สยามประเทศ ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ ตรงกับแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖
รถออโตโมบิลจากเมืองนอกคันหรูหยุดล้อนิ่งที่หน้าเรือนหมู่คหบดีทรงไทยหลังใหญ่ ภายนอกปลูกต้นไม้มีผลมีดอกเรียงรายกันเป็ขนัดเพื่อใช้ต่างรั้ว บรรยากาศจึงดูร่มรื่นดีไม่น้อย เรือนหลังนี้อีกฝั่งติดริมแม่น้ำเ้าพระยา นับว่าทำเลดีนักสมกับฐานะของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หากทอดสายตาจากหน้าเรือนไปด้านใน จะเห็นว่าคับคั่งไปด้วยไพร่พลคนงานที่ต่างทำหน้าที่ขอตนกันขวักไขว่
เ้าของรถยนต์ทันสมัยนำเข้าจากนอกก้าวบาทลงมา ยืนทอดเนตรภาพตรงหน้านิ่งเหมือนใช้ความคิดอยู่สักครู่ จึงค่อยตรัสออกมาโดยไม่ได้ทรงหันมาทางผู้ฟัง “ที่เรือนหลังนี้นี่เขาคึกครื้นกันดีเชียว ฉันชักจะอยากย้ายมาอยู่ที่นี่เสียบ้างแล้ว”
คู่สนทนาเมื่อลงจากรถแล้ว เห็นว่าอีกฝ่ายมีดำรัสกับตน จึงอ้อมรถไปยืนอยู่ด้านข้าง แต่ลดลั่นตำแหน่งไว้ไม่ให้เท่าหรือประชิดกับอีกคนจนเกินไป “ฝ่าาอย่าตรัสเช่นนั้นเลยกระหม่อม ที่เรือนหลังนี้หาได้ควรคู่กับฝ่าาไม่ ถึงจะคึกครื้น แต่ก็เป็เพียงเรือนของคนสามัญกระหม่อม”
“ทำไมล่ะ สามัญแล้วอย่างไร อย่าคิดว่าฉันเป็คนเ้ายศเ้าอย่างซี ที่ไหนฉันก็อยู่ได้ หรือคิดว่าฉันติดดินไม่เป็อย่างนั้นรึ”
“มิได้กระหม่อม”
ผู้ตอบถ้อยแสดงกิริยาวาจานอบน้อมด้วยาาศัพท์ เขามักจะมีสัมมาคารวะต่อเ้านายทุกครั้งเมื่อได้มีโอกาสเฝ้ารับใช้ แม้จะได้รับความกรุณาจากผู้สูงศักดิ์กว่าให้ถือเป็สหายและถือวิสาสะได้ก็ตาม เขาก็ยังยึดมั่นในความเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่ออีกฝ่ายเสมอ
เขาเป็บุตรชายคนรองของท่านเ้าคุณวิเศษมนตรี และอำแดงวาด มีพี่ชายอยู่หนึ่งคน อายุห่างกันสามปีเศษ ซึ่งประจำราชการอยู่ที่หัวเมืองนอกเขตพระนคร นานทีปีหนถึงจะกลับมาเยี่ยมทางบ้าน ส่วนตัวเขาเองนั้นเข้ารับราชการอยู่ที่กรมการคลัง เพราะบิดาเห็นว่าอยากให้เจริญก้าวหน้าทางนี้ อีกทั้งยังจะได้อยู่ใกล้ชิดมารดา ไม่ต้องจากบ้านไกลอย่างพี่ชาย เขาก็ยอมทำตามคำขอร้องของบิดาก่อนที่ท่านจะถึงแก่อสัญกรรมไป
อนึ่ง เมื่อแรกศึกษาและหลังรับราชการ เขามีโอกาสได้ความอนุเคราะห์จากหม่อมเ้าขุนหาญห้าวแหนบาท ศรีวิจิตรกุล หรือท่านชายปิ๋ว เพราะอายุเท่ากันกับท่าน ซ้ำยังเคยศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยกัน และปัจจุบันนี้ก็ประจำอยู่กรมเดียวกันด้วย ท่านชายปิ๋วจึงทรงนับว่าเป็พระสหายคนสนิทที่สุด มีเื่สุขทุกข์อันใด ก็ปรึกษาได้เสมอมา แม้ฝ่ายผู้น้อยกว่าจะช่างเจียมตัวเหลือคณาก็ตามแต่
