ท่ามกลางความฮือฮาของเหล่าระดับราชันและจักรพรรดิ เฟยหรงที่พึ่งเข้ามาสู่ด่านที่สามก็ชะงักค้างทันตาสายฟ้าสีน้ำเงินค่อยๆไหลเข้าสู่เปลวเพลิงอัสนีของเขาอย่างบ้าคลั่งและบางส่วนก็ยังไหลไปตามเส้นลมปราณและแผ่ซ่านไปทั่วร่ายกาย เฟยหรงในเวลานี้สั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูกเพราะในด่านนี้สายฟ้ามันแข้งแกร่งว่าด่านที่สองถึงสี่เท่าด้วยกันและหากเป็ระดับองครักษ์คนอื่นๆแน่นอนว่าไม่อาจที่จะทานทนได้อย่างแน่นอน
ในเวลานี้เสียงดังสายฟ้าสีน้ำเงินผ่าลงมาไม่ขาดสาย เฟยหรงที่สั่นสะท้านอยู่ค่อยๆนิ่งลงเรื่อยๆจนเข้าสู่ภวังค์แห่งจิตวิญญานของเขาที่ตอนนี้หอคอยเทพักำลังเปร่งแสงเพื่อที่จะช่วยเหลือเขาอยู่
"ปีศาจน้อยหากไม่ไหวค่อยมาคราวหลังก็ได้อย่าฝืนตัวเองเลย ไม่เช่นนั้นเ้าจะตายเอานะ"กู่เทียนหลงที่อยู่ในหอคอยเทพักล่าวออกมาด้วยความเป็ห่วงเฟยหรงที่ได้ยินก็พลันตีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังก่อนที่จะกล่าวอย่างมุ่นมั่นว่า "ข้าต้องไม่แพ้ ข้าจะไม่ยอมตายต่อให้เ็ปแค่ไหนก็ก็รับได้แต่ข้าไม่ยอมตายเด็ดขาด"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น หอคอยเทพัราวกับตอบสนองต่อความต้องของของผู้ถือครองและเปร่งแสงออกมาจนสว่างเจิดจ้าและในที่สุดกายเนื้อของเฟยหรงที่อยู่ด้านนอกก็หยุดสั่นในบัดดล ในมือปรากฏเปลวเพลิงสีฟ้าครามที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยสายฟ้าสีน้ำเงินเป็ประกายอย่างน่าเหลือเชื่อ
"เด็กคนนี้ดื้อดึงเกินไปจริงๆเห็นทีพอจบเื่นี้คงต้องอบรมกันยกใหญ่"กู่เทียนหลงกล่าวอย่างเหนื่อยใจ การทำตัวให้เคยชินกับสายฟ้าด่านที่สามนั้นเฟยหรงใช้เวลาไปถึงสิบห้าวันเต็มไปด้วยกันในการทำให้มันเคยชินกับสายฟ้า หากไม่ใช่ว่าเขามีกายเทพัะที่พิเศษเหนือกายศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่นเห็นทีจะมอดม้วยมรณาไปั้แ่ก้าวเข้ามายังด่านสามแล้ว
"ถึงเวลาที่ข้าจะก้าวข้ามขีดจำกัดแล้ว"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น เขาค่อยๆเดินไปยังด่านที่สี่สายฟ้าสีม่วงในทันทีแต่เมื่อเขาเหยี่ยบย่างเข้าไปนั่นแรงกดดันของด่านนี้ก็ทำให้เขาหนักอึ้งในทันทีและทำให้เกิดภาพหลอนเป็ัสายฟ้านับสิบที่กำลังจ้องมองเขาจากฟากฟ้าอยู่
"มาเลย!!"เฟยหรงที่เห็นดังนั้น เขาไม่ได้หวั่นกลัวแต่อย่างใดแถมยังกล่าวท้าทายสายฟ้าเ่าั้อีกต่างหากนั่นทำให้เหล่าผู้ฝึกตนระดับประจักษ์แจ้งถึงกับดวงตาเบิกกว้างเมื่อหันไปทางชายหนุ่มสายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจแต่ก็ไม่มากเท่าไรนักเนื่องจากพวกเขาก็ผ่านโลกมามากมายการที่ได้เห็นเด็กน้อยระดับองครักาืมาได้ถึงขั้นนี้พวกเขาต่างก็มั่นใจว่ามันมาจากกายศักดิ์สิทธิ์เป็แน่แท้ ดังนั้นเมื่อพวกเขาจึงใไปเพียงชั่วขณะเท่านั้นและหันมาสนใจการบ่มเพาะของตนต่อไป
