บทที่ 1 อัจฉริยะเหนือฟ้าหลี่จื่อเย่
“ฉินเซียนจื่อกำลังจะมาถึงเมืองอวี๋โจวแล้ว!”
ณ แคว้นต้าซาง เมืองอวี๋โจว
ข่าวลือที่ไม่ทราบที่มาได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองราวกับไฟลามทุ่ง!
“ฉินเซียนจื่อ เซียนกระบี่เหมยฮวาคนนั้นน่ะหรือ? นางมาที่เมืองอวี๋โจวด้วยเหตุอันใดกัน?”
“แน่นอนว่านางต้องมาเพื่อรับศิษย์!”
หลายวันมานี้ ไม่ว่าจะเป็นักเล่านิทานหรือชนชั้นสูงในเมือง ต่างก็พูดถึงคนเพียงคนเดียว
ฉินเอ๋อร์นั่ว!
หากจะเล่าเื่ของฉินเอ๋อร์นั่วผู้นี้ เกรงว่าสามวันสามคืนก็คงเล่าไม่จบ
กล่าวโดยย่อคือ นางงดงาม เก่งกาจ และไร้เทียมทานในใต้หล้า
บัดนี้บุคคลที่เปรียบเสมือนเทพเซียนเช่นนางกำลังจะรับศิษย์สายตรง จะไม่ทำให้ผู้คนคลั่งไคล้ได้อย่างไรเล่า?
ทว่าการจะได้เป็ศิษย์ของฉินเอ๋อร์นั่วนั้น หากไม่ใช่ผู้มีพร์ที่พบได้ยากในรอบสิบปีหรือร้อยปี คงไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน
สามเดือนที่ผ่านมา ฉินเอ๋อร์นั่วเดินทางไปทั่วสิบกว่าเมือง แต่ก็ยังไม่พบผู้ที่ถูกใจนางเลยสักคน
การมาเมืองอวี๋โจวครั้งนี้ เพียงเพื่อหาบคนที่เหมาะสมที่สุดเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น… อัจฉริยะที่เลื่องลือกันว่าไม่มีผู้ใดเทียบได้
“ภายในดินแดนทั้งเก้าแคว้นนี้ หากจะเอ่ยถึงอัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบในรุ่นเยาว์แล้ว มีอยู่ห้าคนที่ไม่อาจละเว้นได้ นั่นคือ นักบวชซานจั้งแห่งสำนักพุทธ บุตรแห่ง์เยี่ยนเสี่ยวอวี๋แห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ ฮั่วหลินเอ๋อร์แห่งสำนักจูเชวี่ย และองค์ชายสี่มู่ไป๋แห่งแคว้นต้าซางของเรา แต่น่าเสียดายที่ทั้งสี่คนล้วนมีอาจารย์สอนวิชาให้แล้ว”
ภายในโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองอวี๋โจว นักเล่านิทานผู้หนึ่งกำลังเล่านิทานอย่างออกรส รอบ ๆ โต๊ะมีแขกมากมายกำลังฟังอย่างเพลิดเพลิน ส่วนใหญ่เป็พ่อค้าที่มาแวะพักที่โรงเตี๊ยม และฟังเื่ราวต่าง ๆ ของเมืองไปด้วย
“ท่านนักเล่านิทาน เมื่อครู่ท่านบอกว่ามีห้าคน แต่จากที่ท่านกล่าวถึงนั้นมีเพียงสี่คนไม่ใช่หรือ?” ชายคนหนึ่งที่โต๊ะข้าง ๆ เอ่ยปากถาม
“อย่าเพิ่งร้อนใจ” นักเล่านิทานจิบน้ำชาแล้วกล่าวว่า “พวกเ้ารู้หรือไม่ว่า ตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในแคว้นต้าซางของเราคือตระกูลใด?”
“ผู้ใดจะไม่รู้ ก็ตระกูลหลี่แห่งเมืองอวี๋โจวอย่างไรเล่า ร่ำรวยจนสามารถต่อกรกับสิ่งใดก็ย่อมได้ แต่มันเกี่ยวอะไรกับเื่ที่ท่านเล่า” ชายผู้นั้นกล่าวอย่างไม่พอใจ
“แน่นอนว่าเกี่ยว และเกี่ยวอย่างมากด้วย” นักเล่านิทานยิ้มอย่างมีนัยสำคัญ แล้วกล่าวว่า “หลี่ไป่ว่านผู้นำตระกูลหลี่ มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อหลี่จื่อเย่ เขาเป็อัจฉริยะที่ไม่แพ้นักพรตซานจั้งหรือบุตรแห่ง์เยี่ยนเสี่ยวอวี๋เลยเชียวล่ะ”
“เหลวไหล!”
บนโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง มีชายผู้หนึ่งพูดอย่างดูถูกเหยียดหยาม “นักพรตซานจั้งกับบุตรแห่ง์เยี่ยนเสี่ยวอวี๋เป็บุคคลระดับใด หลี่จื่อเย่แห่งตระกูลหลี่จะเทียบกับพวกเขาได้อย่างไร?”
