หน้าผาสูงชันตั้งตระหง่าน เป็ผาหินที่อันตรายและสูงเสียดฟ้า ดอกจื่อเยว่ ที่กลุ่มคนหนุ่มสาวปรารถนานั้นเปล่งประกายสีเหลืองจางๆ ออกมาจากกลางหน้าผา ราวกับจะท้าทายความสามารถของพวกเขา แต่การจะไปถึงจุดหมายนั้นดูเหมือนจะเป็สิ่งที่เป็ไปไม่ได้ กลุ่มคนทั้งแปดจึงตัดสินใจปรึกษากันเพื่อหาวิธีการอื่น
“เราอาจจะค้นหาสมุนไพรอื่นๆ ให้ครบก่อน” หลี่เหว่ยชายหนุ่มร่างบางคนหนึ่งเสนอความคิด
“บางทีเราอาจจะพบดอกจื่อเยว่ในตำแหน่งอื่นก็เป็ได้”
เมื่อเวลาล่วงเลยไป แน่นอนว่าโชคชะตาย่อมไม่เป็ใจ ทุกคนต้องกลับมายืนออกันอยู่ตรงเชิงผาตามเดิม ความหวังที่เคยมีกลับเลือนหายไปทีละน้อย
ขณะที่พวกเขาแหงนหน้ามองขึ้นไปยังดอกจื่อเยว่ที่เปล่งประกายอยู่กลางผาหิน ฟางหลงกัดฟันแน่น ความมุ่งมั่นในดวงตาของเขาส่องประกาย หยาดเหงื่อไหลลงมาตามใบหน้าและเสื้อผ้าที่เปียกชื้นด้วยความกลัว หรงโหรวเองก็ยืนอยู่ตรงนั้น สายตาจ้องมองไปที่หน้าผาอย่างเงียบงัน
“ดอกจื่อเยว่”
นางพึมพำเบาๆ ดอกไม้สีเหลืองจางๆ ที่เปล่งประกายอยู่ตรงกลางหน้าผาเหมือนจะเยาะเย้ยความพยายามของพวกเขา
“เ้าบ้านนอกนั่นจะปีนขึ้นไปจริงๆ หรือ?”
เมื่ออารมณ์เย็นลง ความกลัวและความกังวลก็เริ่มผุดขึ้นมา นางกลัวว่าคำพูดของนางอาจทำให้คนคนหนึ่งต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่
ทว่าสิ่งที่นางกำลังกังวลกลับกลายเป็จริง ทันใดนั้นเสียงสดใสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ข้าจะปีนขึ้นไปเอง”
ฟางหลงกล่าวด้วยความมุ่งมั่น น้ำเสียงหนักแน่นของเขาทำให้ทุกคนหันมามองเป็ตาเดียว ความเงียบงันถูกทำลายด้วยเสียงคัดค้านจากเหล่าสหาย
“ฟางหลง! นั่นมันอันตรายเกินไป! เ้าจะตกลงมาก่อนที่จะถึงดอกไม้นั่น!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยความกังวล แต่แววตาของฟางหลงกลับเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ เขารู้ดีว่าการหาดอกจื่อเยว่เป็สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ ไม่ว่าจะอันตรายแค่ไหน เขาก็พร้อมจะเสี่ยงเพื่อสหายและเป้าหมายของตนเอง
ท่ามกลางความเงียบที่กลับมาปกคลุมอีกครั้ง ฟางหลงเริ่มปีนขึ้นไปที่หน้าผาช้าๆ ทุกคนต่างมองตามด้วยใจที่เต้นระรัว รู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
“เ้านั่น...” หรงโหรวกระซิบเบาๆ รู้สึกถึงความกังวลและกดดัน แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีทางที่จะหยุดฟางหลงได้ในตอนนี้
ใบหน้าสันทัดที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ภาพนั้นยิ่งทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้น ทุกวินาทีที่ฟางหลงขยับขึ้นไปอีกนิด ความหวังและความกลัวที่ผสมผสานกันทำให้ทุกคนไม่สามารถละสายตาจากเขาได้
