“เป็เช่นนั้นหรือ ฮ่า ๆๆ”
เสียงหัวเราะอันชอบใจ ที่ได้ยินเื่ราวจากคำบอกเล่าของขันทีข้างกาย ดังออกมาอย่างห้ามมิอยู่ จนเหล่านางกำนัลที่อยู่รอบนอกห้องบรรทม ถึงกับขนลุกและผวาไปตามๆ กัน มีเื่เล่าส่งต่อกันมามากมายนักว่า หากได้ยินเสียงหัวเราะเช่นนี้เมื่อใด นั้นหมายถึงว่าบุคคลภายในห้องกำลังกระหายการฆ่าฟัน ดังเช่นเมื่อหลายปีก่อนที่เกิดการนองเืขึ้นภายในราชวงศ์
เฉิงอี้ หรือ ในโลกใบนี้ที่เรียกว่า ฮ่องเต้ต้าเฟยเฉิง ฮ่องเต้ทรราช ที่ได้รับคำกล่าวขานจากราษฎรในแคว้นตนเองและแคว้นข้างเคียง องค์ชายเฉิงอี้ คือบุตรชายที่เกิดจากฮองเฮารัชกาลก่อน เพียงแต่ด้วยตอนประสูตินั้นทำให้มารดาตนเองทนรับความเ็ปมิไหว มารดาเสียชีวิตลง ฮ่องเต้องค์ก่อนแม้จะรักโอรสของตนเช่นไร เพียงแต่เมื่อต้องทนเห็นหน้าโอรส ที่ทำให้คนที่ตนเองรักต้องจากไปก็ทนมิได้ จึงได้ส่งโอรสของตนเองออกจากพระราชวังไปั้แ่มีอายุได้เพียง 5 ขวบหนาว
หลังจากนั้นองค์ชายเล็กอย่างต้าเฟยเฉิง ก็ต้องออกมาใช้ชีวิตอยู่แคว้นชายแดนอย่างองค์ชายเสเพล ดังเช่นที่คุณชายหลายๆ คนทำกัน เพื่อเอาตัวรอดและแสดงใหบิดาเห้นว่าตนเองนั้น มิได้อยากกลับไปยังหลวงแม้แต่น้อย
ซึ่งนั้นคือความตั้งใจจริงขององค์ชายนอกสายพระเนตร เพียงแต่เมื่ออายุ ได้ 15 ชันษา ได้เข้าเมืองหลวงมาเพื่อทำพิธีก้าวเข้าสู่ความเป็ผู้ใหญ่ และนั้นทำให้เกิดคลื่นทางการเมืองเกิดขึ้น เมื่อองค์ชายที่เกิดจากสนมองค์อื่นๆ เห็นว่าทุกการกระทำและท่วงท่าที่งดงาม มิคล้ายดั่งคนที่อยู่ชายแดนเลยแม้แต่น้อย
ความสูงศักดิ์ และความสง่าที่แผ่ออกมา ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก ไม่เว้นแม้แต่ พี่ชายร่วมอุทรเดียวกัน อย่างองค์รัชทายาท ที่อดจะภาคภูมิใจในตัวน้องชายของตนเองมิได้
สิ่งเดียวที่ทำให้องค์ชายอย่างต้าเฟยเฉิงยอมกลับมานั้นคือ ผู้เป็พี่ชายอย่างองค์รัชทายาทขอร้องเอาไว้ให้่กลับมา ความรักใคร่กลมเกีลยวระหว่างพี่น้องร่วมบิดามารดา คือสิ่งเดียวที่รั้งเขาไว จนกลายมาเป็ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ในปัจจุบัน
“พะยะค่ะ แม้นางผู้นั้นแท้จริงแล้วคือ จ้าวจินหรงกงจู่ องค์หญิงขั้นที่หนึ่งที่ประสูติจากองค์หญิงจ้าวหลินเหมยน้องสาวที่หายสาบสูญกับพระราชบุตรเขยคนรองของตระกูลซีที่หายสาบสูญไปด้วยกันพะยะค่ะ” ขันทีข้างกายคนสนิทเอ่ย เื่ราวที่รับรู้มาออกไป
“เป่ยจินคือนามที่เรียกขานกันใช่หรือไม่” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา พร้อมกับใบหน้าที่ขยับนิดหน่อย บ่งบอกว่าพระองค์ทรงสนใจในตัวของสตรีนางนี่จริงๆ
