บทที่130
การสังหารหมู่ที่ตระกูลโม่
เรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้นภายในเมืองหลวงข่าวได้ถูกส่งรายงานไปถึงราชสำนักในช่วงยามเย็นผู้คนมากมายทำการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ตระกูลโม่
ในตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้คนภายในเมืองแห่งนี้กำลังวิตกกังวลกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น
เพียงแค่ในวันเดียวมีเรื่องราวต่างๆมากมายเกิดขึ้นมาไม่แปลกที่ผู้คนภายในเมืองหลวงแห่งนี้จะพาการแสดงความวิตกกังวลออกมา
บริเวณด้านในกองทัพ
ชิงมู่เดินทางเข้ามาพบท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองภายในห้องทำงาน
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่วันนี้นางต้องปะทะกับยอดฝีมือมากมายเสร็จเข้ามานั่งพักภายในห้องพักของตนเองนางนั่งอยู่บนที่นั่งแล้วก็เผลองีบหลับไปเล็กน้อย
ชิงมู่ก้าวเข้ามาภายในห้องแห่งนี้มองเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองนอนหลับอยู่บนที่นั่งเขาเองก็ไม่ประหลาดใจเลยที่ว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองจะอยู่ในสภาพเช่นนั้น
มันเป็นเพราะว่าไม่วันนี้เขานั้นเองก็เห็นกับตาว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของเขาทำการสู้รบยอดฝีมือมากขนาดใด
เมื่อเห็นนั่งอยู่ในท่าทางหลับหลายเช่นนั้นเขาเองก็ลังเลเล็กน้อยจนสุดท้ายตัดสินใจจะหันหลังแล้วก็เดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ในขณะที่มันกำลังหันหลังแล้วจะเดินออกไปเสียงของนางนางขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“ มีเรื่องอันใดจะมารายงาน? ”
เมื่อได้ยินเสียงอันไพเราะดังแว่วมาจากด้านหลังคนผู้นั้นผงะเท้าของตนเองอย่างรวดเร็วดวงตาของมันหันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจ
ไป๋เฟิ่งที่กำลังนั่งอยู่บนที่นั่งขยับร่างกายเล็กน้อยการหมุนหัวไหล่ของตนเองไปมาด้วยความเมื่อยล้า
“ ท่านแม่ทัพตื่นแล้วอย่างนั้นหรือขอรับ? ข้าคิดว่าท่านควรจะพักผ่อนอีกสักหน่อยข้าจะออกไปด้านนอก”
“ ไม่เป็นอะไรมีเรื่องอันใดก็รายงานออกมาถ้ารอฟังอยู่เจ้ามีเรื่องรีบร้อนมารายงานไม่ใช่หรือ?” นางเอ่ยถามออกมาพร้อมกับแสดงใบหน้าที่จริงจัง
อีกฝ่ายใช้ลวงตาจ้องมองมาที่ท่านแม่ทัพที่นั่งอยู่เบื้องหน้าและก็พยักหน้าตอบรับกลับไป
ชิงมู่ที่ในตอนแรกจะเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้ดึงร่างกายของตนเองกลับมาเดินตรงไปที่ท่านแม่ทัพที่นั่งอยู่เบื้องหน้าและก็เริ่มทำการเอ่ยรายงานด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง“แย่แล้วขอรับท่านแม่ทัพใหญ่ตอนนี้หลังจากที่พวกข้าเดินทางไปที่ตระกูลโม่ตามคำสั่งของท่านเพื่อที่จะนำตัวคนภายในตระกูลมา”
“ แต่เมื่อเดินทางเข้าไปพบเห็นว่าผู้คนภายในสถานที่แห่งนั้นโดนสังหารตายหมดแล้วขอรับ?”
