หลังจากพิธีทดสอบแกนพลังสิ้นสุดลง เสียงประกาศกังวานของอาจารย์เวโรนิก้าก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในโถงใหญ่
“เอาล่ะ สำหรับนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ระดับ B ทั้งหมด ให้เดินตามอาจารย์ผู้คุมสอบทางปีกซ้ายเพื่อเข้าประจำหอวารี ส่วนระดับ A และ S จงตามอาจารย์คาร์ลอสไปยังหอศิลา เพื่อรับฟังการจัดสรรชั้นเรียนและระเบียบการฝึกฝนขั้นสูง ณ บัดนี้”
กลุ่มนักเรียนระดับศิลาต่างทยอยก้าวตามหลังอาจารย์คาร์ลอสที่มุ่งหน้าเข้าสู่เขตเรือนพัก เซเลสก้าวนำอยู่ด้านหน้า ขณะที่ไอวี่และสกายเดินเคียงกันตามมาไม่ห่าง
ในจังหวะที่เดินผ่านกลุ่มของแคสเซีย วิเวียนและลูซี่ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักก็เหลือบเห็นไอวี่ ทันใดนั้นทั้งคู่ชะงักเล็กน้อยก่อนแกล้งกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงที่ตั้งใจให้อีกฝ่ายได้ยิน
วิเวียน “นี่ลูซี่... ดูสิ ฉันไม่คิดเลยจริงๆ ว่าตระกูลเบลลาโดน่าจะมีปัญญาขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มหอศิลากับเขาได้”
ลูซี่ “นั่นสิ... แต่พอถึงยามเข้าชั้นเรียน คาดว่าคงได้รู้กันว่าระดับ A ที่ได้มา เกิดจากฝีมือหรือเป็เพียงโชคช่วย”
ไอวี่ชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยด้วยความขุ่นเคือง เซเลสที่สังเกตเห็นจึงหันกลับมามองเพื่อนรัก สายตาของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย แววตานั้นสื่อคำถามอย่างเงียบเชียบว่า ‘เธอไหวไหม’
ไอวี่รับรู้ได้ทันทีจึงส่งยิ้มบางแล้วส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่ต้องห่วงฉันหรอกเซเลส ฉันไม่ได้ใส่ใจคำพูดของคนพวกนั้น มันไม่มีค่ามากพอให้ต้องเก็บมาคิดให้รกสมอง”
เซเลสพยักหน้ารับก่อนจะเดินนำต่อไป
ระหว่างนั้นเอง วานซึ่งเดินอยู่ห่างออกไปกลับสาวเท้าแทรกผ่านกลุ่มนักเรียนเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาก้าวเข้ามาใกล้เซเลสราวกับจงใจพิสูจน์บางอย่าง ััอันคุ้นเคยทำให้เธอชะงักและหันไปมองโดยสัญชาตญาณ
ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกันเพียงครู่เดียว
วานมองกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าอ่านยาก บรรยากาศรอบข้างพลันตึงเครียดขึ้นมาอย่างประหลาด เซเลสเพียงมองเขาด้วยความฉงน ก่อนจะตัดสินใจเบนสายตากลับมาทางเดิม
ไอวี่ที่ลอบสังเกตท่าทีของเพื่อนอยู่ขยับเข้ามากระซิบสะกิดเบาๆ
“มีอะไรหรือเปล่าเซเลส? เห็นเธอมองไปทางชายหนุ่มคนนั้น”
เซเลสชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มบางเพื่อไม่ให้เพื่อนต้องกังวล
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร ไอวี่จึงเริ่มชวนคุยต่อด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ว่าแต่วิชาเรียนของหอศิลาจะเป็อย่างไรบ้างนะ? แล้วเราจะควบคุมกระแสพลังได้ถึงระดับไหนกัน? เธอคิดว่าพวกเราจะพัฒนาไปถึงขั้นอัญเชิญัได้ภายในปีนี้เลยไหม?”
เซเลสหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับความใจร้อนของเพื่อน
“ไอวี่ค่ะ... พวกเราเพิ่งจะเริ่มเรียนกันเองนะ เธอคิดไปไกลถึงขั้นพิธีอัญเชิญัเสียแล้วหรือ?”
ไอวี่หัวเราะร่า ดวงตาคู่สวยเป็ประกายวิบวับ
“ก็มันเป็่เวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตนี่นา!”
