ณ สถานที่แห่งหนึ่งใน สำนักเมฆาภิภพ
บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจที่ขาดเป็่ ๆ
ภายในห้องพักรักษา ร่างของชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง
ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยแผลฉกรรจ์ราวกับผ่านสนามรบมาไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง
แขนข้างหนึ่งขาดหายไปอย่างน่าเวทนา เืแม้จะหยุดไหลแล้ว แต่กลิ่นคาวยังจาง ๆ ไม่หายไปง่าย ๆ
เปลือกตาของเขากระตุกเล็กน้อย…ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างยากลำบาก
ภาพแรกที่เห็น คือเงาร่างของชายสามคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง
หนึ่งในนั้น…คือ ผู้าุโที่ 8
ส่วนอีกสองคน แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงแค่ยืนอยู่เฉย ๆ ก็แผ่แรงกดดันจนบรรยากาศหนักอึ้ง
“ใครทำให้เ้าสาหัสถึงเพียงนี้กัน…?”
หนึ่งในชายที่ยืนอยู่เอ่ยขึ้นทันที เมื่อเห็นเขาฟื้น
น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้คนฟังแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
ชายที่นอนอยู่บนเตียงตัวสั่นเล็กน้อย
ก่อนจะตอบออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
“ขะ…เขา…แข็งแกร่งมาก…เ้านั่นไม่ใช่คนธรรมดา…”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงไปชั่วขณะ
“เขางั้นรึ?”
“ใช่…คนที่ผู้าุโที่ 8 ให้ข้าไปจัดการ…นั่นแหละ…”
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดต่อ
“แม้ระดับพลังของเขาจะอยู่เพียง…ก่อกำเนิดขั้นที่ 5
แต่พลังการโจมตีนั้น…รุนแรงเกินจะเชื่อ…”
เขากำมือแน่น ราวกับยังเห็นภาพนั้นติดตา
“เขาจัดการพวกเรา…สามคน…ที่เป็ก่อกำเนิดขั้นที่ 4…ภายในดาบเดียว…”
“และ…ยังเตะก่อกำเนิดขั้นที่ 6…ตายภายในกระบวนท่าเดียวอีกด้วย!”
“!?”
เสียงอุทานดังขึ้นแทบพร้อมกัน
“อะไรนะ! เ้าคิดจะล้อเล่นกับพวกข้ารึ?”
ผู้าุโที่ 8 ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าไม่เชื่ออย่างชัดเจน
“ใครกัน…จะทำได้ถึงขนาดนั้น…”
ชายอีกคนที่ดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิมก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย
สายตาคมกริบจ้องไปที่ผู้าเ็
“แล้วเ้าพลาดท่าให้มันได้อย่างไร…ในเมื่อเ้าอยู่ถึงขั้นที่ 7?”
คำถามนั้นเหมือนมีน้ำหนักกดลงมา
ชายขั้น 7 ตัวสั่นอีกครั้ง
“ข้า…ได้ใช้ ‘หนึ่งกระบี่สยบั’ ใส่เขา…”
“แต่…ก็ยังไม่สามารถล้มเขาได้…”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“แถม…ยังโดนสวนกลับ…ด้วยหมัดประหลาดเพียงหมัดเดียว…”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ
“หมัดเดียว…?”
“ใช่…”
“ป่า…ูเา…หายไปกับหมัดนั้น…”
“และ…ยังเกิด ‘รอยแยกของมิติ’ ขึ้นอีกด้วย…”
คำพูดนี้ทำให้แม้แต่คนที่นิ่งที่สุดยังเปลี่ยนสีหน้า
“รอยแยกงั้นรึ…?”
“บ้าหน่า…ต้องแข็งแกร่งระดับไหนกัน…ถึงจะทำให้เกิดเื่แบบนั้นได้…”
ชายอีกคนหันไปมองผู้าุโที่ 8
“ท่านบอกว่าเขาอยู่แค่ก่อกำเนิดขั้นที่ 5…ไม่ใช่รึ?”