“ข้าไม่ได้พูดเหลวไหลนะ เ้ารู้จักเจี้ยนฉือหรือไม่?”
นักเล่านิทานมองชายผู้นั้นอย่างดูถูก “ว่ากันว่า ตอนที่เจี้ยนฉือมาที่ เมืองอวี๋โจวเมื่อไม่กี่วันก่อน หลี่ไป่วานอยากให้บุตรชายของตนได้เป็ศิษย์ แต่หลังจากที่เจี้ยนฉือได้พบกับหลี่จื่อเย่ เขาก็ปฏิเสธทันที แล้วก็พูดออกมาเพียงประโยคเดียว…”
พูดถึงตรงนี้ นักเล่านิทานก็หยุดลงอย่างจงใจ สร้างความตื่นเต้น
ผู้ฟังรอบข้างต่างรู้สึกอยากรู้อยากเห็นทันที
พวกเขารู้จักเจี้ยนฉือ เขาเป็ยอดฝีมือกระบี่แห่งแคว้นซาง ทั้งยังชอบดื่มสุราและหลงใหลในกระบี่ ถือว่าเป็ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก
ชายโต๊ะข้าง ๆ รู้สึกร้อนใจจึงะโถามว่า “อย่ามั่วแต่อ้ำอึ้งอยู่เลย เจี้ยนฉือพูดว่าอย่างไร?”
อีกด้านหนึ่ง ชายคนนั้นก็เงี่ยหูฟังรอคำตอบ
นักเล่านิทานเห็นทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็น จึงจิบชาอย่างพอใจอึกหนึ่งแล้วค่อย ๆ กล่าวว่า “เจี้ยนฉือกล่าวว่า บุตรชายตระกูลหลี่ผู้นี้มีลักษณะแห่งเซียนกระบี่… ฝีมือกระบี่อันโง่เขลาเช่นข้า ไม่คู่ควรจะเป็อาจารย์ของเขา”
เมื่อกล่าวจบ ผู้คนรอบข้างต่างพากันฮือฮา
หน้าโรงเตี๊ยม ชายหนุ่มผู้สวมอาภรณ์งดงามผู้หนึ่งได้ยินคำพูดจากด้านใน จึงหยุดฝีเท้าลง
“องค์ชายสาม… ท่านอย่าได้ใส่ใจเลยขอรับ นักเล่านิทานพวกนี้ชอบพูดเกินจริง ตระกูลหลี่เป็เพียงแค่พ่อค้า จะไปมีอัจฉริยะด้านกระบี่ได้อย่างไร รอให้ฉินเซียนจื่อมาถึงเมืองอวี๋โจวก่อน ข้าว่าด้วยพร์ด้านวิทยายุทธ์ของท่าน ท่านต้องได้เป็ศิษย์ของฉินเซียนจื่ออย่างแน่นอน” ข้ารับใช้ข้างกายชายหนุ่มในอาภรณ์งดงามเอ่ยปากประจบ
ชายหนุ่มในอาภรณ์งดงามส่ายหน้า แล้วกล่าวว่า “เขาไม่ได้พูดเหลวไหล เจี้ยนฉือผู้นั้นเคยพูดเช่นนั้นจริง ๆ ดังนั้นข้าจึงมายังเมืองอวี๋โจว หนึ่งคือเพื่อพยายามเข้าเป็ศิษย์ของฉินเซียนจื่อให้ได้ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือมาดูว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลหลี่ผู้นี้ ว่าเขาจะมีพร์อันน่าทึ่งดังคำเล่าลือจริงหรือไม่?”
ภายในโรงเตี๊ยม นักเล่านิทานพูดอย่างคล่องแคล่ว คำพูดเดียวกันนี้ใน่หลายวันมานี้ เริ่มแพร่กระจายออกไปนอกเมืองอวี๋โจวแล้วและยิ่งเล่าก็ยิ่งเกินจริง
“รู้หรือยัง? ตระกูลหลี่มีบุตรชายชื่อหลี่จื่อเย่ ว่ากันว่าเขามีลักษณะของเซียนกระบี่ แม้แต่เจี้ยนฉือยังไม่กล้ารับเขาเป็ศิษย์ เพราะเกรงว่าจะทำให้เสียคนมีพร์แห่งยุคอย่างเขาไป”
“เื่แค่นั้นมันธรรมดาไป ข้าได้ยินมาว่าตอนที่หลี่จื่อเย่เกิด เขาถือกระบี่มาตั้งตอนที่เขาเกิด และยังมีแสงสีม่วงนับหมื่นส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้า ปราณกระบี่พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า”
“จริงหรือ วิเศษถึงเพียงนี้เชียว?”