เซเลสยิ้มรับความสดใสของเพื่อน จากนั้นทั้งสามคนก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกันไปตลอดทาง จนกระทั่งก้าวเข้าสู่เขตอาคารโถงประจำหอศิลา
ไม่นานนัก อาจารย์คาร์ลอสก็หยุดฝีเท้าลงตรงหน้าประตูไม้บานใหญ่ที่สลักลวดลายวิจิตร ก่อนผลักมันให้เปิดออก เผยให้เห็นห้องโถงกว้างขวางโอ่อ่า พื้นห้องปูด้วยหินอ่อนขัดเงาที่สะท้อนแสงนวลจากโคมไฟเวทมนตร์ สถานที่แห่งนี้กว้างขวางพอที่จะรองรับนักเรียนระดับ A และ S ได้นับร้อยชีวิต
อาจารย์คาร์ลอสกวาดสายตามองเหล่านักเรียนใหม่ทั้งหมดก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เอาล่ะนักเรียนทุกคน ตอนนี้พวกเธอมาถึงห้องเรียนประจำหอศิลาแล้ว ่บ่ายของวันนี้ยังไม่มีการเรียนการสอนอะไรเป็พิเศษ อาจารย์อยากให้ทุกคนใช้เวลาจับจองที่นั่งและทำความคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมชั้นกันไปก่อน”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ
“เพราะั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไป การเรียนของพวกเธอจะเริ่มต้นอย่างจริงจัง ขอให้ทุกคนมาพร้อมกันเวลาเก้านาฬิกาตรง เราจะเริ่มเรียนเื่การควบคุมกระแสพลังเวท และเตรียมความพร้อมสำหรับพิธีอัญเชิญั”
หลังจากสิ้นคำสั่ง บรรยากาศภายในหอศิลาก็แปรเปลี่ยนเป็ความคึกคัก นักเรียนต่างจับกลุ่มพูดคุยทำความรู้จักกันอย่างเนืองแน่น เซเลส ไอวี่ และสกายนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่ง
ทว่า ภายในมุมเงียบอันสงบของแถวหลังห้อง วานกลับนั่งแยกตัวอยู่เพียงลำพัง ดวงตาคมของเขาเหลือบมองตรงมาทางเซเลสเป็ระยะ จนไอวี่และสกายเริ่มรู้สึกผิดปกติ
ไอวี่ “สกาย... เธอสังเกตไหม? ชายหนุ่มคนนั้นมองมาทางเซเลสอยู่ตลอดเลย”
สกาย “ฉันก็เห็น สายตาของเขาเหมือนกำลังเฝ้าสังเกตอะไรบางอย่าง”
ไอวี่ “หรือว่าเขาจะสนใจในตัวเซเลสกันนะ... แต่แววตาแบบนั้นมันดูแปลกประหลาดอย่างไรชอบกล”
ขณะที่เพื่อนทั้งสองกำลังกังวล เซเลสกลับไม่ได้สนใจเื่นั้นเลย ในหัวของเธอมัวแต่ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ตอนวัดระดับแกนพลังใน่เช้า
เธอรู้สึกได้ชัดเจนว่าในตอนแรก พลังของตนเองเหมือนกำลังพุ่งทะยานออกมามากกว่านั้น ก่อนจะลดฮวบลงอย่างผิดปกติ จนหินวัดพลังแตกสลายไป
คำพูดของอาจารย์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว... หินก้อนนั้นแตกเพราะหมดอายุการใช้งานจริง... หรือเป็เพราะรองรับกระแสพลังของเธอไม่ไหวกันแน่
สกาย “ไอวี่ ฉันว่าได้เวลากลับหอพักแล้วนะ เริ่มเย็นมากแล้วด้วย”
ไอวี่ “นั่นสินะ”
เธอหันไปเรียกเพื่อนสนิท “เซเลส... เซเลส... เซเลส!” ทว่าไร้เสียงตอบรับ ไอวี่จึงเขย่าตัวเธอเบาๆ “เลสจัง!”
เซเลสสะดุ้งเล็กน้อย หลุดจากภวังค์ความคิด “คะ... มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“นี่เธอใจลอยไปถึงไหนกัน ได้เวลากลับหอพักแล้วนะ”
เซเลสพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินตามเพื่อนทั้งสองกลับออกไป
ภายในห้องพักยามค่ำคืน แงไฟจากโคมเวทมนตร์ส่องสว่างรำไร ไอวี่เปิดประเด็นขึ้นมาทันทีด้วยความคาใจ
“เซเลส เธอรู้ตัวไหมว่าวันนี้ชายหนุ่มคนนั้นจ้องมองเธอแทบจะตลอดเวลาเลยนะ”
เซเลสเลิกคิ้วเล็กน้อย “จ้องมองฉันหรือคะ?”
ไอวี่ “ก็ใช่น่ะสิ! คนที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องอย่างไรเล่า!”
สกายพยักหน้าเห็นด้วยพูดยืนยันอีกแรง
“ใช่... สายตาของเขาดูไม่เป็ธรรมชาติเลยสักนิด เธอเคยรู้จักเขามาก่อนหรือเปล่า?”
