๒๑
นอนเฝ้าทรัพย์
บางครั้งข้าพเ้ามักฝันอะไรแปลกๆหลายครั้งเกี่ยวกับสถานที่แห่งหนึ่งมันน่าเสียดายที่ข้าพเ้ามิอาจระบุจำนวนครั้งที่ฝัน วันแลเพลาอันแน่ชัดทั้งมวลได้
ครั้งก่อนๆอันข้าพเ้าฝันเกิดวันที่เท่าไหร่เดือนอะไรนั้นข้าพเ้าระบุไม่ได้ ทราบเพียงเลขพุทธศักราช ๒๕๖๗เท่านั้น แต่ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเ้าฝัน คือเพลาเย็น วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗
มารดาของข้าพเ้าในความฝันเป็เศรษฐินีเ้าของมหาวิทยาลัย โรงแรม แลห้างสรรพสินค้าอยู่ในพื่นที่เดียวกันข้าพเ้าเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า “มหาวิทยาลัยรัชนี”
มหาวิทยาลัยรัชนีมีพื้นที่ราว ๘๐ ไร่เป็มหาวิทยาลัยเอกชนค่าเทอมถูก คงเพราะมารดาของข้าพเ้าเป็คนใจบุญสุนทานสงสารเด็กๆที่เป็นักศึกษายากจน เลยคิดค่าเทอมที่สูสีกับมหาวิทยาลัยรัฐบาลแลเผลอๆจักถูกกว่าด้วยซ้ำ เป็ต้นว่าคณะเกี่ยวกับบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านอโศกอาจคิดค่าเทอมนิสิต ๒๐,๐๐๐บาทโดยประมาณ แต่มหาวิทยาลัยรัชนีคิดเพียง ๑๗,๕๐๐ บาทหรือแม้แต่วิทยาลัยสักอย่างของมหาวิทยาลัยย่านอโศกที่พวกดาราชอบเรียนกันนักหนาค่าเทอมปาไปสี่ซ้าห้าหมื่นนั้น ทางมหาวิทยาลัยรัชนีคิดเพียง ๒๒,๕๐๐ บาทเท่านั้น
เด็กบางคนอยากเรียนหมอแต่ค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยรัฐบางแห่งสูงมาก ปีหนึ่งอาจเสียค่าเล่าเรียนสูงถึง๑๒๕,๐๐๐ บาทแต่ทางมหาวิทยาลัยรัชนีคิดค่าเล่าเรียนถูกกว่า ปีนึงนักศึกษาจักเสียเพียง ๙๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เองมารดาของข้าพเ้าจึงเป็ที่รักของคนหมู่มาก อีกทั้งคุณภาพการเรียนการสอนของสถานศึกษาแห่งนี้ก็เป็ที่้าของตลาดแรงงาน
นอกจากพื้นที่ของมหาวิทยาลัยแล้วที่นี่ยังมีโรงแรมห้าดาวซึ่งมีห้องพักสุดหรู ติดอ่างจากุชซี่ทุกห้อง มีห้องฟิตเนสสระว่ายน้ำแลซาวน่า รวมทั้งสปาแลห้องอาหารนานาชาติ โดยเฉพาะห้องอาหารบราซิล หากประสงค์ทานเย็นที่ห้องอาหารแห่งนี้นั้นทางห้องอาหารจักมีบุฟเฟต์บาบีคิวปิ้งย่างสไตล์บราซิลเลียนไว้บริการซึ่งข้าพเ้าขอบอกท่านผู้อ่านเลยว่า ข้าพเ้าชอบบุฟเฟต์นี้มากเหลือเกิน
นอกจากโรงแรมภายในมหาวิทยาลัยแล้วก็มีอาคารห้างสรรพสินค้าภายในมหาวิทยาลัยอีกด้วย ในห้างสรรพสินค้ากอปรด้วยร้านสะดวกซื้อไปรษณีย์ ธนาคาร ศูนย์อาหาร ห้างทอง แลห้องแถวเล็กๆที่เต็มไปด้วยร้านรวงมากมายไม่ว่าจักเป็ร้านแว่นตา ร้านเสริมสวย ร้านตัดผมชาย ร้านขายเครื่องแบบนักศึกษาร้านถ่ายเอกสาร ฯลฯ แลมีโซนอยู่โซนหนึ่งซึ่งเรียกว่า “สำนักงาน” อยู่บริเวณปลายอาคารซึ่งติดกับร้านทอง