“เป็ความจริง เื่นี้ข้าก็ได้ยินมาเช่นกัน หลี่จื่อเย่ผู้นั้นนับเป็อัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค เมื่อครั้งที่เขาอายุสิบขวบก็คิดค้นวิชากระบี่ล้ำเลิศขึ้นมาหนึ่งกระบวนท่า ชื่อว่าไท่เก๊ก ว่ากันว่าตอนที่กระบวนท่านี้สำเร็จครั้งแรก มีลมโหมกระหน่ำพัดแรงและท้องฟ้าก็ปั่นป่วนดังสนั่นไปทั่ว เกิดปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าเลยทีเดียว”
“พวกเ้ารู้แค่นี้ก็ยังธรรมดาเกินไป ข้าได้ยินมาว่าหลี่จื่อเย่เพิ่งจะบรรลุถึงแก้นแท้ของวิถีกระบี่แล้ว เขาฟันกระบี่เพียงครั้งเดียวก็สามารถทำใหู้เาทั้งลูกราบเป็หน้ากลองได้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจที่สุดในโลกยังต้องตกตะลึง ฉินเซียนจื่อจึงออกมาจากการปลีกวิเวก แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองอวี๋โจวเพื่อรับเขาเป็ศิษย์”
“เหลวไหล! ข้าได้ยินมาว่าอีกไม่นานหลี่จื่อเย่ก็จะขึ้นสู่์กลายเป็เซียนแล้ว เพราะเขาบรรลุวิถีแห่งกระบี่ขั้นสูงสุดแล้ว”
ข่าวลือมักแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ดั่งคำกล่าวที่ว่าหนึ่งคนใส่ความ สามคนกลายเป็หมาป่า ห้าคนก็กลายเป็เสือ*[1] ภายในระยะเวลาสามเดือน ข่าวลือที่แพร่กระจายออกไปจากเมืองอวี๋โจวนั้นเลวร้ายลงเรื่อย ๆ จากที่หลี่จื่อเย่มีลักษณะของเซียนกระบี่ กลายเป็ว่าหลี่จื่อเย่กำลังจะขึ้น์ในไม่ช้า ทำเอาผู้คนที่ไม่รู้เื่ตกตะลึงกันไปตาม ๆ กัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข่าวลือจะเหลวไหลแค่ไหน ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงข้อหนึ่งได้…
นั่นคือหลี่จื่อเย่โด่งดังเป็พลุแตก!
…
ภายในจวนตระกูลหลี่แห่งเมืองอวี๋โจว จวนอันยิ่งใหญ่ที่เทียบชั้นได้กับวังหลวง หากจะเรียกว่าเป็จวนก็ไม่ถูก ควรเรียกว่าเป็เมืองหนึ่งเสียมากกว่า
จวนตระกูลหลี่ใหญ่โตมาก ใหญ่จนคนที่เข้าไปแล้วแทบจะแยกทิศทางไม่ออก และหาทางออกจากที่นี่ไม่ได้
ตระกูลหลี่แห่งเมืองอวี๋โจวร่ำรวยมหาศาล ซึ่งไม่ได้เป็เพียงคำพูด
คาดว่าทรัพย์สมบัติที่ตระกูลหลี่อยู่นั้น อาจจะมากกว่าคลังแผ่นดินของแคว้นต้าซางเสียอีก
แม้ว่าตระกูลหลี่จะทำการค้าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน มีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ตระกูลหลี่กลายเป็อย่างที่เป็อยู่ในทุกวันนี้ เพิ่งจะเกิดขึ้นใน่สิบกว่าปีมานี้เอง
น้ำหอม แก้ว กระจก สบู่ สินค้าแปลกใหม่แต่เป็ที่นิยมอย่างมากได้ปรากฏขึ้นในร้านค้าของตระกูลหลี่ทั่วทั้งแคว้น ทำให้ทรัพย์สมบัติของตระกูลหลี่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งร่ำรวยมหาศาลอย่างแท้จริง
มีน้อยคนนักที่รู้ว่าเหตุใดตระกูลหลี่จึงสามารถพัฒนาสิ่งของแปลกใหม่เหล่านี้ได้ แต่คนในตระกูลหลี่รู้ดี
ทั้งหมดนี้เป็เพราะการปรากฏตัวของบุตรชายคนเล็ก
หลี่จื่อเย่บุตรชายคนเล็กที่เกิดมาแตกต่างจากผู้อื่น เขาสามารถประดิษฐ์สิ่งแปลก ๆ มากมายที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก ทำให้จักรวรรดิทางการค้าของตระกูลหลี่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกระดับ
อย่างไรก็ตาม หลี่จื่อเย่ที่เติบโตมาบนกองเงินกองทองเช่นนี้ควรจะไร้ความกังวล ทว่าเขากลับดูเหมือนไม่มีความสุขในชีวิต
แม้กระทั่งมีความกังวลใจอยู่บ้าง
[1] หนึ่งคนใส่ความ สามคนกลายเป็หมาป่า ห้าคนก็กลายเป็เสือ เป็สำนวนจีนหมายถึง ข่าวลือที่เริ่มจากคนเพียงคนเดียว เมื่อถูกเล่าต่อ ๆ กันไปก็จะกลายเป็เื่ใหญ่โตเกินจริงขึ้นเรื่อย ๆ จนน่ากลัว สำนวนนี้มักถูกใช้เพื่อเตือนสติให้ระวังเื่ราวที่ได้ยินมาจากคนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะนำไปเผยแพร่ต่อ และไม่ควรเชื่อข่าวลือโดยง่าย