“พะยะค่ะฮ่องเต้”
“ดี มู่หลิวส่งองครักษ์เงาไปติดตามนางไว้ ข้าอยากจะรู้จริงเชียว ว่านางคือคนที่ข้า้าหรือไม่” ต้าเฟยเฉิง
“พะยะค่ะ” มู่หลิวหัวหน้าองครักษ์เงากองกำลังส่วนคนสนิทเอ่ยออกมา
“พระองค์ทรงให้องค์รักษ์เงาติดตามแม่นางผู้นั้นทำไมหรือพะยะค่ะ” ฉีกงกงเอ่ยถามออกมา ขณะเติมน้ำชาดอกท้อของฝากจากดินแดนข้างเคียงไปด้วย
ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ หันไปมองฉีกงกง คล้ายกับว่ากำลังเกรี้ยวโกรธที่ข้ารับใช้คนหนึ่งกำลังสงใสในตัวเอง ทำเอานางกำนัลและขันทีคนอื่นๆ ที่รอรับใช้ ก้มหน้างุดและเสียวสันหลังไปตามๆ กัน
เห็นเช่นนั้น ฉีกงกงจึงส่งสัญญาณให้ทุกคนออกไปด้านนอกคล้ายจะน้อมรับความผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว คนอื่นๆ ที่เหลือแม้จะเป็ห่วงฉีกงกงเพียงใด แต่ก็มิอาจขัดคำสั่งได้ ยิ่งคนต่อหน้าคือต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ด้วยแล้ว
เมื่อเหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ออกไปหมด ใบหน้าที่คล้ายเกรี้ยวขลาดเมื่อครู่ ก็ผ่อนคลายลง
“ไม่ใช่ว่าเ้าก็สงสัยมาเสมองั้นหรือ ว่าเหตุใดข้าผู้นี้ถึงเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนมาถึงจุดนี้ได้ ฉีกงกง”
“ขอประทานอภัยพะยะค่ะ กระกระหม่อมเพียงแค่สงสัย แต่หากพระองค์จะมิตอบ กระหม่อมก็ยังคงภักดีกับพระองค์เช่นเดิม” ฉีกงกงเอ่ยออกมาพร้อมกับก้มลงและคุกเข่าเบื้องหน้าต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ทันที
“ฮ่าๆ ฉีหม่า เ้านี่นะ กังวลมิเข้าเื่” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เอ่ยออกมาพร้อมกับใช้นิ้วมือที่กำลังไพล่หลังไว้ เอื้อมมาดีดหน้าผาก ฉีกงกง ทันที
หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนไป
“โถ่ ข้าเจ็บนะต้าเฟยเฉิง ข้าเกลียดนิสัยเ้านัก” ฉีหม่า เอ่ยออกมาพร้อมกับเปลี่ยนท่าจากนั่งคุกเข่าเป็นั่งลงบนพื้นทันทีทำท่างอแงราวกับเด็กน้อยที่โดนกลั่นแกล้ง
“ฮ่าๆ ข้าเพียงสงสัยว่านางคืือคนทืี่มาจากโลกเดียวกับข้า นางอาจจะเป็คนที่เข้ามาเติมเต็มข้าในโลกใบนี้ก็ได้ หรือเ้าว่าอย่างไร” จากฮ่องเต้ทรราช กลับกลายเป็เพียงคุณชายแสนเ้าเล่ห์ในชั่วพริบตา
ฉีหม่า สหายคนสนิทของต้าเฟยเฉิง ยามที่ยังรั้งอยู่ชายแดน บุคคลที่เคียงข้างต้าเฟยเฉิงั้แ่ยังเป็เพียงองค์ชายเสเพล จนขึ้นมาเป็ฮ่องเต้ทรราช ที่หลายคนเคยคาดเดาไว้มากมายนัก