“ถ้าเกิดเ้านั่นรู้ คงด่าข้าจนหูชาแน่” ฟางหลงยิ้มที่มุมปาก แน่นอนว่าย่อมหมายถึงฟางจื่อเหลียน สหายรักในคราบ
ผู้พิทักษ์
ห่างออกไปจากกลุ่มคน ศิษย์พี่หน้าเ็าคนนั้นดูเหมือนจะเตรียมพร้อม สีหน้าแสดงออกถึงความกังวล แต่ก็ไม่มาก ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่คนนี้ไม่เคยออกปากตักเตือนใดๆ แน่นอนว่า…ทุกคนในที่นี้ย่อมรู้ดีว่าภารกิจครั้งนี้พวกเขาต้องผ่านมันไปด้วยความสามารถของตนเองเท่านั้น
ในที่สุดฟางหลงก็ปีนป่ายมาถึงกลางหน้าผาอย่างยากลำบาก ก้อนหินพวกนั้นทั้งลื่นทั้งผุกร่อน เขาต้องใช้ประสบการณ์ตอนหาสมุนไพรบนเทือกเขาด้านหลังตระกูลฟางเป็ตัวช่วยจึงทำให้ปีนขึ้นมาได้สำเร็จ
ฟางหลงพยายามเอื้อมมือไปหยิบดอกจื่อเยว่ที่เปล่งประกายอยู่ตรงซอกหินไม่ไกลจากจุดที่เกาะอยู่ รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้าทันที ท่ามกลางความเหนื่อยล้าและความเสี่ยงที่เขาต้องเผชิญ อีกเพียงนิดเดียวสิ่งที่เขาตั้งเป้าเอาไว้ก็จะสำเร็จ
ทว่า ทันใดนั้น จู่ๆ ปลายเท้าของเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมา ความเ็ปนั้นวิ่งพล่านไปตามท่อนขาของเขาอย่างรวดเร็ว
ฟางหลงไม่รู้ว่าเหยียบโดนอะไรหรือโดนตัวอะไรกัด แต่ความเ็ปนั้นทำให้เขาสูญเสียการทรงตัว ร่างของเขาล่วงหล่นลงมาที่พื้นด้วยความเร็วสูง เสียงกรีดร้องของกลุ่มคนที่อยู่ด้านล่างดังก้องในทันทีทันใด ความใและความหวาดกลัวที่ปะทะเข้ามาในจิตใจของฟางหลงทำให้เขารู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้น ฟางหลงรู้ดีว่าศิษย์พี่หน้าเ็าคนนั้นกำลังพุ่งมาช่วยตนที่กำลังตกจากผาหิน แต่ใจหนึ่งก็เริ่มรู้สึกกลัวเพราะผาตรงหน้านี้สูงมาก ความคิดและความรู้สึกต่างๆ ปะทุขึ้นในใจของเขาใน่เวลาสั้นๆ นั้น เขาหวังว่าศิษย์พี่จะมาช่วยเขาทัน แต่ก็รู้สึกเหมือนระยะทางระหว่างเขากับศิษย์พี่คนนั้นยาวนานเหลือเกิน…
ในที่สุด เขาได้ยินเสียงแหวกอากาศใกล้เข้ามาอีกครั้ง และในวินาทีนั้นเองที่เขารู้สึกถึงมืออันแข็งแกร่งที่โอบจับเขาไว้แน่น ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความมืดมิด
เวลาผ่านไปไม่นาน ฟางหลงก็ฟื้นขึ้นมา เขารู้สึกเจ็บปลายเท้าอย่างมาก ราวกับมีเข็มนับพันแทงทะลุไปทุกเส้นประสาท
“ฟางหลงเ้าเป็อย่างไรบ้าง?” เสียงของกลุ่มคนถามไถ่อย่างเป็ห่วง เต็มไปด้วยความกังวล
“เอ่อ...ข้า…” ฟางหลงอ้ำอึ้ง เพราะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน
หลังจากรวบรวมสติฟางหลงก็เห็นได้ทันทีว่า ศิษย์พี่หน้าเ็าคนนั้นกำลังทำแผลให้เขา เท้าข้างหนึ่งเขียวคล้ำเหมือนโดนพิษอะไรสักอย่าง ส่วนเท้าอีกข้างมีาแเหวอะหวะ เืไหลนองเต็มมือของศิษย์พี่ผู้นั้น
“เอ่อ...ขอบคุณที่ช่วยข้า” ฟางหลงก้มหัวเล็กน้อยอย่างเขินอาย ความรู้สึกอบอุ่นและอับอายที่ปะปนกันทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง
ห่างออกไปไม่ไกล หรงโหรวที่เป็ต้นเหตุทำให้ฟางหลงต้องตกอยู่ในอันตราย กำลังกอดเข่าร้องไห้ด้วยความใกลัว
นางไม่คิดว่าคำพูดของนางที่พูดออกไปด้วยความหงุดหงิดจะทำให้ฟางหลงต้องตกอยู่ในอันตรายจากการตกหน้าผา
เสียงสะอื้นของนางเหมือนเสียงสะท้อนในหุบเขาที่ไร้ซึ่งการปลอบประโลม ฟางหลงมองไปทางนางด้วยสายตาที่ผสมความรู้สึกหลากหลาย เขารู้ดีว่าหรงโหรวไม่ได้ตั้งใจจะให้ตนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
“เ้าไม่เป็อะไรแล้ว พักผ่อนเถอะ” ศิษย์พี่ผู้นั้นพูดเบาๆ อย่างเ็า สายตาคมกริบคู่นั้นแทบไม่เหลือบมองฟางหลงเลยด้วยซ้ำ
ฟางหลงมองไปยังกองสมุนไพรเขาจำได้ว่าก่อนจะตกลงมาเขาได้คว้าเอาดอกจื่อเยว่ติดมือมาด้วย เมื่อเห็นความสำเร็จอาการาเ็ที่ได้รับก็ดูเหมือนจะลดน้อยลง
หลังจากเก็บดอกจื่อเยว่สำเร็จ ภารกิจการทดสอบของสำนักศึกษาครั้งนี้ถือว่าสำเร็จไปได้ด้วยดี แต่อุปสรรคที่ยังคงอยู่คือฟางหลงไม่สามารถเดินได้เนื่องจากาเ็ที่สองเท้า จะพึ่งพาสหายในกลุ่มก็เป็เื่ลำบากเมื่อเห็นว่ามีแต่สตรีเป็ส่วนมาก แม้จะมีบุรุษอยู่สองคนก็ขนาดตัวเล็กเกินกว่าจะแบกร่างสูงโปร่งของเขาได้
ภาระในครั้งนี้จึงตกไปอยู่ที่ศิษย์พี่ใบหน้าเ็าคนนั้น
“ต้องรบกวนท่านแล้ว แฮะๆ”
ฟางหลงเอามือลูบผมอย่างเขินอาย พร้อมกับมองไปทางชายหนุ่มตรงหน้าที่มีฐานะเป็ศิษย์พี่ ศิษย์พี่คนนั้นหันมามองฟางหลงด้วยแววตาแค่นแคะ ก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อยแล้วแบกร่างของฟางหลงขึ้นหลังทันที
การเดินทางกลับสำนักเต็มไปด้วยความเงียบงัน ฟางหลงที่ถูกแบกอยู่บนหลังรู้สึกคุ้นเคยกับแผ่นหลังนี้เป็อย่างยิ่ง เขาทำหน้าคิดคำนึงชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถาม
“ท่านรู้จักศิษย์พี่ในสำนักที่ใช้หอกหรือไม่? ตัวของคนคนนั้นก็น่าจะสูงใหญ่พอๆ กับท่าน ข้าจำได้ตอนนั้นแผ่นหลังแผ่นนั้นช่างกว้างดุจปีกของพญาแห่งนก ให้ความอบอุ่นและปลอดภัยเป็อย่างยิ่ง…”
ศิษย์พี่คนนั้นไม่ได้ตอบในทันที มีเพียงเสียง “หึ” ออกจากลำคอเล็กน้อย ฟางหลงยังคงพูดต่อด้วยความตื่นเต้น
“เอ๊ะ! ไม่สิ ตามที่ข้าพูดออกมามันคือท่านชัดๆ ท่านเองก็ใช้หอกหรือว่า…ตอนนั้นจะเป็ท่านที่มาช่วยข้า”
ร่างสูงตระหง่านหยุดเดินทันที พร้อมกับหันหน้าเล็กน้อยเหลือบมองใบหน้าสันทัดของฟางหลง ที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จากด้านหลัง
“เ้าพูดมากไปแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเ็า แต่ฟางหลงกลับหัวเราะอย่างไม่ถือสา “ฮ่าๆ ข้ารู้แล้ว ท่านจะไม่ยอมรับก็ไม่เป็ไร แต่ข้าจะถือว่าท่านเป็ผู้มีพระคุณของข้าไปตลอดกาล”
ศิษย์พี่ถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเดินต่อไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะของฟางหลงที่ยังคงดังอยู่เบาๆ “ขอบคุณนะศิษย์พี่ แบกข้าอีกนิดนะ อีกนิดเดียวเราก็ถึงแล้ว”