"เปรี้ยง!!"สายฟ้าสีม่วงที่รุนแรงผ่ามายังเฟยหรงอย่างไม่หยุดยั้ง เฟยหรงได้แต่กัดฟันกรอดและอดทนต่อสายฟ้าที่ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดเขาก็ทรุดลงด้วยความเ็ปและเหนื่อยล้าพร้อมกับร่างกายที่ไหม้เกรียมจากสายฟ้านับพัน
"อั๊ก! ข้าจะไม่ยอมหรอก!"เฟยหรงกระอักเืคำโตแต่สายตายังคงมุ่งมั่นทันใดนั้นเขาได้โคจรทักษะวิชาเพลิงวิญญานเก้าชาติภพในทันทีและโคจรมันเร็วขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดมันก้มาถึงขีดจำกันแต่เขาก็ยังคงไม่ย่อท้อและโคจรมันไปด้วยความเร็วสูงสุดอย่างต่อเนื่องจนพลังวิญญานของเขาเพิ่มขึ้นจนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
"เ้าเด็กนี่คิดจะเพิ่มระดับทักษะเพลิงวิญญานเก้าชาติภาพให้กลายเป็ขั้นที่สามเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดกลืนสายฟ้าให้กับเปลวเพลิงอัสนีงั้นหรือ บ้าบิ่นเกินไปแล้ว"กู่เทียนหลงกล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนกทักษะนี้เขาที่อยู่กับมันมาหลายล้านปีย่อมรู้ดีมันไม่ใช่วิชาที่จะเพิ่มระดับกันได้ง่ายๆ หากเกิดข้อผิดพลาดละก็คนที่บ่มเพาะมีแต่จะมอดม้วยเท่านั้น
"อีกนิดเดียว!!เสี่ยวซีช่วยข้าหน่อย"เฟยหรงกล่าวกับเ้าเม่นน้อยบนหัวของตนที่ถูกพลังปราณของเขาป้องกันเอาไว้และปล่อยให้มันดูดซับพลังสายฟ้าเท่าที่มัน้า
"กิ้ว~ กิ้ว~"เ้าเม่นตัวน้อยร้องออกมา ก่อนที่ร่างกายของมันจะเริ่มใหญ่มากขึ้นและปกป้องเฟยหรงผู้เป็นาย และอ้าปากดูดกลืนสายฟ้าทั้งหมดที่โจมตีเข้ามาหาเฟยหรง จนหนามแหลมของมันค่อยๆเปร่งแสงเป็สายฟ้าสีม่วงที่มันดูดกลืนไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเวลาเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หนามบนตัวของมันทั้งหมดก็กลายเป็สีม่วงแสดงให้เห็นว่าเ้าเม่นน้อยเซียวซีได้มาถึงขีดจำกัดในการกลืนกินสายฟ้าเป็ที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่มันจะค่อยๆย่อขนาดให้ตัวเล็กเช่นเดิมและกลับไปอยู่บนหัวของเฟยหรงผู้เป็เ้านายก่อนที่จะทำท่าเรอออกมายกใหญ่ด้วยความอิ่มที่ได้ดูดกลืนสายฟ้าเหล่านี้
ใน่เวลานั้นเองที่เ้าเม่นน้อยเสี่ยวซีสำแดงพลังดูดกลืนเสร็จสิ้นแล้ว ตราสัญลักษณ์เปลวเพลิงของเฟยหรงก็เปลี่ยนสีจากฟ้าครามกลายเป็น้ำเงินเข้มในทันใด พร้อมทั้งเปลวเพลิงสีฟ้าครามที่อยู่ในมือก็เช่นกันบัดนี้มันได้แปรเปลี่ยนเป็สีฟ้าครามเต็มไปด้วยประกายสายฟ้าสีม่วง
"เ้าปีศาจน้อยทำเสร็จหรือ ไม่น่าเชื่อ!!"กู่เทียนหลงกล่าวขึ้นอย่างตื่นตะลึง ตอนนี้พลังวิญญานของเฟยหรงนั้นจากเดิมที่อยู่ระดับแก่นแท้วิญญานขั้นที่ห้าถูกยกระดับขึ้นในทันใด ด้วยแรงกระตุ้นของธาตุทำให้พลังวิญญานเขามาถึงแก่นแท้วิญญานขั้นเก้าในที่สุด ส่วนพลังปราณนั้นเองก็ไม่ต้องพูดถึงมันทะลวงจนมาถึงระดับองครักษ์ขั้นห้าอย่างง่ายดายและในตอนนี้เองปราณัของเขาก็ดูเหมือนจะถูกยกระดับขึ้นอีกขั้นโดยมีธาตุสายฟ้าผสมอยู่ด้วย