เซเลสส่ายหน้าปฏิเสธ
“ฉันไม่รู้จักเขาหรอกค่ะ แต่คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นผ่านๆ ตอนที่ไปซื้อของที่ร้านของไอวี่”
หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็เริ่มถกเถียงกันถึงตัวตนอันลึกลับของวานด้วยความคาใจ จนเวลาล่วงเลยเข้าสู่่ดึกดื่น จึงได้แยกย้ายกันเข้านอนเพื่อพักผ่อนจากความเหนื่อยล้า
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านบานหน้าต่างของหอศิลา เหล่านักเรียนเริ่มทยอยเดินเข้าห้องเรียนตามเวลานัดหมาย บรรยากาศภายในห้องดูจริงจังและกดดันกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะที่เซเลส สกาย และไอวี่นั่งประจำตำแหน่งเดิมอยู่ก่อนแล้ว แคสเซียก็นำกลุ่มของตนก้าวเข้ามาในห้องเรียน
เมื่อเดินผ่านโต๊ะของพวกเซเลส แคสเซียปรายสายตามองมาด้วยความเ็า ขณะที่วิเวียนและลูซี่ส่งสายตาจิกกัดใส่ไอวี่ก่อนจะเดินผ่านไป
สกายถอนหายใจอย่างหงุดหงิดกับท่าทางเ่าั้
“พวกนี้เอาอีกแล้วเหรอ?”
ไอวี่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจพลางเบนความสนใจกลับมา
“ฉันไม่เสียเวลาไปตอบโต้กับคนพวกนั้นหรอก เอาเวลามาอยู่คลอเคลียกับเซเลสยังจะดีเสียกว่า!”
พูดจบเธอก็กอดแขนเซเลสพร้อมกับถูแก้มออดอ้อนอย่างร่าเริง เซเลสมองดูท่าทางของเพื่อนรักด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะคลี่ยิ้มบางออกมา
ในจังหวะนั้นเอง วานซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาในห้องก็เดินผ่านโต๊ะของพวกเธอไป เขาชำเลืองสายตาคมมาทางเซเลสอีกครั้งอย่างเงียบเชียบ
ไอวี่เหน็บเสียงเบา “เอาอีกแล้วนะ หมอนี่...”
สกาย “ฉันเริ่มมั่นใจแล้วล่ะ ว่าเขาตั้งใจมองเซเลสจริงๆ”
ไอวี่ลดเสียงลงจนเป็เสียงกระซิบ
“สกาย... หรือว่าฉันควรจะเดินเข้าไปถามเขาให้รู้เื่ดีไหม?”
สกายรีบส่ายหน้าห้ามปรามทันควัน
“อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเลย พวกเรายังไม่รู้จักเขาดีพอ ถ้าเข้าไปถามสุ่มสี่สุ่มห้าอาจเกิดปัญหาได้”
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะสิ้นสุดบทสนทนา อาจารย์คาร์ลอสก็เดินก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กึ่งกลางห้องเรียน บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสงบลงทันตา
เขากวาดสายตามองเหล่านักเรียนทั้งหมดก่อนจะเอ่ยขึ้น
“นักเรียนมากันครบถ้วนแล้วใช่ไหม?”
เมื่อเห็นว่าทุกคนประจำที่พร้อมเพรียง เขาจึงเริ่มบทเรียนแรก
“ก่อนจะเข้าสู่เื่การควบคุมกระแสเวท อาจารย์อยากอธิบายเพิ่มเติมจากที่อาจารย์เวโรนิก้าพูดไว้เมื่อวานนี้ ว่าเหตุใดพวกเราจึงจำเป็ต้องอัญเชิญั”
อาจารย์คาร์ลอสเว้น่เพื่อให้นักเรียนตั้งใจฟัง
“ย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีก่อน โลกใบนี้เต็มไปด้วยัและกระแสพลังธรรมชาติที่รั่วไหลอยู่ทั่วทุกแห่ง มนุษย์ในยุคแรกเริ่มต้องล้มตายลงเป็จำนวนมาก เพราะร่างกายไม่อาจรองรับกระแสพลังมหาศาลเ่าั้ได้”
“จนกระทั่งมีผู้คิดค้นเวทมนตร์บทแรกขึ้นมา เพื่อปรับสมดุลระหว่างมนุษย์กับพลังของั ทำให้มนุษย์ถูกแบ่งออกเป็สองกลุ่ม”
“กลุ่มแรกคือกลุ่มผู้ที่ไม่อาจใช้เวทมนตร์ได้ ทว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสพลังโดยธรรมชาติ”
“ส่วนอีกกลุ่มก็คือพวกเรา... ผู้ที่สามารถดึงพลังของัมาแปรเปลี่ยนเป็กระแสพลังใช้ได้”