ในโซนสำนักงานนี้จักมีประตูลูกกรงบานหนึ่งประตูบานนี้ไม่ได้มีขนาดโอ่อ่ากว้างขวางแต่อย่างใดหากแต่มีขนาดพอๆกับประตูห้องน้ำของใครหลายคนเมื่อเปิดประตูลูกกรงมาแล้วจะมีโซนย่อยๆอีก 2โซน โซนแรกทางซ้ายมือเป็โซนสำนักงาน มีลักษณะเป็โต๊ะทำงานทั่วไปที่มักจัดเป็ลักษณะเขาวงกต ส่วนทางด้านขวามือนั้นมีประตูลูกกรง๑บานแลประตูที่เชื่อมกับห้างทองอีก๑บานหากว่าเข้าทางห้างทองจักใช้ประตูห้างทองเดินเข้ามาที่นี่ก็ย่อมได้แลบ่อยครั้งที่ข้าพเ้ามักเลือกใช้เส้นทางนี้
สำหรับประตูลูกกรง๑บานที่อยู่ทางขวามือเมื่อเปิดประตูลูกกรงหน้าพื้นที่สำนักงานเข้าไปนั้นภายในถูกจัดไว้ให้เป็ห้องนอน มีเตียงขนาด ๖ ฟุตถูกปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวอย่างเรียบร้อยมีหมอนแลหมอนข้างที่ถูกคลุมด้วยปลอกหมอนสีเดียวกันนั้นด้วยหนำซ้ำภายในห้องยังมีประตูเหล็กบานหนึ่ง อันเป็ “ทางหนีไฟ” อนิจจาที่ประตูนี้มิได้ล็อกแต่อย่างใด เพราะเมื่อเปิดประตูบานนี้ออกไปนั้นจักเป็ตรอกแคบๆลักษณะมืดๆแลอึมครึม มีพนักงานรักษาความปลอดภัยสวมเครื่องแบบสีน้ำเงินเฝ้าอยู่ ๒คน ฉะนั้นหากมีใครประสงค์จักเข้าประตูบานนี้ล่ะก็บุคคลนั้นต้องฝ่ายามเหล่านี้ไปเสียก่อนจึงจักเข้าห้องนอนภาพในพื้นที่สำนักงานแลทะลุเข้าพื้นที่ในห้างได้
ด้านขวาของห้องนอนแห่งนี้มีหน้าต่างมองเห็นไปยังภายนอกหน้าต่างไม่ใช่หน้าต่างบานเลื่อนแต่เป็หน้าต่างบานไม้ชนิดผลักออก-ดึงเข้าตัวหน้าต่างบานไม้นี้กอปรด้วยกระจกที่มีลักษณะเป็กรอบสี่เหลี่ยมสี่อันเพื่อสามารถที่จักมองออกข้างนอก แลเพื่อให้แสงแดดเข้ามาอย่างไรก็ตามบริเวณหน้าต่างนี้มีการติดม่านสีขาวเป็ลักษณะเป็สี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆเรียงกันเป็แนวตั้งปลายม่านปลิวสยายคล้ายปลายผมยามต้องพระพายพัด
ปกติคนที่นอนห้องนี้ควรเป็พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ก็เป็เวรของเ้าหน้าที่ห้างเนื่องจากพื้นที่ในห้างมีทรัพย์สินมีค่ามากมายรวมถึงสถานที่ๆอุดมไปด้วยของมีค่าอย่างธนาคารแลห้างทองทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่โดยรอบของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็พื้นที่เปิด ๒๔ ชั่วโมงมีบุคคลมากหน้าหลายตาเข้ามาในหลายเพลา ทั้งมาเปิดห้องพักมาส่งลูกส่งแฟนที่พักอยู่ภายในหอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ฯลฯทำให้อาจเกิดเหตุการณ์มีผู้ไม่หวังดีขโมยทรัพย์สินภายในมหาวิทยาลัยได้ซึ่งคงเคยเกิดขึ้นมาแล้วกระมัง เพียงแต่ข้าพเ้าไม่ทราบ