“เชิญฝ่าาเสด็จขึ้นเรือนก่อนเถิดกระหม่อม กระหม่อมจะให้บ่าวรับใช้จัดเตรียมเครื่องว่างมาถวาย”
“ไม่เป็ไรหรอก ฉันเพียงมาส่งเท่านั้น จะรีบกลับแล้ว ประเดี๋ยวเสด็จพ่อจะทรงเรียกหา อ้อ วันพรุ่งนี้อย่าลืมล่ะ ไปเป็เพื่อนฉันด้วย”
พอท่านชายปิ๋วตรัสถึงเื่นี้ ใบหน้าคมคายของชายหนุ่มก็ดูหนักใจขึ้นทันใด “เอ่อ… คือว่ากระหม่อม…”
“ไม่มีคือว่าอะไรทั้งนั้น ช่วยไปกับฉันที ฉันก็ใช่ว่าอยากจะรบกวนนายนักหรอก แต่ที่วังไม่มีใครว่างเลยสักคน ฉันจึงต้องขันอาสา ไปด้วยได้หรือไม่”
“กระหม่อม” สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงจำใจรับปากไป
หม่อมเ้าชายแย้มสรวลปลื้มหทัยให้พระสหาย ไม่ทรงเอ่ยอะไรต่อ จากนั้นถึงทรงรถยนต์เพื่อมุ่งหน้ากลับยังวังวิจิตราลัย ทิ้งให้พ่อหนุ่มข้าราชชั้นผู้น้อยยืนมองตามตาละห้อยด้วยใจละเหี่ยเพียงเดียวดายหน้าเรือนไม้
เขาถูกท่านชายปิ๋วจองตัวให้ตามเสด็จไปรับเชษฐาที่จะกลับถึงท่าเรือเมืองสยามในวันพรุ่งนี้ ตามจริงถ้าเลือกได้ เขาก็ใคร่ปฏิเสธ เนื่องจากมีเหตุผลว่ามารดานัดคนผู้หนึ่งให้รู้จัก ทว่าเขาก็เลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น เพราะไปกับท่านชายยังดีกว่าอยู่ให้ตัวเองโดนมารดาจับคลุมถุงชน
ร่างสูงหิ้วกระเป๋าหนังใส่เอกสารสีดำกลับเข้าเรือน ผ่านบ่าวมากหน้าหลายตาที่ทักทาย แต่ก็ไม่ได้ปราศัยด้วย เขารู้สึกเบื่อเหลือคณาที่กลับเรือนมาทุกครั้ง มักจะโดนมารดาซักไซ้ไล่เลียงว่าชอบพอหญิงใดบ้างแล้วหรือยัง เป็ประจำจนต้องระอาใจ อย่างวันนี้ก็เช่นกัน
เมื่อขึ้นมาถึงบนชานเรือนแล้ว คราแรกนั้นกะว่าจะเข้าพักในห้องนอนเสียเลย แต่มาบัดนี้คงจะทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะแขกของมารดานั่งสลอนต้อนรับกันอยู่ตรงพาไลกลางเรือน
“อ้าวพ่อด้าว กลับมาเสียที แม่มาลัยกับน้ามะลิมารออยู่นานโข” อำแดงวาด ผู้เป็ดั่งคฤหบดีแทนสามีของนางที่สิ้นไปกล่าวขึ้น พร้อมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มที่ส่งถึงบุตรชายในเชิงที่ชวนมาเสวนาด้วย
ชายหนุ่มไม่ค่อยมีใจไปนั่งร่วมนัก แต่ก็ไม่ขัด เขาเดินเข้าไปทำความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ และนั่งลงเงียบ ๆ ไม่กล่าวอะไรมากความ
“นี่พ่อด้าวเ้าค่ะคุณมะลิ น้องชายพ่อดินที่ไปประจำการอยู่เมืองปากน้ำ ส่วนพ่อคนนี้รับราชการอยู่ที่กรมการคลังเ้าค่ะ” เธอแนะนำตัวแทนบุตรชาย จากนั้นจึงแนะนำบุตรสาวของเพื่อนที่หมายใจให้รู้จักมักจี่ “นี่ก็แม่มาลัย บุตรสาวท่านเ้าคุณโสภิต กับน้ามะลิเพื่อนของแม่เองพ่อด้าว เรือนเขาอยู่ฟากวัดระฆังโน่น รู้จักกับน้องไว้เสียสิ”
