บรืนนนนน...... บรืนนนนน......
“เสียงรถใคร?”
อนันตนัยน์เปรยๆขึ้นอย่างสงสัย เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ขณะนั้นพรลภัสได้ล้างไตให้อนันตนัยน์เสร็จพอดี เธอหันไปมองที่หน้าบ้าน คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน ด้วยความสงสัยไม่แพ้กัน
จะว่าเป็นรถของกรวีร์ก็ไม่ใช่ เพราะกรวีร์พึ่งกลับไปที่ไร่ของเขาเอง ปกติกรวีร์จะใช้รถโฟร์วิลซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนรถยนต์อีกคันของเขา เธอจำได้ว่าไม่ใช่รถยนต์อย่างที่เห็นอยู่นี้
“เดี๋ยวพรไปดูก่อนนะพ่อ”
พรลภัสหันหน้ามาบอกกล่าวอนันตนัยน์ จากนั้นจึงลุกขึ้น เดินตรงไปยังหน้าบ้าน เพื่อไปดูให้รู้แน่ว่าใครกันที่มาที่บ้านในยามมืดค่ำอย่างนี้
พรลภัสเลิกคิ้วคู่สวยขึ้น รู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นคนที่ก้าวออกจากรถยนต์คันหรู เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าผู้หญิงคนนี้ จะมาเยือนเธอถึงบ้านอย่างนี้ หากจะให้เธอคาดเดาว่าผู้หญิงคนนี้มาทำอะไร และทำไมถึงได้มาถึงที่บ้านเธอ เธอคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรวีร์
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่า... เอ่อคุณแม่มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่ เพราะฉันมีลูกชายเพียงแค่คนเดียว”
พรลภัสยกมือไหว้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นว่าที่แม่สามีของเธอ ด้วยท่าทีนอบน้อม และกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่พอได้ยินคำพูดตอบกลับมา ก็ทำให้พรลภัสสะอึก คอแข็งตั้งตรงไปในทันทีทันใด รู้เลยว่าในการมาเยือนของดวงกมล คงไม่ใช่จะมาดีแน่แล้ว
“ใครมาเหรอพร?”
อนันตนัยน์เดินออกมาหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงถามลูกสาวอย่างสงสัยใคร่รู้ และพอเห็นหน้าดวงกมล คิ้วของอนันตนัยน์ก็ขมวดเข้าหากัน แล้วค่อยๆคลายออกจากกัน
“แม่ของพีวีน่ะพ่อ”
“แม่ของคุณวีเหรอ เอ้า!... เชิญครับเชิญ เชิญมานั่งกันก่อนครับ”
พออนันตนัยน์ได้ยินว่าผู้หญิงวัยเลยกลางคน ที่แต่งตัวดูดี ดูภูมิฐานคนนี้คือมารดาของกรวีร์ อนันตนัยน์จึงเชื้อเชิญให้ดวงกมลนั่งลงที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน
“ไม่จำเป็นหรอก เพราะฉันจะมาพูดเพียงแค่แป๊บเดียว”
แต่ดวงกมลกลับพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ขณะที่พูดสายตาพลันมองมาที่อนันตนัย์ ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า พอกล่าวจบก็จ้องมองหน้าอนันตนัยน์ และเบี่ยงสายตาไปมองพรลภัส ด้วยสายตาดูถูกดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด
“คุณมีอะไรจะพูด ก็เชิญพูดมาเถอะค่ะ”
ดวงตากลมโตคู่สวยของพรลภัส มองจับจ้องดวงตาของดวงกลม โดยไม่คิดจะหลบไปไหน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ให้ดวงกมลเอ่ยธุระที่ได้มาเยือนถึงที่นี่ออกมา
“ฉันจะมาบอกเธอว่า เธอไม่คู่ควรกับลูกชายของฉัน อย่าคิดที่จะมาจับลูกชายของฉัน และฉันขอให้เธอยกเลิกการแต่งงานกับลูกชายของฉันซะ”
ดวงกมลพูดออกมาโดยไม่คิดจะอ้อมค้อมแต่อย่างใดทั้งสิ้น คำพูดนั้นทำให้พรลภัสกำมือเรียวเล็กเข้าหากันแน่น เธอไม่ผิดที่เธอเกิดมาจน และเธอไม่มีความคิดที่จะจับกรวีร์ด้วย เธอไม่เข้าใจว่าทำไมดวงกมลถึงได้คิดอย่างนี้ ทั้งที่ไม่คิดจะค้นหาหรือพิสูจน์อะไรเลย หรือว่าคนรวยเขาตัดสินกันแค่ฐานะ
“ถึงฉันจะจน แต่ฉันก็ไม่มีความคิดที่จะจับพี่วีเลย เราสองคนรักกันด้วยใจจริง ถึงได้ตกลงแต่งงานกัน”
“หึ!!... รักกันด้วยใจจริงอย่างงั้นเหรอ เธอไม่คู่ควรกับความรักของลูกชายของฉัน ลูกชายของฉันจะต้องได้คนที่ดีกว่าเธอ จะต้องได้คนที่มาเกื้อหนุนกัน ไม่ใช่มาเป็นภาระอย่างนี้”
ดวงกลมมองใบหน้าสวยหวานอย่างดูถูกดูแคลน และกล่าวด้วยคำพูดที่เชือดเฉือนหัวใจของพรลภัสกับอนันตนัยน์ เพราะประโยคหลังนั้นถูกต้องอย่างที่ดวงกลมพูดมา หากพรลภัสแต่งงานกับกรวีร์ยังไงเธอกับพ่อก็ต้องไปเป็นภาระของเขา
“ถึงผมกับลูกจะจน เราก็มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน เราไม่เคยคิดจะเป็นภาระของใคร และไม่คิดที่จะจับใคร อย่ามาดูถูกกันให้มากนักเลย”
อนันตนัยน์พูดออกมาอย่างสุดจะทน กับคำกล่าวหาเช่นนั้น อนันตนัยน์ไม่เคยคิดเช่นนั้น และไม่เคยที่จะให้ลูกสาวเป็นอย่างนั้นด้วย อนันตนัยน์มั่นใจในตัวลูกสาว ว่าไม่คิดจะจับคนรวยเพื่อแต่งงาน ที่คิดจะแต่งงานกับกรวีร์ ก็เพราะคนทั้งสองรักกันด้วยใจจริง จริงๆ
“ฉันไม่อยากจะพูดอะไรมาก ฉันให้หนึ่งล้าน แลกกับการที่เธอจะไม่แต่งงานกับลูกชายฉัน และออกไปจากชีวิตของลูกชายฉัน”
ดวงกมลยื่นข้อเสนอด้วยจำนวนเงินที่คิดว่ามากพอ ที่คิดว่ายังไงเสียสองพ่อลูกนี้ได้ยินแล้วจะต้องตาลุกวาว และจะต้องรับไหว้ในทันที
๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓_๓๓