วันนี้เป็วันที่แปลกเนื่องจากมารดาของข้าพเ้าคง้าให้ข้าพเ้าดูแลมหาวิทยาลัยต่อจากท่านจึงมอบหมายให้ข้าพเ้านอนเฝ้าห้างสรรพสินค้าภายในมหาวิทยาลัยสถานที่นอนก็ดังที่ข้าพเ้าได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นแล
มันเป็เพลาเย็นราว ๑๖ นาฬิกาเห็นจักได้ข้าพเ้าเดินตามหลังมารดาของข้าพเ้าในคราบเ้าของมหาวิทยาลัยอย่างต้อยๆในขณะนี้มารดาของข้าพเ้ากำลังเดินตรวจตราคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย
ข้าพเ้ากำลังเห็นนักศึกษากำลังทำกิจกรรมต่างๆของคณะนักศึกษาแพทย์เกาะกันเป็กลุ่มๆ ลางคณะกำลังทำกิจกรรมสำหรับกีฬาของมหาวิทยาลัยข้าพเ้าเห็นนักศึกษาเหล่านี้กำลังเป่าลูกโป่งลูกใหญ่ๆสีน้ำเงินคงเอาไว้ประดับอัฒจันทร์กระมังนักศึกษาลางกลุ่มก็กำลังประชุมกันเื่งานกลุ่มที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์หมอนักศึกษาลางกลุ่มก็นั่งฟังอาจารย์หมอแล็กเชอร์สดๆที่บริเวณม้านั่งอย่างไรก็ตามคณะอาจจักชื่อคณะแพทยศาสตร์ แต่ก็มีหลักสูตรพยาบาลแลสาธารณสุขพ่วงอยู่ด้วยข้าพเ้าจึงเห็นนักศึกษากลุ่มหนึ่งซึ่งใส่หมวก “นางพยาบาล”กำลังคุยกันเื่การบ้านที่อาจารย์พยาบาลท่านมอบหมายส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งดูจักสบายสุดในหลายกลุ่มที่ข้าพเ้าเห็นมาคือกลุ่มนักศึกษาสาขาสาธารณสุข กลุ่มนี้ไม่เคร่งครัดเื่เครื่องแบบเท่าหมอแลพยาบาล(หรือแม้แต่พวกที่เรียนครู)ข้าพเ้าจึงเห็นนักศึกษาของสาขานี้แต่งตัวยังกับเรียนสาขาทางศิลปะก็ไม่ปาน กลุ่มศิลปินในคราบนักศึกษาสาขาสาธารณสุขเหล่านี้กำลังคุยกันเื่“โรคติดต่อ” กับ “โรคไม่ติดต่อ” กันอยู่
ความจริงข้าพเ้ามิได้รังเกียจดอกว่านักศึกษาควรจักแต่งตัวเช่นไรในมหาวิทยาลัยแลนักศึกษาควรจักแต่งตัวแบบให้เกียรติมหาวิทยาลัยหรือไม่ ข้าพเ้ามองว่าระยะเวลา๔-๖ ปีในมหาวิทยาลัยนั้น เป็่เวลาที่นักศึกษาควรจักมีอิสระบ้างหลังจากอยู่ในกรอบสิบกว่าปีั้แ่ชั้นอนุบาลจวบจนมัธยมศึกษาปีที่ ๖ข้าพเ้ามองว่านักศึกษาควรแต่งตัวในแบบของตนเองได้ กล่าวคือ ไว้ผมยาว แต่งชุดยีนส์ใส่รองเท้าแตะไปเรียน ใส่กางเกงสีสันสดใส ฯลฯ เพียงแต่นักศึกษาอย่าแต่งตัวโป๊หรืออย่าให้คนด่าตามหลังว่าอ้ายนี่อีนี่ “แก้ผ้า”ไปเรียนนักศึกษาจักแต่งตัวเยี่ยงไรนั้น ก็ควรแต่งเพื่อปกปิดของสงวนของตนเองให้เรียบร้อยสตรีเพศก็ไม่ควรใส่เสื้อคอกว้างจนเห็นหน้าอกหรือบุรุษเพศก็ไม่ควรใส่กางเกงที่ทำให้ “เป้าตุง” แล้วออกมาเดินในที่สาธารณะ