มันรายงานออกมาด้วยใบหน้าที่จริงจัง
“ โดนสังหารตายหมดแล้ว~ ” ไป๋เฟิ่งนางกลับตอบรับด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
“ เหตุใดท่านถึงดูไม่ประหลาดใจเลยล่ะขอรับท่านแม่ทัพใจในครั้งนี้พวกมันโดนสังหารตายหมดทั้งตระกูล”ชิงมู่รู้สึกประหลาดใจกับท่าทางที่ไม่ประหลาดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นของท่านแม่ทัพที่อยู่เบื้องหน้า
“ เรื่องนี้คาดเดาได้ไม่ยากหรอกอันที่จริงถ้าเอ็งก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่ามีโอกาสที่คนพวกนั้นจะโดนสังหารตาย”
“ หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ? ”
“ ลองคิดดูแล้วตัวหมากบนกระดานหมากที่ไม่จำเป็นและกำลังจะเป็นภัยกับตนเองเจ้าคิดว่าควรจะทำอย่างไร”
“ เรื่องนั้น.. ”
“ กำจัดทิ้ง!! นั่นคือสิ่งที่คนพวกนั้นทำตระกูลโม่บางทีอาจจะเป็นเพียงแค่หมากตัวนึงของคนที่อยู่สูงกว่านั้นก็ได้”
“ ในครั้งนี้พวกมันโดนสังหารตายทั้งตระกูลมันเองก็กลายเป็นสิ่งที่ตัดปัญหาแล้วก็ตัดสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายกับพวกมันออกไปถ้าพอจะคาดเดาได้ตั้งแต่ในตอนแรกแล้วว่าบางทีพวกมันอาจจะลงมือทำเช่นนี้ ”ไป๋เฟิ่งกล่าว
“ ในเมื่อท่านแม่ทัพสามารถคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ตั้งแต่แรกเหตุใดถึงไม่ส่งคนภายในกองทัพไปคุ้มกันละขอรับคนของตระกูลโม่บางทีอาจจะเป็นเบาะแสสำคัญให้กับพวกเราที่สามารถตามตัวคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้” ชิงมู่กล่าวถึงในสิ่งที่ตนเองนะสงสัยเกี่ยวกับการกระทำของท่านแม่ทัพที่อยู่เบื้องหน้า
ไป๋เฟิ่งลุกขึ้นมาจากที่นั่งของตนเองแล้วกล่าวว่า“ไม่หรอกไม่จำเป็นจะต้องสืบหาแล้วการที่ข้าปล่อยให้มันสั่งหารกันเองเช่นนี้มันเองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้านั้นยืนยันได้แล้วว่าเป็นผู้ใด”
“ หมายความว่าอย่างไรอย่างนั้นหรือขอรับ? ” ตอนนี้กล่าวได้เลยว่าคนพรุ่งนี้ไม่สามารถตามความคิดของท่านแม่ทัพของตนเองที่อยู่เบื้องหน้าได้ทัน
“ โม่เหยียนถึงขุนนางขั้นที่สอง คนผู้นั้นมีอำนาจภายในราชสำนักพอสมควรคนธรรมดาทั่วไปที่ใดจะสามารถสังหารขุนนางผู้นั้นได้โดยที่ไม่ลังเลเช่นนี้ ”
“ การที่คนผู้นั้นสามารถสังหารหมู่ตระกูลโม่ได้อย่างไม่ลังเลแล้วไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อยก็แสดงว่าเป็นคนที่มีอำนาจมากกว่านั้นแล้วคนที่มีอำนาจมากขนาดนั้นและมีความคิดว่าอยากจะปั่นป่วนภายในเมืองหลวงมีสักกี่คนกัน” นางวิเคราะห์ออกมาอย่างฉลาดเฉลียวดวงตามองตรงไปที่บุรุษที่อยู่บริเวณด้านหน้าแล้วก็เอ่ยถามคำตอบ
“ อย่าบอกนะขอรับท่านหมายถึงเสนาบดีจาง ”ชิงมู่การแสดงใบหน้าออกมาราวกับว่าตัวของมันนึกออกเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ ถ้าไม่ใช่คนผู้นั้นก็คงไม่มีผู้ใดกล้าทำเรื่องราวที่ใหญ่โตเช่นนี้อีกแล้วแต่ว่าตัวของเจ้าเองก็ควรจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับเช่นเดียวกันเหตุการณ์เช่นนี้ถ้ายังไม่อยากพูดออกไปเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะว่าคนพวกนั้นกำจัดหลักฐานเสียหมดจบคงจะทำอันใดไม่ได้”
“ เข้าใจแล้วขอรับ!!! ”
เกี่ยวกับอำนาจภายในราชสำนักแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจมองถึงคุณน่ะอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ภายในราชสำนัก โดยขุนนางลำดับที่ 1 ภายในราชสำนักนั่นก็คือพระมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายไป๋ส่วนขุนนางอันดับที่ 2 ภายในราชสำนักก็เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาจาง
ทั้งสองถือได้ว่าเป็นขุนนางอันดับที่1 และอันดับที่ 2 ภายในราชสำนักรวมเป็น1 เป็นขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดภายในราชสำนักด้วยเช่นเดียวกัน
พวกเขาเลยกลายเป็นขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ภายในราชสำนักและแบ่งออกเป็น2 ฝ่าย
ถ้ามองถึงเหตุการณ์ที่วุ่นวายในตอนนี้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมองดูก็รู้ได้ในทันทีเลยว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ตั้งใจจะให้เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะลดทอนความเชื่อถือภายในกองทัพอย่างแน่นอน