ิัที่ไหม้เกรียมของเขาถูกลอกออกมาเป็ชั้นๆจนในที่สุดร่างกายก็กลับมาขาวราวกับหิมะดังเดิม แถมยังดูหล่อเหลาขึ้นมากกว่าเสียอีก แม้จะเทียบไม่ได้กับพวกตระกูลสูงส่งที่เกิดมาพร้อมกับความเพรียบพร้อมทั้งหน้าตาและพลังปราณ แต่หน้าตาของเขากลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและดูน่าหลงไหลยิ่ง
"ขอบใจมาก เสี่ยวซีตัวน้อยของข้า หากข้าได้บัลลังก์ราชันอัสนีมาข้าจะให้เ้ากินปราณัข้าให้จุใจไปเลย"เฟยหรงกล่าวขอบคุณเ้าเม่นน้อยที่อื่มจนสลบไปแล้วอยู่บนหัวของเขาก่อนที่จะตั้งสติและใช้ทั้งเปลวเพลิงและร่างกายที่ถูกยกระดับดูดกลืนสายฟ้าต่อไป
ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคนที่บ่มเพาะอยู่ในที่แห่งนี้ เฟยหรงยังคงดูดซับพลังจากสายฟ้านี้ต่อโดยไม่หยุดยั้งระดับพลังเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเพราะเขาได้โคจรทักษะบ่มเพาะทั้งสองทักาะของเขาไปด้วยดังนั้นเฟยหรงถือว่าได้รับประโยชน์จากที่นี่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ใน่เวลาเดียวกันนั้นเองที่เฟยหรงกำลังดุดกลืนธาตุสายฟ้าอย่างบ้าคลั่ง ข่าวสารของเขาก็ถูกแพร่ออกไปทั่วทั้งอาณาจักรเนื่องจากเขาเป็ระดับองครักษ์คนแรกที่สามารถไปถึงด่านที่สี่ของทะเลสาบอัสนีได้แถมยังอยู่ตรงนี้มานานแล้ว ดังนั้นด้วยข้อเท็จจริงเหล่านี้มันทำให้ทั้งเมืองเกิดเสียงฮือฮากันยกใหญ่ และมีตระกูลใหญ่มากมายแม้กระทั้งราชวงศ์ที่สนใจในตัวของเขาและเดินทางมาดูเฟยหรงที่กำลังบ่มเพาะพลังอย่างบ้าคลั่งเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ด่านถัดไป
"เป็เขา???"ริมชายฝั่งของทะเลทราบมรกตที่ตอนนี้เต็มไปด้วยตระกูลใหญ่อย่าง เมิ่ง จี ฉิน และราชวงศ์เหล่ย จู่ๆหญิงงามผมสีเขียวมรกตกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ และนางไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเมิ่งฉีที่เฟยหรงได้พบตอนทดสอบการปรุงโอสถ
"ฮืม ลูกรู้จักเขาหรือ?"เมิ่งกู่ประมูขของตระกูลเมิ่งและเป็พ่อของเมิ่งฉีหันไปทางลูกสาวแล้วกล่าวถาม
"เขาเป็ชายอัจฉริยะที่ข้าเคยเล่าให้ท่านฟังไงเ้าคะ"นางกล่าวตามตรง
"โอ้ นี่คือนักปรุงโอสถระดับสามที่อายุน้อยที่สุดสินะ น่าประหลาดใจจริงๆ"เมิ่งกู่กล่าวออกมาเช่นนั้น สายตามองไปที่เฟยหรงด้วยความอยากรู้อยากเห็นเจือความประหลาดใจเนื่องจากยาที่บุตรสาวของเขาเอามาให้นั้นมันพิเศษมากกว่าโอสถระดับสามทั่วไปมากนัก และจากที่เขาวิเคาะห์โอสถนี้มันทำให้เขารู้ว่าคนที่หลอมมันขึ้นมาย่อมมีความรู้ที่มีธรรมดาอย่างแท้จริงถึงได้ใช้สิ่งของที่คนทั่วไปมองว่าไร้ค่ามาสรรค์สร้างโอสถระดับนี้ได้