สายตาของใครหลายคนต่างจดจ่อมาที่มารดาของข้าพเ้าท่านแต่งกายไม่เหมือนมารดาในโลกแห่งความเป็จริง แต่ในความฝันนั้นแต่งตัวเหมือนเหล่าสตรีไฮโซหรือผู้มีอันจะกิน ที่สามารถพบเห็นได้ในรายการ “บางกอกกระซิบ โว้ว มายา”ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3ทั้งนี้ชุดที่มารดาข้าพเ้าใส่นั้นเป็เสื้อคอเต่าสีดำที่แขนเป็ซีทรูลายลูกไม้ทับด้วยชุดเดรสกระโปรงยาวผ้าทวีตสีขาว สวมถุงน่องสีดำ แลรองเท้าส้นสูงสีแดงเดินถือกระเป๋าสตางค์ใบยาวสีดำยี่ห้อชาแนล รุ่น Trifold wallet caviar
ทุกคนต่างสวัสดีมารดาของข้าพเ้าอย่างนอบน้อมบางคนแม้นไม่ได้สวัสดีมารดาข้าพเ้าโดยตรงแต่ข้าพเ้าก็สังเกตได้ว่าสายตาของพวกเขาเ่าั้มองมารดาข้าพเ้าด้วยความยำเกรงมิใช่น้อย” ขณะเดียวกันที่อาจารย์หมอพูนพงษ์อาจารย์หมอของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัชนีก็เดินมาพบกับมารดาของข้าพเ้าพอดิบพอดีทั้งสองจึงได้สนทนาพาทีกันอยู่พักใหญ่เกี่ยวกับการเรียนการสอนภายในมหาวิทยาลัยซึ่งข้าพเ้าเองก็จับใจความไม่ได้ เพราะเต็มไปด้วย “ศัพท์เฉพาะ” มากมายที่คนในวงการแพทย์มักจักใช้กัน
คงเพราะมารดาของข้าพเ้าเคยเป็พยาบาลมาก่อนกระมังจึงมีความรู้ทางการแพทย์สูง รู้จักบุคลากรทางการแพทย์มากมายข้าพเ้าอนุมานว่าน้อยน้องชายของข้าพเ้าในความฝันก็คงอยู่ในวงการแพทย์เช่นเดียวกัน
ความจริงมารดาของข้าพเ้าเป็คนพูดมากไม่ว่าจักโลกแห่งความจริงหรือโลกแห่งความฝันมารดาของข้าพเ้าก็เป็คนพูดมากบางครั้งมารดาพูดอะไรเกี่ยวกับตัวข้าพเ้าให้คนอื่นฟังแล้วไซร้ข้าพเ้าก็อดไม่ได้ที่จักรู้สึกเสียหน้ามิใช่น้อยในสิ่งที่มารดาจำนรรจ์ออกมา
ข้าพเ้าเดาว่าตัวข้าพเ้าเองในโลกแห่งความฝันนั้นคงไม่ต่างจากโลกแห่งความจริงตรงที่ข้าพเ้าเป็คนไม่เอาไหน แลมักทำให้มารดา(รวมถึงบิดา)ของข้าพเ้ารู้สึกเสียหน้าหลายครั้งแลเพราะความไม่เอาไหนของข้าพเ้ากระมัง ทำให้ข้าพเ้าจึงต้องพึ่งใบบุญของมารดาแลช่วยดูแลมหาวิทยาลัยให้แก่มารดา ขณะที่น้อยน้องชายของข้าพเ้าประสบความสำเร็จในอาชีพหมอ
เพลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงเมื่อมารดาคุยกับอาจารย์หมอพูนพงษ์เสร็จปรากฏว่าอาจารย์พยาบาลวัณฑนีย์ เดินมาเจอมารดาของข้าพเ้าพอดีทั้งสองจึงได้คุยกันพักใหญ่ บทสนทนาบางเื่ที่เกี่ยวข้องกับข้าพเ้าข้าพเ้าฟังแล้วก็รู้สึกเสียหน้าเช่นเคย