เสนาบดีจางตัวของมันเองก็พยายามลดทอนอำนาจของตระกูลไป๋อยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะให้มันมีอำนาจมากยิ่งขึ้น
ในครั้งนี้บางทีมันเองก็อาจจะใช้อีกฝ่ายนั้นเป็นตัวหมากในการเดินแผนการด้วยเช่นเดียวกัน
นั่นคือความคิดที่ปรากฏอยู่ภายในหัวของนางและนางเองก็พอจะคิดรวมไปถึงสถานออกมาได้ว่าความจริงนั้นน่าจะเป็นเช่นนี้
…
ในวันถัดมาหลังจากเมื่อวานมีเหตุการณ์อันวุ่นวายเกิดขึ้น
ภายในราชสำนักนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายเหตุการณ์การสังหารหมู่ตระกูลโม่กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าผู้คนมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้รวมไปถึงคดีความเกี่ยวกับคดีการลักพาตัวเด็กนั้นก็โดนเชื่อมโยงไปถึงตระกูลโม่
ครั้งนี้ทำให้เหล่าขุนนางภายในราชสำนักต่างพากันหนักใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตัวของพวกมันนั้นแทบจะโดนกดดันจากทุกฝ่าย
ในตอนนี้เหล่าผู้คนภายในเมืองหลวงต่างพากันอยากจะได้คำตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
วันนี้มีการประชุมขนาดใหญ่ภายในราชสำนักเกิดขึ้นมาในทันทีโดยมีการเรียกรวมประชุมภายในท้องพระโรงเพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แม่ทัพใหญ่ไป๋เข้าไปชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้หลังจากที่ชี้แจงจนเสร็จเรียบร้อยการประชุมภายในราชสำนักก็ได้จบลง
เกี่ยวกับคดีการลักพาตัวเด็กโดยสรุปเรียบร้อยแล้วว่าเกี่ยวกับคดีความในครั้งนี้เป็นฝีมือของตระกูลโม่
ส่วนเรื่องการสังหารตระกูลโม่ในตอนนี้ยังเป็นปริศนาและไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรรวมไปถึงว่าผู้ใดที่เป็นคนกระทำเกี่ยวกับเรื่องราวเช่นนี้
…
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่ประชุมภายในท้องพระโรงเรียนเสร็จนางได้เดินทางออกมาบริเวณนอกวังหลวงเพื่อที่จะเดินทางไปที่ตระกูลโม่เพื่อที่จะไปดูเกี่ยวกับสถานที่ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
หลังจากที่เดินทางไปถึงสถานที่แห่งนั้นตรวจสอบภายในสถานที่จนเสร็จก็ได้เดินทางออกมา
เมื่อเดินทางออกมาจากจวนตระกูลโม่เป็นช่วงประมาณยามบ่ายของวันเมื่อเดินทางออกมานั้นก็พบเจอลู่หยางกำลังยืนรออยู่เบื้องหน้า
ภายในบริเวณนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่มาดูเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไป๋เฟิ่งที่ก้าวเท้าออกมาจากภายในนั้นมองเข้าไปในฝูงคนก็พบเจอกับลู่หยางเพียงแค่มองเห็นเพียงแค่ผ่านสายตานางก็จำเค้าได้เลยทันที
หลังจากที่ทั้งสองได้พบกันดวงตาจ้องมองดวงตาท่ามกลางคนมากมาย
….
ร้านอาหารที่ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำบริเวณใจกลางเมืองเป็นร้านอาหารที่พวกเขาทั้งสองนั้นมาทานกันในครั้งแรกที่พบเจอกันอีกครั้ง
สายธาราไหลผ่านตัดใจกลางเมืองกำแพงทอดยาวข้ามไปร้านอาหารที่ตั้งอยู่บริเวณข้างๆทัศนียภาพและบรรยากาศกำลังดีสายลมพัดผ่านหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีนั่งลงบนโต๊ะอาหารพร้อมกับบริเวณด้านหน้าที่มีอาหารมากมายถูกวางเรียงรายและกำลังส่งกลิ่นหอม
“ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมาดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วย.. ”ไป๋เฟิ่งนางเป็นผู้ที่เปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน
ลู่หยางได้ยินนางเป็นคนที่พูดขึ้นมาเขาเองก็เริ่มรู้สึกว่าสตรีผู้นี้เปลี่ยนไปบ้างแล้วในตอนแรกนางและให้เขาเป็นฝ่ายที่ชวนคุยแต่ในครั้งนี้นางเป็นฝ่ายที่เริ่มพูดขึ้นมาก่อน
เขายกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากเล็กน้อยยกมือขึ้นมาเท้าบริเวณคางใช้ดวงตาจ้องมองไปที่นางอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าวขึ้นอย่างเย้าหยอก“ ข้าไม่ได้มาดูพวกนั้นสักหน่อยแต่ว่าข้ามาก็เพราะว่าคิดว่าเจ้าจะอยู่ภายในสถานที่แห่งนั้นก็เลยมาหา…”
นางใช้ดวงตามองตรงกับมาที่เขาด้วยแววตาที่ปรากฏความรู้สึกมากขึ้น
จบบท