บทที่ 4 : กลับบ้าน
กว่าผู้บุกรุกจะออกไปจากความฝันแซมต้องเล่นซ้ำถึงสามรอบ
เมื่อได้กลับมาอยู่ในจิตใต้สำนึกอีกครั้งแซมก็แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอย่างชัดเจนภายในจิตใต้สำนึกนอกจากโต๊ะเก้าอี้และแก้วชานมไข่มุกแล้วก็ถูกเพิ่มแอปเปิลหั่นขึ้นมาอีกอย่างให้แซมกัดแทะระบายอารมณ์
“เ้านั่นสงสัยอะไรกัน ทั้งที่มันก็ไม่มีอะไรเลยแท้ๆ”แซมพูดอย่างไม่เข้าใจ เขาเองก็สังเกตเห็นแววตาของตำรวจคนนั้นเหมือนกันเหมือนอีกฝ่ายจะจับอะไรได้สักอย่าง
แต่มันไม่มีอะไรให้จับพิรุธนี่นา หรือแค่แกล้งทำ?
“ก็ไม่แน่หรอก” ลูซีฟยกมือขึ้นแตะขมับด้วยความเคยชิน “ท่าทางของนายที่แสดงเป็ชั้นตอนลุกขึ้นเดินเหมือนกันจริงๆไม่มีอะไรเลย... แต่คนาเ็เขาเดินแบบผมกันหรือเปล่า เดินเหมือนคนไม่าเ็กระทั่งสีหน้ายังนิ่งสนิท แสดงออกว่าเจ็บแค่ตอนล้ม”
“ก็ตอนนั้นนายไม่ได้เ็ปนี่” แซมแสดงสมจริงไม่เจ็บจะให้แสดงว่าเจ็บก็ต้องบอกกันล่วงหน้า
“ใช่ ก็ผมไม่เจ็บนี่นาแต่แผลมันก็ของจริงผมคิดว่าเขาคงถามหมอแล้ว”
“งั้นเขาสงสัยอะไร”
“อันนี้แค่การคาดเดาของผม คิดว่าเขาคงเข้าใจว่าร่างกายของผมถูกควบคุมหลังจากฆาตกรเขียนวงเวทแปลกๆนั่นเพื่อให้ทำการฆ่าตัวตายมั้ง ก็เขาได้มีดที่เป็หลักฐานว่ามีลายนิ้วมือผมไปนี่นา”
เื่สร้างหลักฐานเท็จไม่ใช่แค่ให้เขาจับเอง ยังมีวิธีอื่นอยู่อีกเป็ทริกฆาตกรรมที่หาอ่านได้จากหนังสือการ์ตูนนักสืบด้วย แต่ที่โลกนี่คงไม่พบคดีอะไรมากนักแล้วยังมีพลังพิเศษเข้ามาเกี่ยวข้อง มีสิทธิ์เข้าใจผิดสูงทีเดียว
แซมโคลงหัวไปมา “อ้อ คงเข้าใจว่าฆาตกรมีพลังพิเศษรูปแบบหนึ่งเหมือนกันสินะ”
“น่าจะอย่างนั้น... จากนี้พวกเขาคงเพ่งเป้าไปที่คนที่มีพลังการควบคุมร่างกายมนุษย์เหอะๆ แบบนี้จะถือว่าเป็การบิดเบือนหลักฐานหรือเปล่า”
ลูซีฟไม่รู้ว่าฆาตกรตัวจริงมีพลังอย่างนี้ไหมแต่ถ้าไม่มีก็จะให้การสืบสวนล่าช้าลงไปอีกเพราะการแสดงของพวกเขาเองหากเป็อย่างนั้นจริงแล้วมีเหยื่อเพิ่มเขาคงรู้สึกผิดน่าดู
“สนใจทำไมลูซ ถ้าสืบหาผิดพลาดหรือล่าช้าก็เป็ความผิดของเขาเองที่ตีความไปแบบนั้นไม่ใช่ความผิดนายสักหน่อย”
“ก็จริง ผมควรห่วงตัวเองก่อนดีกว่า”