หลังมารดาคุยกับอาจารย์พยาบาลวัณฑนีย์ไปแล้วครึ่งชั่วโมงท่านก็ยื่นกุญแจสำนักงานที่ตั้งอยู่ภายในห้างของมหาวิทยาลัยแก่ข้าพเ้าเพื่อให้ข้าพเ้าไปนอนเฝ้าสถานที่แห่งนั้น
“เอา...นี่กุญแจ”
ข้าพเ้ารับกุญแจที่มารดาให้ไว้
“อืม”
“ดูแลตัวเองให้ดีงัน”[1]
“เออ”
“อย่าเออตะหัดพูดครับบ้างถี้[2]
“เออ”
“เออแล้วหลาว...คันนั้นก็นั่งกะป๊อไปที่ห้างเองก็แล้วกันแม่ไปล่ะ”[3]
“เออ”
เมื่อข้าพเ้าพูดจบมารดาก็เดินหน้าบูดหน้าบึ้งไปที่รถเบนซ์สุดหรูของท่านแล้วขับรถออกจากมหาวิทยาลัยมุ่งหน้าไปที่บ้านข้าพเ้าจึงต้องนั่งรถกะป๊อจากคณะแพทยศาสตร์เพื่อเดินทางไปยังห้างของมหาวิทยาลัย
“รถกะป๊อ”ในที่นี้มีลักษณะเป็รถบรรทุกดัดแปลงให้เป็รถหลายที่นั่งมันเป็ลักษณะคล้ายรถชมสวนสัตว์ ปราศจากประตู ตัวรถเป็รถสีขาว มีโครงหลังคาคลุมด้วยผ้าชนิดเดียวกันกับเต็นท์ผ้าใบหลังคาเป็สีน้ำตาล วิ่งเฉพาะเวลา ๖.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกาตอนที่ข้าพเ้าโบกรถกะป๊อก็เป็เพลา ๖ โมงเย็นเห็นจักได้แล้วชะรอยว่าคงเป็รถเที่ยวบ๊วยหรือรองบ๊วยเป็แน่
ภายในรถกะป๊อมีนักศึกษาอยู่จำนวนหนึ่งแต่น้อยกว่า่กลางวันนักศึกษาเหล่านี้ถ้าไม่เดินทางไปสถานที่แห่งเดียวกับข้าพเ้าก็คงเดินทางไปนอกมหาวิทยาลัย หรือเดินทางกลับหอ หรืออาจเดินไปศูนย์กีฬาเพื่อออกกำลังกายน้อยคนนักที่จักเดินทางไปหอสมุด ก็เพราะหอสมุดจักปิดทำการในเพลา ๒๐ นาฬิกาซึ่งเหลือแค่ ๒ ชั่วโมงเท่านั้น
แม้นเป็เพลา๑๘ นาฬิกา แต่ก็ยังมีแสงแดดอยู่ เรื่อเรืองในที่สุดรถกะป๊อก็มาจอด ณ บริเวณห้าง ตรงเยื้องๆกับไปรษณีย์ข้าพเ้าลงจากรถในขณะที่รถมุ่งหน้าไปทางโรงแรมจากนั้นข้าพเ้าจึงเดินเข้าภายในห้าง บริเวณประตู EXIT ที่ติดกับธนาคารแลฟู้ดคอร์ต
ผู้มาใช้บริการบริเวณธนาคารกับห้างทองมีน้อยแล้วเนื่องจากสองสถานที่นี้จักปิดทำการในเพลา ๑๙.๐๐ นาฬิกาในขณะที่ร้านไปรษณีย์ปิดให้บริการไปแล้วในเพลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ประตู EXIT ฝั่งซ้ายของไปรษณีย์ก็ปิดแล้วเช่นกันแต่ประตูฝั่งขวาของไปรษณีย์นั้นเปิดถึง ๔ ทุ่ม
ข้าพเ้าเข้าพื้นที่สำนักงานโดยเปิดประตูลูกกรงบานแรกเมื่อเปิดได้แล้วข้าพเ้าก็ทำท่าขวาหันแล้วเดินไปเปิดประตูลูกกรงอีกบานเพื่อเข้าไปยังห้องนอนของข้าพเ้า จากนั้นข้าพเ้าเปิดประตูหนีไฟอันเป็ประตูที่ไม่มีการล็อกทั้งภายนอกแลภายใน ข้าพเ้าเปิดประตูแล้วเดินออกไป