ฟางหลงยังคงพูดไม่หยุดตลอดการเดินทาง…
“ถ้าหากเป็ท่านจริง หลังจากไปถึงสำนักศึกษา ข้าจะเลี้ยงสุราข้าวเหนียวหมักสมุนไพรชั้นดี สุราของข้าขึ้นชื่อว่าช่วยทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าหลังจากสร่างเมาก็ไม่ทิ้งอาการปวดหัวเลยสักนิด…”
เสียงของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ จนสหายในกลุ่มถึงกับส่ายหัวอย่างจนปัญญา ฟางหลงในตอนนี้กับฟางหลงเมื่อก่อนหน้านี้ช่างแตกต่างราวฟ้ากับดิน
หรงโหรว เด็กสาวที่เคยร่ำไห้เมื่อครู่เพราะความรู้สึกผิด มองไปที่ฟางหลงอย่างไม่สบอารมณ์ หลังจากมองดูสถานการณ์แล้วจึงเอ่ยปากทักท้วง
“ฟางหลง เ้าคิดจะพูดเล่นแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน? เ้าควรรู้ว่าศิษย์พี่ไม่ใช่คนที่จะมาเล่นด้วยได้”
จู่ๆ ศิษย์พี่ใบหน้าเ็าที่อยู่ข้างหน้าก็หยุดเดินกระทันหัน พร้อมกับหันกลับมามองฟางหลงที่อยู่บนหลังด้วยสายตาที่เยือกเย็น
“ข้าไม่ใช่คนคนนั้น และขอบอกให้เ้ารู้ ข้าคือศิษย์ผู้คุมกฎ และสำนักศึกษาก็มีข้อห้ามไม่ให้ดื่มสุรา”
ฟางหลงหน้าซีดเผือด
“ข้า...ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็ผู้คุมกฎ ข้าขอโทษยังทันหรือไม่?”
ศิษย์พี่คนนั้นยังคงมองฟางหลงด้วยสายตาที่ไม่เปลี่ยนแปลง
“อ้อ อีกอย่าง ข้าไม่ชอบคนประจบสอพลอ ถ้าหากเ้า้าเส้นสายในสำนักศึกษา ก็เชิญไปหาคนอื่น” เมื่อพูดจบ ศิษย์พี่คนนั้นก็วางร่างของฟางหลงลงทันที
ฟางหลงนั่งมองร่างสูงใหญ่ที่กำลังจะเดินจากไป เขาหันมามองหรงโหรวที่ยืนอยู่ข้างๆ “ข้าแค่้าทำให้การเดินทางที่น่าเบื่อนี้สนุกขึ้นก็เท่านั้น”
ศิษย์พี่ผู้นั้นยกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าเ้าอยากให้ทุกคนผ่อนคลาย เ้าควรเงียบปากข้าแนะนำได้แค่นี้” เสียงของเขาเ็าจนฟางหลงต้องหยุดพูด
ฟางหลงถอนหายใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่ ข้าจะระวังคำพูดของข้ามากกว่านี้” ท่าทางของเขาเมื่อมองดูแล้วเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ทว่าหลังจากไม่เห็นแผ่นหลังนั้นแล้ว เสียงบ่นอุบอิบก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ชิ ทำเป็วางท่า ข้าก็แค่ถามไปอย่างนั้น คนเราทำไมถึงเ็าได้ขนาดนี้?”
พูดจบ ร่างสูงโปร่งก็นอนแผ่หลาทันที
ฟางหลงรู้สึกปวดตัวมากที่ต้องคอยเกร็งตัวอยู่บนแผ่นหลังผู้อื่น
ต่อจากนั้น การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความเงียบสงบที่กลับคืนมา หลังจากความเฮฮาของฟางหลงถูกดับไป ทุกคนในกลุ่มจึงเริ่มกลับมามองที่เป้าหมายของการเดินทางอีกครั้ง ใจของพวกเขาหนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า พวกเขาจะได้เป็ศิษย์ของสำนักศึกษาอย่างเต็มตัวเสียที
...