'เด็กคนนี้น่าสนใจจริงๆหากเป็ไปได้ข้าอยากจะแลกเปลี่ยนความรู้กับเขาสักครา'เมิ่งกู่คิดในใจ เขาเป็ถึงนักปรุงโอสถระดับหกแน่นอนว่าต้องมีความสนใจในเื่เม็ดยาและความรู้ใหม่ๆอยู่ไม่น้อย
"เหอะ อัจฉริยะอะไรกัน ก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละ"ทางด้านของตระกูลฉิน นายน้อยตระกูลฉิน ฉินเฉินกล่าวออกมาด้วยความอิจฉาที่มีอยู่ในหัวใจมันไม่ได้อิจฉาที่เฟยหรงแสดงความอัจฉริยะที่เหนือกว่ามันออกมาเท่านั้นแต่มันยังอิจฉาที่เฟยหรงได้รับคำชมจากเทพธิดาอย่างเมิ่งฉีด้วย
"ใจเย็นๆไว้ลูกพ่อ อย่าแสดงอาการเช่นนั้นต่อหน้าองค์จักรพรรดิ"ผู้นำตระกูลฉิน ฉินอี้กระซิบข้างหูของบุตรชาย แม้จะอิจฉามากเพียงใดแต่ก็ไม่ควรออกอาการมากเกินไปไม่เช่นนั้นเขาจะถูกจักรพรรดิมองว่าไม่ดีได้และจะไม่เป็ที่ไว้ใจอีกต่อไปเนื่องจากความหยิ่งผยอง
"ช่างเป็เด็กหนุ่มที่น่าสนใจจริงๆคาดว่าการที่จะปลูกฝังให้เด็กคนหนึ่งมีพร์ดุจสัตว์ประหลาดเช่นนี้ เห็นทีอาจารย์ของเขาคงจะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนนะขอรับฝ่าา"จีเฉินเทียนผู้นำตระกูลจีกล่าวขึ้นพร้อมชำเรืองมองบุรุษในชุดัสีม่วงที่อยู่ด้านหน้าของเขา
"อืม ข้าเองก็ประหลาดใจเช่นกันที่จู่ๆมีอัจฉริยะระดับนี้ปรากฏตัวขึ้นมา แม้แต่ข้ายังอยู่ที่ด่านสี่ได้เพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นแต่เด็กนี่กลับอยู่มาเกือบหนึ่งเดือนเต็มๆแล้ว"จักรพรรดิเหล่ยเทียน กล่าวขึ้นพร้อมมองไปที่เฟยหรงด้วยความประหลาดใจและความนับถือจากใจจริงเพราะเฟยหรงกำลังจะทำลายสถิติของทุกคนที่มาบ่มเพาะในที่แห่งนี้
"ดูนั่นเขาเคลื่อนไหวแล้ว"เมิ่งกู่กล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนก ไม่ใช่แค่เขาที่ดูแตกตื่นแต่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็แตกตื่นเนื่องจากการเคลื่อนไหวของเฟยหรงไม่ได้ถอยหลังกลับแต่อย่างใดแต่เขากลับเคลื่อนที่ไปด้านหน้าของเขาต่างหาก เสียงฮือฮาเกิดขึ้นไม่ขาดสายแม้แต่ระดับประจักษ์แจ้งที่อยู่ด่านเดียวกับเฟยหรงก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงกับเหตุการณ์ในครั้งนี้
"ในที่สุดข้าก็เคยชินกับสายฟ้าที่ด่านนี้เอาละต่อไป!!"เฟยหรงกล่าวอย่างมาดมั่นในเวลานี้เปลวเพลิงสีฟ้าครามของเขาเปลี่ยนไปอีกครั้งกลายเป็สีม่วงอ่อนเหมือนเขากำลังก้าวไปถึงระดับที่สี่ของการบ่มเพาะทักษะเพลิงวิญญานเก้าชาติภพ เขาก้าวไปอย่างมาดมั่นในที่สุดน้ำของทะเลสาบก็เกินกว่าระดับความสูงของเขาไปแล้วและเฟยหรงก็ก้าวเข้าสู่ระดับที่ห้าสายฟ้าสีดำในบัดดล
"พระเ้าเขาเข้าไปสู่ด่านที่ห้าที่ไม่มีใครเคยเหยี่ยบย่างเข้าไปแล้ว นี่มันเื่บ้าอะไรกันข้าต้องฝันไปแล้วแน่ๆ"เหล่าผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆนาๆ เมื่อเฟยหรงเข้าสู่ขั้นที่ห้าสายฟ้าของสี่ด่านที่ผ่านมาก็ทวีความรุนแรงจนไม่มีใครสามารถลงไปบ่มเพาะได้และขึ้นมาบนฝั่งกันจนหมดเหลือเพียงเฟยหรงเท่านั้นที่อยู่ในทะเลสาบอัสนี