“ใช่ ควรห่วงว่าฆาตกรจะกลับมาฆ่านายซ้ำเพราะนายเป็เหยื่อสังเวยที่ยังไม่ตายเดี๋ยวมันก็กลับมาวันสองวันนี้แหละ เตรียมตัวไส้ไหลไว้เลย”
“ขอบใจที่เตือนแซม ช่วยให้สบายใจขึ้นเยอะเลย!” ลูซีฟถลึงตาใส่ร่างจำแลงพลังของเขา
เื่นี้เขาก็รู้ว่าฆาตกรมันต้องมา แต่ไอ้เตรียมไส้ไหลไว้นี่คืออะไร
ปากไม่เป็มงคลเลย
“เอาน่า เดี๋ยวนายก็ได้เรียนรู้การใช้พลังของตัวเองแล้วถึงตอนนั้นการจะรับมือกับฆาตกรก็ไม่ยากหรอก” แซมยิ้มแล้วไหวไหล่ “ตอนนี้ก็กลับไปพักผ่อนได้แล้วล่ะพรุ่งนี้ก็เตรียมออกจากโรงพยาบาลแล้ว”
“จะกลับไปยังไง?”
“แค่นึกถึงสถานที่ที่ร่างกายอยู่ถ้านึกไม่ออกก็คิดถึงประตูก็ได้”
“แล้วถ้าจะกลับเข้ามา”
“ใช้วิธีเดียวกัน”
“หากจะติดต่อกับนายล่ะ”
“เราโทรจิตหากันได้อยู่แล้ว... มีอะไรจะถามอีกไหม?” แซมมองหน้าของลูซีฟเขาไม่รำคาญที่จะตอบคำถามเพราะอีกฝ่ายเป็เ้าของเขาเอง แต่ถ้ามีอะไรสงสัยแล้วเขาตอบได้ก็จะไขข้อข้องใจให้หมดทีเดียว
ลูซีฟยิ้มแล้วส่ายหน้าก่อนจะหายตัวไปจากตรงนั้นเขากลับออกไปข้างนอกแล้ว
ภายในจิตใต้สำนึกที่เหลือแซมอยู่เพียงลำพังชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่งแล้วพ่นลมหายใจยาว ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายนาฬิกาพกโบราณขึ้นมาเขาเปิดผาเพื่อมองหน้าปัดนาฬิกาครู่หนึ่ง
คลิก...
เข็มนาฬิกาขยับแล้ว
และเป็ขยับไปทางซ้าย หมุนทวนทิศอีก
“ตอนลูซอยู่นายไม่เดินแต่พอเขาออกไปก็กลับมาเดินอีกครั้ง จะแกล้งตายตอนเขาอยู่ทำไมกัน” แซมปิดฝาแล้วจับสายเหวี่ยงนาฬิกาเป็วงกลมอย่างเพลิดเพลินนาฬิกาเรือนนั้นไม่ได้มีเสียงตอนนอกจากเสียงเข็มขยับทุกนาที “เอาเถอะ จะแกล้งตายก็ไม่เป็ไรยังไงฉันกับนายก็เป็หนึ่งเดียวกัน... เป็พลังของลูซ”
เพื่อจะสนับสนุนผู้เป็นายแม้จะถูกแบ่งเป็สองก็ไม่มีปัญหา
แซมเงยหน้าขึ้นมองความมืดมิดเบื้องบนอย่างคาดหวังรอคอยและเสียงนาฬิกาก็ดังสะท้อนกลางความมืดอย่างสงบ
ลูซีฟลืมตาขึ้นมาช้าๆกะพริบตาครู่หนึ่งก็หันไปมองนอกหน้าต่าง เวลารุ่งเช้าแต่มองไม่เห็นแสงอาทิตย์ขึ้นช่างทำให้คนหมดกำลังใจหมอกมลพิษบดบังทัศนียภาพของเมืองย้อนยุคคลาสสิกไปหมดสิ้น
ลูซีฟลุกจากต่างขยับร่างกายไปมาเพื่อทดสอบว่ายังมีส่วนไหนรู้สึกไม่สบายตัวหรือไม่เมื่อไม่มีอะไรผิดปกติกับร่างกายแม้แต่ความรู้สึกเ็ปจากาแสักนิดก็ไม่มี ลูซีฟก็เปลี่ยนชุดของตัวเองที่เมื่อวานอลันและมาร์ชเอามาให้