ผู้าุโที่ 8 เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่น
“ใช่…ข้ามองไม่ผิดแน่…เขาอยู่เพียงขั้นที่ 5 จริง ๆ…”
คำตอบนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูน่ากลัวขึ้นไปอีก
ชายที่ดูเป็ผู้นำที่สุดในห้องนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดออกมาช้า ๆ
“งั้นรึ…”
เขาหันไปมองทุกคน
“อีกไม่นาน…จะมีการแข่งขันระหว่างสำนัก…”
“่นี้…พวกเ้าอย่าได้ไปก่อเื่อะไรอีก…”
“มันจะกระทบต่อสำนักมากเกินไป…”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“ส่วนคนที่เล่นงานผู้พิทักษ์ของสำนักเรา…”
“ข้าจะส่งคนไปสืบมาก่อน…”
“อย่าได้ทำอะไร…วู่วามเด็ดขาด”
“ขอรับ!”
ทุกคนในห้องตอบพร้อมกันทันที
ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง
เพราะในระดับผู้าุโ…
ชายผู้นี้คือ “ผู้าุโใหญ่”
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด…หากไม่นับเ้าสำนักและบรรพชน
5 เดือนต่อมา
ณ สำนักวิถี์
บรรยากาศแตกต่างจากที่นั่นอย่างสิ้นเชิง
ที่นี่…สงบ สบาย และมีเสียงจิ้งหรีดร้องเบา ๆ คลอไปกับสายลม
ใต้ต้นไม้ใหญ่
ร่างของ “จินซี” นั่งขัดสมาธิอย่างมั่นคง
พลังปราณรอบตัวเขาหมุนเวียนอย่างเป็ระเบียบ
หนาแน่น…หนักแน่น…และนิ่งสงบ
ต่างจากตอนแรกอย่างกับคนละคน
ถัดไปไม่ไกล “ไป๋ซี” ก็ฝึกเช่นเดียวกัน
แต่สีหน้าของนางดูเคร่งเครียดกว่าเล็กน้อย
ราวกับกำลังผลักดันตัวเองผ่านกำแพงบางอย่าง
ไม่ไกลออกไป…
หลินเทียนนอนเอกเขนกอยู่บนม้านั่งโยกตัวโปรด
สีหน้าสบายราวกับมาเที่ยวพักผ่อน ไม่ใช่สำนักฝึกตน
“ผ่านมา 5 เดือนแล้วสินะ…”
เขาพูดยิ้ม ๆ พลางหรี่ตามอง
“จินซี…บรรลุถึงระดับสร้างรากฐานขั้นที่ 6 แล้ว…”
“ส่วนไป๋ซี…อยู่ที่ขั้นที่ 4…แต่ก็ดูเหมือนจะใกล้ทะลวงขั้นที่ 5 แล้ว…”
เขาพยักหน้าเบา ๆ อย่างพึงพอใจ
“แหม…เหล่าลูกศิษย์ของข้านี่…เก่งได้ข้าจริง ๆ…”
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นทันที
“มโนเก่งมากค่ะ วัน ๆ ข้าเห็นแต่ท่านนอน…ไม่ก็เดินไปเดินมาอยู่ในห้อง (◕ᴗ◕✿)”
หลินเทียนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมอง
“เสี่ยวเอ๋อ…!”