"นี่มันเื่บ้าอะไรกัน สายฟ้าสี่ชั้นที่เหลือกลายเป็สีดำทั้งหมด!!"เหล่ยเทียนกล่าวอย่างแตกตื่นหากเป็เช่นนี้คงไม่มีใครจะสามารถลงไปบ่มเพาะพลังได้อย่างแน่นอน ครั้นจะไปดึงเฟยหรงออกมาเพื่อทำให้สถานการณ์เป็ปกติก็ทำไม่ได้เนื่องจากเขาไม่สามารถฝ่าสายฟ้าทมิฬเหล่านี้ไปได้
"เสด็จพ่อ เขาเป็ใครกันเ้าคะ การที่เขาทำเช่นนี้มันเหมือนกับตัดโอกาสของทุกคนในการบ่มเพาะพลังในทะเลสาบอัสนีนะเ้าคะ"หญิงสาวผมสีม่วงอมดำ หน้าตางดงามกล่าวขึ้นอย่างฉุนเฉียวนางคือเ้าหญิงแห่งอาณาจักรเหล่ย เหล่ยอิง ที่กำลังจะบ่มเพาะก้าวข้ามระดับเป็จักรพรรดิแต่กลับโดนสายฟ้าสีดำนี่ขัดซะก่อน การที่เื่แบบนี้เกิดขึ้นจะไม่ให้นางโมโหได้อย่างไร
"เห้อ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาเป็ใครมาจากไหน รู้แค่เขาเป็นักปรุงยาระดับสามที่มายังเมืองของเราเมื่อไม่นานมานี้เอง"เหล่ยเทียนกล่าวตอบ
"หึ ข้ากำลังจะถึงระดับจักรพรรดิแล้วเชียว คอยดูเถอะถ้าหากออกมาข้าจะจัดการเ้าอย่างไรที่มาขวางการบ่มเพาะของข้า!"นางเอ่ยออกมาพร้อมทอดสายตามองไปยังทะเลสาบอัสนี
ส่วนทางด้ายเฟยหรงเข้าไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย และยังคงทานทนกับเ้าสายฟ้าทมิฬที่ฟาดมาใส่เขาอย่างไม่หยุดยั้ยต่อไปซึ่งน่าแปลกที่ตัวเขาในเวลานี้กลับไม่รุ้สึกเ็ปเลยแม้แต่น้อยแต่กลับััได้ว่าพลังปราณของเขาค่อยๆลดลงอย่างช้าๆ
"หึ สายฟ้าที่สามารถกลืนกินพลังปราณได้หรือ หากเป็คนอื่นเมื่ออยู่ในนี้เพียงไม่กี่อึดใจอาจจะตายได้แต่หน้าเสียดายที่ข้าบ่มเพราะพลังทั้งสองสายดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก"เฟยหรงพร้อมกับรอยยิ้มพลังปราณัหาใช่สิ่งที่คิดจะดูดกลืนก็ดูดไปได้ การดูดกลืนมันยากกว่าเอากิ่งไม้หนึ่งกิ่งไปงัดท่อนซุงเสียอีกไม่เช่นนั้นจะถูกเรียกว่าปราณที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกได้อย่างไร เฟยหรงในเวลานี้เขาเปลี่ยนไปใช้พลังวิญญานของตนเองทันทีแล้วเดินไปอย่างสบายใจจนในที่สุดเขาก็มาถึงสายฟ้าสีแดง
"โฮกกก!!"เมื่อผ่านเข้ามาถึงสายฟ้าสีแดงทั้งหลายพลันกลายร่างเป็อสูรมากมายและบนสุดของอสูรพวกนั้นคือั วิหค เต่า และพยัคฆ์ ที่เกิดมาจากสายฟ้าสีแดงฉายราวกับโลหิต
ในเวลาเดียวกันนี้เองสายฟ้าทั่วทั้งทะเลสาบเองก็กลายเป็สีแดงฉานในทันที เวลานี้ทุกคนที่ได้เห็นตกตะลึงราวกับจะหยุดหายใจ ด่านที่หกแล้ว ในใจของพวกเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ใช้เวลาสิบห้าวันผ่านด่านที่สาม ใช้เวลาหนึ่งเดือนผ่านด่านที่สี่ แต่กลับใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจผ่านด่านที่ห้าและเข้าสู่ขั้นที่หก นี่มันเื่น่าเหลือเชื่อเกินไป และพวกเขาสามารถนำไปเล่าขานให้ลูกให้หลานฟังได้หลายร้อยปีโดยไม่เบื่อเลยทีเดียว