“แล้วแม่นางจากตระกูลไป๋ละขอรับ” ฉีกงกงเอ่ยขึ้นมายามตระหนักได้ว่า หากสหายตนสนใจคุณหนูต่างเมืองผู้นั้นจริง แล้วคุณหนูจจากตระกูลไป๋เล่า จะเอาไปไว้ที่ใด คุณสมบัติที่เพียบพร้อมตามที่สหายตนเอง้าเช่นนั้น จะยอมปล่อยไปจริงๆ นะหรือ
“ยังมิถึงเวลาคัดเลือกสนมใหม่มิใช่หรือไง”
“พะยะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมจะจัดการให้” เมื่อได้ฟังเพียงเท่านั้น ฉีกงกงจึงไม่ถามอันใดออกไปอีก
“หืม”
กลับมาที่ตระกูลไป๋ในตอนนี้ หลังจากที่ไป๋ฮวาฟื้นขึ้นมาแล้ว ก็ได้ขอเข้าพบบิดาตนเองทันทีที่สติกลับคืนมาพร้อมร่างกายที่มีเรี่ยวแรงที่จะก้าวเดิน
เกิดการถกเถียงกันเกิดขึ้นภายในห้องทำงานของนายท่านไป๋ เหล่าข้ารับใช้ด้านนอกที่รู้ความ จึงเร่งรีบไปแจ้งแก่ฮูหยินของเรือนทันที
ไป๋ฮูหยินที่มาถึง กลับต้องตกตะลึงทันที เมื่อนายท่านไป๋เอ่ยบางสิ่งออกมา
“ไป๋ฮูหยิน นับจากจากนี้ ไป๋ฮวามิเกี่ยวข้องกับตระกูลไป่อีกต่อไป”
“ท่านพี่” ไป๋ฮูหยินตกตะลึง เอ่ยเรียกสามีตนเองออกไปอย่างสั่นๆ น้ำตาที่กำลังไหลรินช้าๆ จากประโยคบอกเล่าของสามีที่ตัดรอนบุตรีของตนเองอย้่างห้ามมิอยู่
ไป๋ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับเงียบงันไปทันที มิว่าจะทำใจมากี่ครั้ง นานแค่ไหน แต่การที่บิดาทำร้ายจิตใจนางเช่นนี้ น้ำตาที่กลั้นเอาไว้้กลับไหลรินออกมาช้าๆ อย่างมิอาจห้าม
“ออกไปจากจวนของข้า ลูกอกตัญญูเช่นเ้าข้ามิ้าเห็นหน้าอีกต่อไป”
จะว่าด้วยอคติหรือสิ่งอื่นใดก็แล้วแต่ ไป่ฮวาจึงเลือกที่จะอดทน และกลืนเสียงสะอื้นไห้กลับเข้าไปในลำคอ และเอ่ยร่ำลาบิดามารดาออกมาทันที
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกขอลาเ้าค่ะ” ไป๋ฮวาคุกเข่าลงเพื่อคำนับบิดามารดาก่อนที่จะเดินออกไปจากจวนโดยมิหันหลังกลับมามอง
นายท่านไป๋นั้นเกรี้ยวโกรธในตัวบุตรสาวเป็อย่างมาก เมื่อเห็ฯว่าบุตรสาวตนเองถือดีและทำท่าจะเดินออกไปจากจวน จึงเขี้ยงแจกันตามหลังไปทันที
เศษแจกันที่แยกแตกออกจากกัน ยังมิเท่าเศษใจของไป๋ฮวาที่แตกสลายจากการกระทำของบิดาเช่นกัน
ไป่ฮูหยินเป็ฯมารดาที่ไร้ความสามารถ ทำอันใดมิได้ ก็ทำได้เพียงถามสามีตนเองออกไป
“ท่านพี่เหตุใดเ้าคะ เหตุใดถึงทำเหมือนไป๋ฮวามิใช่บุตรสาวของท่าน”
“แม้ข้าจะมิได้รักนางเทียบเท่ากับ…”
“เช่นนั้นสินะเ้าคะ แม้นข้าจะทำหน้าที่บุตรสาวที่ดีให้บิดามารดา ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้กับข้ามี แต่กล้สกลับมิสามารถทำหน้าที่แม่ที่ควรปกป้องลูกได้ ช่างน่าละอายเสียจริง ข้าขออนุญาตท่านพี่ไปไหว้พระที่วัดเส้าหลงสักหนึ่งเดือนนะเ้าคะ หวังว่าท่านพี่จะมิขัดข้อง”
“เ้า ไป๋ฮูหยิน เหอะ”