“ชิ…เ้านี่ชอบพูดจาดูถูกข้าจริง ๆ…”
“ข้าพูดความจริงค่ะ (ʘᴗʘ✿)”
“……”
หลินเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง
เหมือนกำลังคิดว่าจะเถียงดีไหม
สุดท้าย…เลือกไม่เถียง
(เพราะเถียงไปก็แพ้อยู่ดี…)
เขาหันกลับไปมองลูกศิษย์ทั้งสองแทน
ไม่นานนัก
จินซีและไป๋ซีก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกัน
แรงกดดันจากพลังปราณค่อย ๆ สงบลง
หลินเทียนเห็นดังนั้น จึงลุกขึ้นช้า ๆ
ก่อนจะเดินไปหาทั้งสอง
“พวกเ้า…มาถึงระดับที่สูงพอสมควรแล้ว…”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่จริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ดังนั้น…ข้าจะสอน ‘วิชา’ และ ‘วรยุทธ์พื้นฐาน’ ให้พวกเ้า…”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งสองคนตาเป็ประกายทันที
ั้แ่เริ่มฝึกมา…
พวกเขา “ฝึกแต่พลัง”
แต่ยังไม่เคยได้เรียน “วิชาจริง ๆ” เลย
นี่คือ…ครั้งแรก
ครั้งแรก…ที่จะได้ก้าวเข้าสู่โลกของวรยุทธ์อย่างแท้จริง
หลินเทียนหยิบหนังสือออกมาสองเล่ม
แล้วยื่นให้คนละเล่ม
“นี่คือวรยุทธ์และวิชาพื้นฐาน…”
“จะก้าวหน้าแค่ไหน…ขึ้นอยู่กับความสามารถและความตั้งใจของพวกเ้า…”
เขายิ้มบาง ๆ
“แต่ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ…ก็มาถามข้าได้”
“ขอรับ!”
“ค่ะ!”
ทั้งสองตอบพร้อมกันอย่างกระตือรือร้น
ก่อนจะรับหนังสือไปเปิดดูทันที
สีหน้าตื่นเต้น…เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
หลินเทียนมองภาพนั้นแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ตั้งใจดี…แบบนี้ค่อยน่าปั้นหน่อย…”
เสี่ยวเอ๋อพึมพำเบา ๆ
“แต่คนปั้น…ยังนอนเหมือนเดิมนะคะ…”
“……”
หลินเทียนเลือก “ทำเป็ไม่ได้ยิน” อย่างมืออาชีพ
จากนั้นเขาก็หันหลังก่อนจะเดินจากไปตรงไปทางน้ำตกหลังสำนัก
“นายท่านจะแอบหนีไปนอนหรือคะ (◕ᴗ◕✿)”
“ไม่ใช่โว้ย!”
“ข้าแค่ออกไปหากับข้าวตอนเย็น!”
“อ๋อ…คำว่า ‘หากับข้าว’ ของท่านแปลว่า ‘ไปนั่งชิลแล้วปล่อยให้โชคชะตาตัดสิน’ ใช่มั้ยคะ (✿☉。☉)”
“ข้าไปตกปลาจริงๆ!”
“ค่ะ…ตกปลาแบบปลาต้องสมัครใจขึ้นเบ็ดเอง (ʘᴗʘ✿)”
“เงียบไปเลย!”
จากนั้นหลินเทียนก็เดินมาถึงลำธาร
แม่น้ำใสไหลเย็น
ปลาแหวกว่ายอยู่มากมาย
เหมือนงานเลี้ยงที่เ้าภาพยังไม่รู้ว่าตัวเองคือเมนูหลัก
หลินเทียนหาที่นั่งเหมาะๆ
แล้วโยนเบ็ดลงน้ำ
“นายท่านคิดดีแล้วหรือคะ…”
“ที่มอบวิชามากมายของท่านให้พวกเขา (✿☉。☉)”
“หือ?”
“ทำไม รึนี่เ้าจะบอกว่าคนขี้เหนียวและี้เีแบบข้า ไม่มีความรู้พอจะสอนพวกเขารึไง?”
“เปล่าค่ะ…”
“ก็ท่านเคยบอกว่า ั้แ่เป็ผู้ฝึกตนมา ไม่เคยมีวรยุทธนี่คะ (◕ᴗ◕✿)”
หลินเทียนเงียบไปเล็กน้อย
ก่อนจะยิ้มมุมปาก
“มันก็ใช่…”
“ตอนข้าฝึกใหม่รอบสอง ข้ายังไม่เคยฝึกวรยุทธอีกเลย”
“แต่ถ้าเป็ก่อนหน้านั้น…”
เขาหรี่ตาเล็กน้อย
“ใครเล่าจะเทียบเคียงข้าได้”
“…มั่นหน้าระดับตำนานเลยค่ะ (ʘᴗʘ✿)”
“ข้าพูดความจริง!”