“แต่การใช้พลังเ่าั้ย่อมมีผลกระทบ หากไม่มีพันธะสัญญาร่วมกับั ร่างกายของเราจะรับภาระหนักหน่วงเกินขีดจำกัด จนกระทั่งแตกสลายไปในที่สุด”
“นั่นจึงเป็เหตุผลหลักที่พิธีอัญเชิญัคู่สัญญาถือกำเนิดขึ้น เพื่อให้ักลายเป็คู่พันธะสัญญา และช่วยควบคุมกระแสพลังเ่าั้ให้สมดุล”
อาจารย์คาร์ลอสเว้น่เล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มาตรฐานที่อาจารย์้า คือทุกคนต้องควบคุมกระแสเวทของตนให้อยู่ในระดับ A ถึง S และรักษาความเสถียรนั้นไว้ให้ได้”
“โดยเฉพาะใครที่สามารถก้าวไปถึงระดับ S ได้ นั่นจะถือเป็ข้อได้เปรียบอันมหาศาล”
“แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น พวกเธอทุกคนจำเป็ต้องฝึกควบคุมพลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็เวลาสองถึงสามเดือน เพื่อให้อาจารย์ประเมินว่ากระแสพลังของแต่ละคนมีความเสถียรมากเพียงใด”
“เมื่อทุกคนสามารถควบคุมกระแสพลังได้อย่างมั่นคง เราถึงจะเริ่มขยับระดับพลังขึ้นไปทีละขั้น เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนพิธีอัญเชิญัในปีการศึกษาหน้า”
สิ้นคำประกาศของอาจารย์คาร์ลอส ห้องโถงหินอ่อนอันโอ่อ่าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็... สนามฝึกซ้อมที่อบอวลไปด้วยไอพลังงานหนาแน่น นักเรียนทุกคนต่างเพียรพยายามสร้าง "วงเวทปรับสมดุล" รอบฝ่ามือเพื่อควบคุมกระแสพลังให้คงที่
วันแล้ววันเล่าที่การฝึกซ้อมดำเนินไปอย่างเข้มงวดและยาวนาน แรงกดดันมหาศาลเริ่มแผ่ซ่านกุมบรรยากาศภายในชั้นเรียนจนอึดอัด
หยาดเหงื่อของเหล่านักเรียนผู้มีพร์ต่างรินไหลไม่ขาดสายยามที่ต้องเผชิญหน้ากับการดึงรั้งและกักขังกระแสพลังอันแปรปรวนให้อยู่หมัด การเคี่ยวกรำซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดระยะเวลาร่วมหลายเดือนทำให้หลายคนเริ่มแสดงอาการล้า
ทว่าการแข่งขันอันดุเดือดกลับไม่มีใครยอมลดละความพยายามลงแม้แต่น้อย ทุกวินาทีเต็มไปด้วยการ่ชิงความเสถียรเพื่อพิสูจน์ตนเองให้คู่ควรกับระดับชั้นแนวหน้า
เบลล่าซึ่งนั่งฝึกฝนอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของเซเลสและไอวี่ เปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแฝงแววประชดประชัน
“ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ... ไม่คิดเลยว่าทายาทตระกูลพ่อค้าจะสามารถควบคุมกระแสพลังให้เสถียรราบรื่นได้ทัดเทียมกับพวกเรา เห็นทีมาตรฐานของหอศิลาในปีนี้คงจะเปิดกว้างต้อนรับคนทุกระดับชั้น”
ไอวี่ทำเพียงเมินเฉยต่อคำเหน็บแนมนั้น เธอไม่แม้แต่จะชายตามองและยังคงจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนเพื่อรักษาความคงที่ของวงเวท
เช่นเดียวกับเซเลสที่ยังคงนิ่งเงียบอย่างเยือกเย็น เธอรักษาความเสถียรของกระแสพลังเอาไว้ภายใต้การควบคุมอย่างมิดชิด ไม่ยอมปล่อยให้ประกายพลังที่แท้จริงเล็ดลอดออกมาภายภายนอก
แม้จะมีสายตาคมคู่นั้นคอยจับจ้องมาจากมุมห้องอยู่ตลอดเวลาก็ตาม และแม้การฝึกซ้อมจะยาวนานจนเข้าสู่เดือนท้ายๆ
นักเรียนหลายคนก็ยังต้องพากันเพียรพยายามฝึกฝนขั้นพื้นฐานอันโหดหินนี้อย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากวันแรกแม้แต่น้อย เพื่อรักษาสมดุลของตนเอาไว้ให้พร้อมที่สุดก่อนวันทำสัญญาที่กำลังจะมาถึง