รอจนกระทั่งถึงเวลาที่พยาบาลเดินตรวจลูซีฟก็ออกจากห้องไปติดต่อขอออกจากโรงพยาบาลค่าใช้จ่ายและค่ายารวมกันแล้วก็ห้าปอนด์สามซิล น้ำตาลูซีฟแทบไหลเงินที่อลันให้มามีเจ็ดปอนด์เกือบหมดในครั้งเดียว
เมื่อเขาเดินออกจากโรงพยาบาลก็พบกับพ่อและน้องชายที่เข้ามาพอดีทั้งสามจึงเดินกลับบ้านพร้อมกัน
ระหว่างทางก็แวะซื้อขนมปัง เนื้อแกะ ถั่ว มันฝรั่งและเครื่องปรุงอีกนิดหน่อยกลับบ้านอลันเห็นว่าลูซีฟเพิ่งหายจากการาเ็ก็ควรกินอาหารบำรุงให้มากหน่อยระหว่างทางพบคนรู้จักก็ทักทายสองสามคำแล้วก็ออกมา ไม่ได้พูดคุยนานนัก
ห้องเช่าที่ถูกเรียกว่าบ้านนี้มีขนาดไม่น่าจะเกินสี่สิบห้าตารางเมตรมีสองห้องนอน มีห้องครัวและห้องน้ำในตัว ถึงจะดูเทียบเท่าได้กับคอนโดมิเนียมหรูสักแห่งแต่เฟอร์นิเจอร์ก็ไม่ได้อะไรมากนัก
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ห้องเช่านี้มีให้เพียงเตียงนอนสองชั้นให้สองห้องโต๊ะหนังสือในห้องแต่ละห้อง ตู้เสื้อผ้า โซฟายาวหนึ่งตัว และโต๊ะอาหารสี่เก้าอี้ค่าน้ำประปาและค่าแก๊สจ่ายแยกจากค่าห้องต่างหาก แต่ราคาเช่าก็สมกับเงินที่จ่ายต่อสัปดาห์แสงสว่างภายในบ้านใช้ตะเกียงแก๊ส ความสว่างนั้นไม่เทียบเท่าหลอดไฟแต่ก็พอถูไถได้อยู่
น่าเสียดายจริงๆ ที่พลังงานไฟฟ้ายังไม่มีใช้ในยุคนี้
คนทำอาหารในบ้านปกติเป็ลูซีฟสลับกับมาร์ชขึ้นอยู่กับว่าใครกลับมาบ้านก่อน แต่ในวันนี้เป็วันหยุดของทั้งสามคน อลันและมาร์ชไม่มีทางให้คนเจ็บมายืนนานๆหน้าเตาแก๊สแน่
แต่รสชาติอาหารที่ติดไปทางจืดไม่ถูกปากของคนที่เกิดในประเทศซึ่งเครื่องปรุงในอาหารมีรสจัดมาตลอดเขาคงทนไม่ได้ที่จะกินอาหารที่ทั้งจืดและเลี่ยนติดต่อกันหลายมื้อไม่ว่ายังไงก็ต้องทำอาหารเอง
ในระหว่างที่ต้องบำรุงร่างกายคงกินอะไรที่มีไขมันไม่ได้ลูซีฟจึงทำอาหารแบบต้มและลวกแทน ปรับความจัดจ้านในแบบที่ชอบลงครึ่งหนึ่งเพื่อไม่ให้ไปทำร้ายกระเพาะของคนที่เพิ่งเคยกินอาหารรสจัดกว่าปกติ
ไม่อย่างนั้นอาจได้มีนั่งแสบท้องกันทั้งวัน
มื้ออาหารที่ลูซีฟทำนั้นช่างตื่นตาตื่นใจ ถึงสำหรับพ่อครัวรสชาติติดจะจืดไปบ้างแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้พ่อหรือน้องชายทำเพราะนั่นคือจืดสนิทใกล้เคียงกับดื่มน้ำเปล่าเลยล่ะ