“ค่ะ…ความจริงเฉพาะเวอร์ชันของท่าน (◕ᴗ◕✿)”
หลินเทียนแสร้งไอ
“ไม่ต้องห่วง ข้ายังไม่ให้พวกเขาฝึกอะไรที่เกินตัวหรอก”
“ตอนนี้พวกเขายังต้องเรียนรู้อีกมาก”
“ไม่ใช่แค่พลัง…”
“เคล็ดวิชาและเล่ห์เหลี่ยมก็ต้องมี”
“ไม่งั้น…พวกเขาก็เป็แค่เหยื่อให้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า”
เสี่ยวเอ๋อเงียบไปเล็กน้อย
ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นายท่านรอบคอบและมีวิสัยทัศน์ที่ไกลมากเลยค่ะ”
“ต่างจากตอนเจอท่านแรกๆ เลยค่ะ (ʘᴗʘ✿)”
“เฮอะๆ…”
หลินเทียนยิ้มแห้งๆ
เพราะมันก็จริง…
แต่ก่อนนั้น
เขาเคยละทิ้งทุกอย่าง
ไม่สนใจโลก
ไม่สนใจผู้คน
แต่ตอนนี้…
บางอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว
จุ๋ม…
ผิวน้ำกระเพื่อมขึ้น
พรวด!
หลินเทียนกระชากเบ็ดขึ้นอย่างรุนแรง
ปลาตัวขนาดใหญ่พุ่งขึ้นมาบนน้ำอย่างรวดเร็ว
“ฮ่าๆๆ!”
“เห็นมั้ย วันนี้ข้าได้ของดี!”
“นายท่าน…ปลาไม่ได้อยากถูกจับนะคะ (◕ᴗ◕✿)”
“แต่มันอร่อย”
“…ก็จริงค่ะ (✿ʘᴗʘ)”
“นี่ก็เริ่มค่ำแล้ว…”
“เอาปลาตัวนี้ไปทำอาหารกินดีกว่า!”
พูดจบหลินเทียนก็หันเดินกลับสำนัก
พร้อมแบกปลาตัวขนาดใหญ่กลับไปด้วย
และร้องเพลงไปตลอดทาง
“ปลาเอ๋ยปลา~ เ้าจะกลายเป็อาหาร~”
“เนื้อเพลงแย่มากค่ะ (ʘᴗʘ✿)”
“โว้ย! ทั้งสองคนมากินอาหารกันมา!”
หลินเทียนะโเรียก
“เอ้า ไป๋ซี เ้าเอาปลาตัวนี้ไปทำอาหารมากินกัน!”
พูดจบเขาก็ยื่นปลาตัวนั้นให้ไป๋ซีไปจัดการ
“โถ่…”
“ท่านต้องทำตัวให้ดูน่าเคารพกว่านี้นะคะ”
“ท่านเป็ถึงเ้าสำนักและอาจารย์ของพวกเรา”
“จะสนไปทำไม ในเมื่อข้าเป็ตัวของตัวเอง”
“ใช่ๆ! ท่านอาจารย์สุดยอด!”
จินซีหัวเราะ
หลินเทียนหัวเราะตาม
ไป๋ซีได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมๆ
ก่อนจะเดินไปทางครัว
นางอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว
ก็รู้ดีว่าเขาเป็คนยังไง
ไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง
คิดอยากทำอะไรก็ทำ
บางครั้ง…
ก็เคยเห็นเขานั่งหัวเราะใส่แมลงตัวเล็กๆ ที่เดินผ่าน
ใช่…แค่แมลง
และที่น่าหนักใจที่สุดคือ…
พี่ชายของนาง
จินซี
ก็ดูจะเริ่มเป็แบบเดียวกันเข้าไปทุกวัน
“…จบแล้วจริงๆ”
ไม่นาน…
ไป๋ซีก็ทำอาหารเสร็จ
นางถือจานอาหารออกมาที่โต๊ะ
ที่หลินเทียนกับจินซีนั่งคุยกันอยู่
“เชิญค่ะ”
นางพูดพร้อมวางจานลง
“โห!”