ทันใดนั้นข้าพเ้าได้พบกับตรอกเล็กๆที่อึมครึมเห็นป้อมยามซึ่งมียามสองคนท่าทางไม่น่าไว้วางใจ สองคนนี้ใส่เครื่องแบบเป็ชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินแขนยาวกางเกงผ้าขายาวสีน้ำเงิน สวมหมวกแก๊ปสีน้ำเงินมีตราของบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งนั้นประทับที่หมวกด้วย รองเท้าซึ่งพวกยามใส่เป็รองเท้ามาร์ตินสีดำตรงสีข้างของพวกเขาพกกระบอกไฟฉายแลไม้กระบองด้วย
ทันทีที่ข้าพเ้าเปิดประตูออกไปสีหน้าของพวกเขาดูจักไม่ยี่หระและค่อนข้างเพิกเฉยต่อข้าพเ้าอยู่พอสมควรพวกเขาทำหน้าที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของพวกเขาไป ในขณะที่ข้าพเ้าเริ่มระแวงพวกเขาแลตรวจสอบดูประตูหนีไฟนี้ว่ามีตัวล็อกอยู่ที่จุดใดบ้าง แต่ก็หาไม่สักจุดเลยข้าพเ้าจึงเดินผ่านป้อมยามนั้นไปตามตรอกแคบๆเรื่อยๆจนข้าพเ้ามาโผล่ที่บริเวณธนาคาร จากนั้นข้าพเ้าจึงเข้าประตู EXIT เพื่อเข้าไปยังห้างแล้วแวะซื้อหมูกรอบผัดพริกแกงใต้เพิ่มไข่ดาวที่ฟู้ดคอร์ตจากนั้นจึงเข้าสำนักงานผ่านทางร้านทอง
เป็เพลาใกล้๑๙ นาฬิกาแล้ว ห้างทองใกล้ปิดเต็มที ข้าพเ้าเดินเข้ามาในห้างทองแห่งนี้พบกับพนักงานขายทองสองสามคน พวกเธอสวัสดีแลยิ้มแย้มแจ่มใสให้แก่ข้าพเ้าข้าพเ้าจึงยิ้มตอบให้กับพวกเธอ ต่อมาข้าพเ้าหยิบกุญแจที่มารดาให้แก่ข้าพเ้าขึ้นมาแล้วสะเดาะกลอนประตูที่เชื่อมระหว่างสำนักงานกับร้านทองข้าพเ้าเข้าไปยังสำนักงานแล้วล็อกประตูให้เรียบร้อยจากข้างใน
บัดนี้เป็เพลากว่า๕ ทุ่มแล้ว บรรยากาศภายในห้างเปลี่ยวร้างเพราะทุกพื้นที่ปิดหมด ลมจากข้างนอกพัดแรงจนเย็นะเืเข้ามาในพื้นที่สำนักงานข้าพเ้าผู้นอนคลุมโปงกำลังเล่นมือถืออย่างบันเทิง
ข้าพเ้ายอมรับโดยดุษณีว่าข้าพเ้านอนไม่หลับแลไม่คุ้นชิ้นกับสถานที่แห่งนี้อีกประการหนึ่งคือบริเวณบันไดหนีไฟที่เชื่อมระหว่างสำนักงานกับป้อมยามแลตรอกอันน่าอึมครึมนั่นหากรู้ไปถึงพวกโจร พวกมันคงแอบเข้ามาบริเวณที่ข้าพเ้านอนอยู่เป็แน่ข้าพเ้าตั้งปณิธานไว้ว่ารุ่งเช้าข้าพเ้าจักบอกมารดาอันเป็ที่รักให้เรียกช่างมาทำกลอนประตูหนีไฟเสียใหม่ไม่ให้เปิดจากข้างนอกได้เพื่อความปลอดภัย เพราะข้าพเ้าเองก็ไม่ไว้ใจยามพวกนั้นแลหากยามละทิ้งหน้าที่บริเวณป้อม มันอาจมีใครสักคนเข้ามาในห้างเป็แน่
เมื่อข้าพเ้าหยุดเล่นมือถือในเพลา๒ ยาม ข้าพเ้าก็นอนหงายบนเตียง ๖ ฟุต หากแต่ข้าพเ้าเพียงแค่หลับตาเท่านั้นแต่ยังไม่หลับสนิทจริงๆ แลระหว่างที่ข้าพเ้าปิดตานอนนั่นเองข้าพเ้าได้ยินเสียงอันคุ้นหูดังมาที่หน้าต่าง