คนถูกมารดารบเร้ายังไม่ทันเงยใบหน้าติดหม่นขึ้นมองหญิงสาว แม่มาลัยก็เก็บอาการขวยเขินไว้ไม่อยู่เสียแล้ว หล่อนลอบส่งสายตาสำรวจชายหนุ่มมาสักพักหนึ่ง ถึงรู้ว่าเป็ที่พึงใจเพียงใด “พี่ด้าวนี่ช่างรูปงามจริงเชียวนะเ้าคะคุณป้า เสียดายที่มาลัยรู้จักช้าไป”
“ก็คงจะถอดแบบจากเ้าคุณพ่อมากระมังแม่มาลัย” นางมะลิเสริม
“นี่เพียงพ่อด้าวยังหนุ่มน้อยอยู่แท้ ๆ ยังโปรยเสน่ห์เพียงนี้ หากเป็พ่อดินจะเพียงใดกัน รูปงามทั้งพี่ทั้งน้อง” หญิงเ้าเรือนโฆษณาบุตรชายทั้งสองราวกับว่าอยากให้มีลูกเมียเสียที
“จริงหรือเ้าคะคุณป้า มาลัยชักอยากเห็นแล้วสิเ้าคะ”
นี่ก็คือเหตุผลที่เขาไม่ชอบกลับเรือนนัก เพราะในแต่ละวันหญิงสาวที่มารดาหามาให้ต่างไม่ซ้ำหน้า ทั้งที่เคยบอกไปแล้วว่าตนยังไม่เร่งคิดเื่มีคู่ครอง แต่ก็ไร้ผล เขาหยัดกายลุกขึ้น จะขอตัวไปจากตรงนี้
“ขออนุญาตคุณน้าและน้องมาลัยด้วยนะขอรับ กระผมมีเวลาว่างเพียงเท่านี้ คงต้องขอตัวแล้ว”
แม่มาลัยเห็นอีกคนจะไป จึงรั้งไว้ “ประเดี๋ยวก่อนสิเ้าคะ มาลัยมาคอยตั้งนาน จึงหัดร้อยเครื่องเรือนช่วยคุณป้า คุณพี่ว่างามหรือไม่คะ”
“งาม” คำตอบอาจจะดูห้วนไป แต่เขาก็ตอบตามจริง สิ่งนั้นทำให้ใบหน้าผุดผ่องของแม่มาลัยซีดลง เธอไม่ได้ผิดอะไร เพียงแค่ไม่ตรงตามใจก็เท่านั้น
ชายหนุ่มเข้าห้องนอนมา ลั่นดาลแ่า เพราะไม่พึงใจให้ใครมารบกวนในเวลานี้ แม้แต่ทนายหน้าหอที่ไว้วางใจก็ตาม เขาจัดการผลัดชุดราชปะแตนและผ่าม่วงออกให้คลายร้อน ร้อนกายยังพอทน แต่ร้อนใจไม่อาจฝืน อีกนานแค่ไหนมารดาถึงจะเลิกพยายามหาภรรยาให้เสียที
พอเปลี่ยนชุดลำลองเสร็จ ก็เดินไปส่องหน้าตนเองบนกระจก ค่อย ๆ ผ่อนปรนคิ้วเข้มที่ขมวดเป็ปมแน่นออก และฝืนยิ้ม เป็ใบหน้าที่เขาไม่เคยปล่อยให้ปรากฏกับผู้ใดมาก่อน ยามยิ้มก็ยิ้มให้เพียงตนเองเห็น ส่วนมากก็มักจะหน้าบึ้ง ถึงจะอย่างนั้นก็ยังทำให้สาวสวยวัยขบเผาะจากทั่วพระนครหมายใจออกเรือนด้วย
แต่หญิงเ่าั้หาได้เป็ที่พึงเชยของเขาไม่
“เื่ของหัวใจบังคับกันได้ที่ใดเล่า ลูกขอกำหนดเองเถิดนะขอรับคุณแม่” เขากล่าวกับใบหน้าคมสันของตนบนกระจก
เ้าของห้องอยากพักใจว้าวุ่น เขาทิ้งกายลงบนฟูกนุ่มเพื่อผ่อนคลายโดยไม่ลืมที่จะหยิบดอกแก้ว ดอกไม้สุดโปรดที่มักจะเก็บมาใส่พานวางไว้หัวเตียงหวังอาศัยกลิ่นหอมอ่อนหวานนี้ช่วยปลอบโยนยามเข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์