สำหรับฝีมือทำอาหารที่อยู่ดีๆ ก็สูงส่งพรวดพราดของลูซีฟต่อให้พ่อและน้องชายสงสัยขนาดไหนเขาก็ไม่ยอมบอกพูดว่าเป็ความลับกับคนสอน เอาไปบอกไม่ได้ผิดสัญญา
สัญญากับใครก็ไม่รู้ ถูกเชือดคอไปครั้งหนึ่งก็ลืมไปแล้ว
ลูซีฟยิ้มแอบไขว้นิ้วข้างหลัง
เมื่อมีเวลานั่งอยู่บ้านว่างๆมาร์ชนั่งอ่านหนังสือเรียน อลันนั่งอ่านหนังสือพิมพ์
หากมีเวลาว่างอลันจะอ่านหนังสือพิมพ์ไม่ก็วารสารอยู่เสมอถึงการอ่านหนังสือเหล่านี้จะเพิ่มความรู้เฉพาะให้ไม่ได้แต่ความรู้รอบตัวของเขาแน่นมาก
ลูซีฟไม่ได้ไปนั่งอ่านร่วมกับคนอื่นๆ ยืนล้างจานและเตรียมวัตถุดิบไว้เพื่อทำอาหารในมื้อเย็นส่วนมื้อกลางวันเป็ขนมปังกับซุปง่ายๆ ที่จะเอาออกไปกินข้างนอกบ้าน
ทั้งสองคนจะไปที่โบถส์ขององค์เทพทั้งสิบเพื่อสวดภาวนาและขอให้พระองค์คุ้มครองที่จริงพวกเขาจะไปที่โบถส์เดือนละครั้ง่ต้นเดือน แต่เพราะว่าเกิดเหตุกับลูซีฟกะทันหันพวกเขาจึงเปลี่ยนไปวันนี้ที่หยุดพร้อมกันแทน
แต่ลูซีฟอ้างว่าปวดคอเลยไม่ได้ไป และเขาก็ไม่ได้นับถือองค์เทพทั้งสิบนั่นด้วยสวดภาวนาเฉยๆ ตามความทรงจำเ้าของร่างเดิมก็พอได้แต่ถ้าให้เคารพด้วยใจยังต้องอาศัยเวลา
ต้องอธิบายก่อนว่าที่นี่ไม่ได้มีศาสนาเหมือนกันที่โลกของเขาแต่เป็การนับถือเทพเ้า
ที่นับถือกันอย่างแพร่หลายคือองค์เทพทั้งสิบแห่งวิหารอนันต์รองลงมาคือเทพจักรกลที่เพิ่งถือกำเนิดในยุคที่พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จและสุดท้ายเทพโลกาที่เหล่าเกษตรกรนับถือกันมากที่สุด
มีนับถือเทพอื่นนอกจากนี้อีก แต่ถ้าให้อธิบายก็จะยืดยาว
ทั้งครอบครัวฮิลเกรมนับถือองค์เทพทั้งสิบแต่ยังไม่นับว่าเคร่งศาสนาบูชาเป็ชีวิตจิตใจจนต้องไปฟังเทศนาและสวดภาวนาต่อองค์เทพทุกวัน
จะว่าไปแล้วเื่องค์เทพทั้งสิบเหมือนจะไม่ค่อยชัดเจนในความทรงจำเท่าไหร่รู้แค่ว่าสัญลักษณ์แทนองค์เทพเ่าั้มันเหมือน... หน้าปัดนาฬิกา มีเส้นขีดคล้ายแท่งศิลาแทนที่ตำแหน่งตัวเลขซ้อนทับวงกลมเรียงลำดับจากหนึ่งถึงสิบเอ็ดตามเข็มนาฬิกา
แต่ไม่มีศิลาในช่องเลขสิบสอง
ดูไปแล้วก็ประหลาดดีแต่สัญลักษณ์นี้เป็ตัวแทนของเทพเขาวิจารณ์มาคงไม่ดี อย่างไรก็มาอยู่ที่โลกอื่นควรให้ความเคารพผู้ปกครองสถานที่บ้าง
ลูซีฟที่มีเวลาว่างตลอดทั้งบ่ายก็เข้าห้องไปทำเหมือนพักผ่อนแต่ความจริงคือเข้าไปยังจิตใต้สำนึกเพื่อพูดคุยกับแซม
ซึ่งตอนนี้เ้าพลังมีรูปร่างของเขากำลังนอนเท้าแขนข้างหนึ่งส่วนมืออีกข้างก็เกาบั้นท้ายด้วยท่าทางสุดจะซกมกและี้เี ลูซีฟคิ้วกระตุกทันที
ช่วยอย่าเอาร่างกายของเขามาทำท่าทางทุเรศแบบนี้ได้ไหมเ้าบ้านี่
“อ้าว กลับมาเจอกันไวจังนะลูซ” แซมมองเขาอย่างประหลาดใจนึกว่าจะรอไปอีกสักสองสามวันเสียอีก
“อืม แล้วก็ช่วยอย่าทำท่าทางแบบนั้นได้ไหมแซมดูซกมกเป็บ้าเลย ต่อให้เป็ร่างเก่าของผมก็ไม่มีทางทำท่าแบบนั้นแน่ๆ”อย่างน้อยมันต้องใช้ไม้เกาหลัง ไม่มีทางใช้มือตรงๆ หรอกนะ
“ช่วยไม่ได้ ก็คนมันว่างมากนี่”
“...”
ถึงจะว่างแค่ไหนก็ไม่ควรเกาตูดเล่นไหมล่ะ
ลูซีฟอยากจะพูดอยากนั้นอยู่หรอก แต่ไม่อยากจะต่อประเด็นเื่นี้มากนักเขามีความสนใจในหัวข้ออื่นมากกว่า
“นายจะสอนเื่พลังให้ผมใช่ไหม” ลูซีฟถามเพราะเคยเข้ามาในจิตใต้สำนึกจึงพอคุ้นเคยวิธีใช้งาน เขาใช้จินตนาการของตัวเองสร้างโซฟาขึ้นมานั่งเองได้โดยไม่ต้องพึ่งแซม
“ก่อนจะข้ามไปวิธีใช้ นายรู้จักพลังตัวเองแล้วเหรอลูซ”แซมลุกขึ้นนั่งแล้วมองคนที่ข้ามขั้นตอนไปไกล
พลังตัวเองมีอะไรก็ไม่ถาม จะเอาวิธีใช้เลยได้ที่ไหน
“ยังไงนายก็ต้องอธิบายอยู่แล้วผมถามวิธีใช้เลยมันผิดตรงไหนล่ะ” ลูซีฟมองไม่เห็นความผิดปกติสักนิด แต่ถ้าแซมไม่อธิบายเดี๋ยวเขาก็ทักท้วงเองนั่นแหละ
แซมเหลือบตามองลูซีฟครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างเอือมระอาสุดๆ
“อย่างแรกที่ควรรู้เกี่ยวกับพลังของนายก็คือมีพลังอยู่สามประเภท”แซมดีดนิ้วปรากฎเป็กรอบข้อความสามกรอบ “หนึ่งคือกายภาพ สองคือพลังเวทมนต์สามคือพลังิญญา”
ข้อดีของการมาจากโลกที่เทคโนโลยีล้ำหน้าคือเมื่อ้าอธิบายหรือนำเสนอข้อมูลจะมีรูปแบบแผนผังพื้นฐานที่เข้าใจง่ายให้ใช้ยิ่งในจิตใต้สำนึกที่สร้างได้ทุกอย่างในจินตนาการยิ่งง่ายเข้าไปอีก จะทำให้เหมือนเกมออนไลน์ก็ยังได้
กดลงไปที่กรอบข้อความก็จะมีคำอธิบายขยายขึ้นมาอีกกรอบโคตรเจ๋ง
“และนี่เป็ประเภทของพลังพิเศษในโลกนี้ด้วย ส่วนแต่ละประเภทจะแตกย่อยออกเป็ชนิดของพลังอีก”
“เดี๋ยวก่อน” ลูซีฟยกมือขึ้นขัด
“อะไรเหรอ?”