วันที่สามของการทดสอบ กลุ่มของฟางหลงและฟางจื่อเหลียนกลับมาถึงสำนักศึกษาอย่างปลอดภัย แน่นอนว่าพวกเขาย่อมสอบผ่านภารกิจ แม้ว่าจะยากลำบากไปบ้าง แต่ก็ไม่นับว่ามากมายอันใด
เย็นวันนั้น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอ่อน แสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าทำให้เงาของต้นไม้ยาวขึ้น
“จื่อเหลียน ถ้าท่านปู่รู้คงดีใจแน่ที่พวกเราได้เป็ศิษย์ของสำนักศึกษาอย่างเต็มตัว” ฟางหลงพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ฟางจื่อเหลียนยิ้มบางๆ
“อีกทั้งยังไม่ต้องใช้เส้นสายใดๆ อีกด้วย”
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบ แต่ในใจรู้สึกถึงความสุขที่ไม่อาจบรรยาย
ฟางหลงหันไปตบไหล่สหายที่นั่งอยู่ด้านข้างด้วยความดีใจ ทั้งสองนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่พร้อมกับแหงนหน้ามองดูดวงดาวที่เริ่มโผล่ออกมาให้เห็น แม้บรรยากาศแบบนี้จะดูคล้ายกับที่ตั้งตระกูลฟาง แต่ความรู้สึกที่ได้รับนั้นช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“จื่อเหลียน เ้าเคยคิดไหมว่าพวกเราจะมาถึงจุดนี้ได้?” ฟางหลงถามพลางมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง
ฟางจื่อเหลียนส่ายหัวเบาๆ “ข้ารู้แค่ว่าต่อจากนี้พวกเราจะต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อท่านปู่และตระกูลฟาง”
ฟางจื่อเหลียนกล่าวเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ ฟางหลงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ใช่แล้ว พวกเราจะต้องไม่ทำให้ท่านปู่ผิดหวัง”
จู่ๆ ฟางหลงก็ยิ้มกว้าง นอนแผ่หลาลงไปที่พื้น
“ข้ารู้ว่าพวกเราจะทำได้เสมอ จื่อเหลียน ขอบใจเ้าที่อยู่ข้างข้าตลอดมา”
ฟางจื่อเหลียนยิ้มตอบ “พวกเราเป็สหายกัน ข้าจะอยู่ข้างท่านตลอดไป…นายน้อย”
...
ภายในห้องกึ่งถ้ำอันหนาวเย็น
เสียงลมหายใจหนักหน่วงของชายหนุ่มเ้าของสถานที่สะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ เขานั่งขัดสมาธิบนพื้นหินเย็นเฉียบ ดวงตาปิดสนิท แต่จิตใจกลับกระจ่างแจ้งเหมือนกระจกใส หลังจากกลับจากภารกิจที่ยากลำบาก เฉินเมิ่งก็รีบทำการฝึกฝนตามปกติ หวังจะทะลวงด่านฌานที่ดูเหมือนจะถึงทางตันมานาน
อย่างไรก็ตาม วันนี้กลับไม่เหมือนวันอื่นๆ
เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในพลังของตน มันไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกที่แข็งแกร่งขึ้น แต่เป็การเชื่อมต่อที่ลึกซึ้งกับธรรมชาติและพลังภายในของเขาเอง
เฉินเมิ่งััได้ถึงการไหลเวียนของพลังที่สมดุลและราบรื่นขึ้น เมื่อเขาเปิดตาขึ้นมา เขาพบว่ารัศมีพลังของเขาเปล่งประกายออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“เป็ไปได้อย่างไร?”
เขาพึมพำกับตนเอง เสียงที่ออกมานั้นแฝงด้วยความประหลาดใจและความยินดี ชายหนุ่มใบหน้าเ็าที่มักจะไม่แสดงความรู้สึกใดๆ บนใบหน้า ยิ้มออกมาได้บ้างในวันนี้ เขารู้สึกถึงความสำเร็จเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ และมันทำให้เขามีความหวังใหม่ในการฝึกฝน เฉินเมิ่งลุกขึ้นยืน มองออกไปยังปากถ้ำที่มีแสงจันทร์ส่องเข้ามา ไม่รู้ว่าในจิตใจของเขานั้นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่