“วันนี้ท่าจะอร่อยเป็พิเศษ”
“เ้าทำมาหลายเมนูเลยทีเดียว ดีมากๆ”
จากนั้นทั้งสามก็เริ่มลงมือกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบจานเบา ๆ กับสายลมยามเย็นที่พัดผ่าน
ก่อนที่หลินเทียนจะกล่าวขึ้น
“จินซี ไป๋ซี…พวกเ้าพากันอยู่สำนักกันไปก่อนนะ”
เขาวางตะเกียบลงเล็กน้อย สีหน้าดูจริงจังขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย
“ข้าจะออกไปทำธุระ…ราว 1–2 วัน แล้วจะกลับมา”
ไป๋ซีชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามอง
“ท่านจะไปที่ไหนหรือคะ…”
นางถามขึ้นอย่างสงสัย
เพราะั้แ่มาอยู่ที่นี่ นางแทบไม่เคยเห็นหลินเทียนออกไปไหนไกลเลย
ไกลที่สุดก็แค่แถวน้ำตกกับลำธารใกล้ ๆ สำนักเท่านั้น
หลินเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง
เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะพูดดีหรือไม่
ก่อนจะตอบออกมาเรียบ ๆ
“ข้าจะเข้าไปใน…ป่าแห่งสัตว์อสูร”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองคนชะงักไปเล็กน้อย
จินซีเงยหน้าขึ้นทันที
สายตาเปลี่ยนเป็จริงจัง
“ที่แห่งนั้น…มันอันตรายไม่ใช่หรือขอรับ”
“ท่านจะเข้าไปทำไมกัน…”
ไป๋ซีก็มองหลินเทียนเช่นกัน
แววตาแฝงความเป็ห่วงอย่างเห็นได้ชัด
“ให้พวกเราเข้าไปด้วยได้มั้ยคะ…”
หลินเทียนมองทั้งสองคนสลับกัน
ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่เป็ไรๆ”
“ตอนนี้พวกเ้ายังไม่พร้อม”
น้ำเสียงเขาไม่ได้เข้มงวด
แต่หนักแน่นพอให้รู้ว่าไม่ได้พูดเล่น
“แต่ถ้าพวกเ้าฝึกจนจำพื้นฐานที่ข้าให้ไปได้แล้ว…”
เขายิ้มบาง ๆ
“ข้าจะพาเข้าไปหาประสบการณ์เอง”
จินซีเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
“ข้าเข้าใจแล้ว…ท่านอาจารย์”
ไป๋ซีก็พยักหน้าตาม แม้จะยังมีความกังวลอยู่เล็กน้อย
“งั้น…ท่านระวังตัวด้วยนะคะ”
หลินเทียนหัวเราะเบา ๆ
“ข้าน่ะเหรอ ต้องให้พวกเ้าห่วง?”
“ดูแลตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนหยอก แต่ก็ทำให้บรรยากาศคลายลงเล็กน้อย
จินซียิ้มออกมา
“งั้นพวกข้าจะฝึกให้หนักขึ้น!”
“รอให้ท่านพาเข้าไปให้ได้!”
“อืม แบบนั้นก็ดี”
หลินเทียนพยักหน้า
จากนั้
นทั้งสามก็กินอาหารกันต่อ
มีการพูดคุยกันเป็ระยะ
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นบ้างเป็ครั้งคราว
บรรยากาศเรียบง่าย…แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
สำหรับสำนักที่เงียบสงบแห่งนี้
แม้จะไม่มีความยิ่งใหญ่เหมือนสำนักอื่น
ไม่มีผู้คนมากมาย
ไม่มีชื่อเสียง
แต่กลับเต็มไปด้วยบางสิ่งที่หาได้ยาก
ทั้งความสบายใจ
ความไว้ใจ
และความเป็ห่วง…ระหว่างอาจารย์กับศิษย์
ค่ำคืนค่อย ๆ ล่วงเลยไป
ใต้แสงจันทร์ที่ส่องลงมาอย่างแ่เบา
ไม่มีใครรู้ว่า
การเดินทางของหลินเทียนในครั้งนี้
จะนำพาอะไรกลับมา
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ…
หลังจากเขากลับมา
บางอย่าง…จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป