึ้นส่วนข้าก็ได้แก้แค้นให้นายข้าแต่แน่นอนว่าถ้าเ้าทำไม่ได้ถึงมาตรฐานของข้า ข้าก็จะไม่บังคับเ้าให้ไปแก้แค้นแทนนายข้าหรอกนะเ้าจะยอมรับหรือไม่”เหล่าเจี้ยนบอกความในใจออกมาตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อม
“ข้ายอมรับ ในเมื่อเ้าบอกกับข้าตรงๆแบบนี้ ข้าก็จะพยายามแข็งแกร่งขึ้นเพราะความฝันของข้าคือการท่องไปทั่วทั้งใต้หล้าอย่างอิสระและไม่ตกอยู่ใต้อาณัติผู้ใดเพื่อการนั้นแล้วข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดกวาดราบศัตรูทั่วทิศเพราะฉะนั้นก็แค่เพิ่มศัตรูขึ้นมาอีกไม่กี่คนข้าไม่ใส่ใจอยู่แล้ว”เทียนเฟิงพูดออกมาด้วยความมั่นใจเขาเชื่อมั่นในตัวเองอย่างมากความเชื่อมั่นนี้ไม่มีที่มาแต่เขารู้สึกได้อย่างเต็มเปี่ยมว่าถ้าเขาตั้งใจจริงๆเขาจะสามารถชนะได้ทุกอย่าง