“นายรู้เื่พลังพิเศษสามประเภทนั่นได้ยังไงน่ะ ขนาดผมยังไม่รู้”เป็พลังของเขาแท้ๆ จะมารู้เกินขอบเขตกันไม่ได้สิ
“เพราะฉันเป็พลังไงล่ะ” แซมเลิกคิ้ว “ไว้นายใช้พลังได้เมื่อไรก็รู้ไปทั่วเหมือนกันนั่นแหละ”
“...”
“ตอนนี้นายใช้ได้แค่ประเภทกายภาพ ชนิดฟื้นฟูร่างกายเรียกกันเป็สายพลังนะเพื่อความถูกต้อง การพัฒนาพลังและความเร็วในการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งในการถูกทำร้ายยิ่งถูกทำร้ายมากเท่าไหร่ ยิ่งาแรุนแรงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งฟื้นฟูไวขึ้นเท่านั้นตัดคอขาดก็ยังฟื้นฟูได้ด้วยนะ”
“ทำไมเสียงนายฟังดูสนุกสนานจังแซม”
“นายคิดไปเองลูซ”
“...”
ไม่ๆ ไม่ได้คิดไปเองแหง
นายยิ้มอยู่ชัดๆ รอยยิ้มดูโรคจิตอย่างไม่น่าให้อภัยด้วย
ลูซีฟมองเขม่นพลังของเขา ก่อนจะคิดทบทวนคำอธิบายเมื่อครู่อย่างจริงจัง
“นายบอกว่าตอนนี้ใช้ได้แค่ประเภทกายภาพงั้นสินะ แถมยังเป็แบบไม่ต้องเรียกใช้ด้วยเป็รู้แบบฟื้นฟูตัวเองอัตโนมัติ... แล้วอีกสองประเภทล่ะทำไมผมถึงใช้ไม่ได้”
แถมเป็ประเภทที่น่าสนใจด้วย เวทมนต์กับพลังิญญาเชียวนะ
มันต้องมีสักครั้งในชีวิตแหละที่อยากลองร่ายคาถาเสกลูกไฟได้กับเห็นผีแบบเต็มๆตาสักครั้ง ในเมื่อมีโอกาสได้ใช้แล้วแต่ใช้ไม่ได้ก็น่าเสียดายแย่น่ะสิ
แซมยกมือเกาท้ายทอยแล้วตอบ “แค่ยังใช้ไม่ได้เพราะยังไม่มีการกระตุ้นที่ถูกต้องต่อร่างกาย ส่วนจะกระตุ้นได้แบบไหนคงต้องแล้วแต่โชคของนายเอง”
“อาศัยโชคสินะ ต้องใช้โชคดีหรือโชคร้ายล่ะ” ลูซีฟเหลือบตามอง
สำหรับเขาคำว่าโชคตอนนี้เอนเอียงไปในทางที่ไม่ดีอย่างมากถ้าอาศัยความโชคดี คิดว่าคงอีกหลายปีกว่าจะกระตุ้นพลังที่เหลือได้
แล้วแบบนี้จะหาทางกลับโลกเดิมได้เหรอนั่น
แซมยิ้มอย่างเป็ปริศนา คำพูดที่ออกจากปากเขาก็ทำให้ลูซีฟหนาวสั่นด้วยความหวาดหวั่นใจ
“ไม่ว่าจะโชคดีหรือโชคร้ายนายก็ต้องพึ่งมันเท่านั้นล่ะลูซ”