เสียงของชายวัย๕๗ ดังอู้อี้ผ่านทางหน้าต่างลอดม่านมาสู่หูของข้าพเ้า ชายผู้นี้เป็ชายร่างผอมผิวคล้ำ สูงประมาณ ๑๗๐ น้ำหนักราว ๕๓ กิโลกรัม เขามีปานสีม่วงๆที่แก้มข้างซ้ายปานนั้นใหญ่ลามไปถึงเบ้าตาของเขา ผมเขาตัดสั้นมีสีดำ หูกาง จมูกยาวพอดีดั้งหักริมฝีปากบางแลดำคล้ำเพราะสูบบุหรี่จัด ชายคนนั้นคือ “น้าปาน”อดีตลูกพี่ที่ทำงานเก่าของข้าพเ้าเอง
น้าปานประกอบอาชีพเป็นักพากย์ ข้าพเ้าเคยทำงานกับน้าปานอยู่ชั่วระยะหนึ่งเป็เพลาสามเดือนข้าพเ้ามีโอกาสได้พากย์หนังจริงๆ เพียง ๒ เื่ หลังจากนั้นข้าพเ้าก็ถูกน้าปานลอยแพโดยไม่มีเหตุผลแท้จริงแต่ข้าพเ้าอนุมานได้ว่าข้าพเ้าคงพูดภาษากลางไม่ชัดแลน้ำเสียงของข้าพเ้ามันไม่เป็เอกลักษณ์จักเรียกว่าฝีมือการพากย์ของข้าพเ้าไม่เพียงพอที่จักเป็ “นักพากย์มืออาชีพ” ได้
หลังจากข้าพเ้าถูกลอยแพสามเดือนข้าพเ้าจึงร้องไห้กลับบ้านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แลขาดการติดต่อกับน้าปานไปแลบัดนี้น้าปานมาปรากฏกายอีกครั้งในโลกแห่งความฝัน
ชายผู้นี้ใส่ชุดคล้ายบาทหลวงหรือศิษยาภิบาลในคริสตศาสนาชุดนั้นเป็สีดำ เขายืนอยู่ตรงหน้าต่างแลพูดอะไรสักอย่างยาวๆ เหมือนการอ่านข้อพระคัมภีร์ไบเบิล
“พระเ้าตรัสว่า... อาเมน”
น้าปานพูดเื่ราวเกี่ยวกับพระเ้าพระเยซู แลเื่ราวในคัมภีร์ไบเบิลให้ข้าพเ้าได้ยินไปเรื่อยๆจนข้าพเ้ารู้สึกสงสัยว่าน้าปานมีจุดประสงค์อันใด ทั้งที่ในความเป็จริงแล้วนั้นน้าปานมิได้นับถือศาสนาคริสต์แต่อย่างใด แกนับถือศาสนาพุทธ ออกจะเป็พุทธแนว“มหายาน” ด้วยซ้ำ เพราะแกไม่แตะต้องเนื้อสัตว์เลยแม้แต่น้อยเนื่องจากแกสงสารสัตว์โลก แกจึงทานแต่อาหารเจแลอาหารมังสวิรัติเท่านั้นไฉนเลยความฝันแกจึงมาป่าวประกาศเผยแพร่คริสศาสนาเยี่ยงนี้คงเป็คำถามอยู่ในใจข้าพเ้าเรื่อยมาไม่ว่าจักเป็โลกแห่งความฝันฤาโลกแห่งความจริงแลเป็ที่น่าเสียดายที่ความฝันของข้าพเ้าต้องมาจบลงเสียก่อนโดยที่ข้าพเ้าไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ข้าพเ้าจักทำอันใดต่อไปจักเดินไปทักทายน้าปานที่หน้าต่างไหม หรือว่านอนหนวกหูไปเรื่อยๆหรือจักมีใครบุกมาขโมยของในห้างหรือไม่ ก็สุดวิสัยที่ข้าพเ้าจักล่วงรู้ได้ สวัสดี
จ๊ะเสือไบ
๒๓ ก.ค๒๕๖๗
[1] แปลว่า ดูแลตัวเองให้ดีนะ
[2] แปลว่า อย่าเออสิ หัดพูดครับบ้างสิ”
[3] แปลว่า เอออีกแล้ว ถ้างั้นก็นั่งกะป๊อไปที่ห้างเองละกันแม่ไปล่ะ