(จบ) ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย

    ตอนที่ 57 เกิดเป็นคน จะอกตัญญูอย่างนี้ไม่ได้

    ตอนที่ 57 เกิดเป็นคน จะอกตัญญูอย่างนี้ไม่ได้

     

            คนแบบไหนที่อยากจะมาอยู่ในชนบทแทนที่จะอยู่อย่างสะดวกสบายในเมืองหลวงกัน?


            นี่ไม่ใช่สังคมยุคปัจจุบันที่จะต้องการชีวิตอันงดงามในชนบทอะไรทำนองนั้น นี่คือสมัยโบราณ ยิ่งไกลปืนเที่ยง ความปลอดภัยสงบสุขก็ยิ่งแย่ลง ดังถ้อยคำที่ว่า “ภูผานทีอันข้นแค้นกันดารหล่อเลี้ยงพวกไร้อารยะ”

     

            กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใด ฮูหยินโจวผู้นี้ก็น่าสงสัย

     

            แต่จะเข้าถึงตัวนางได้อย่างไร?


            นี่เป็นคำถามที่ไป๋เพ่ยเพ่ยต้องขบคิด


            หลังจากรักษาตัวอยู่ระยะหนึ่ง ในที่สุดเซี่ยต้ายาก็สามารถลุกขึ้นได้เดินได้ด้วยตัวเอง เด็กสาวไม่จำเป็นต้องนอนนิ่งอยู่บนเตียงหรือเก้าอี้อีก ทั้งยังไม่ต้องให้ไป๋เพ่ยเพ่ยช่วยพาไปไหนมาไหนอีกแล้ว


            แม้ว่านางจะยังทำงานที่หนัก ๆ ไม่ได้ แต่การยื่นมือเข้าไปช่วยเซี่ยเหมียวเหมียว ผู้เป็นน้องสาวทำกับข้าวกับปลานั้นย่อมไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน

     

            ถือโอกาสในช่วงที่การกสิกรรมยังไม่ยุ่งมากนัก ชายผู้มีชื่อเล่นว่า ‘เซี่ยเหล่าเอ้อร์’ หรือชื่อจริง เซี่ยโฮวเต๋อ จึงพาเซี่ยหมิงหนานลูกชายคนโตของเขา ไปทำความสะอาดห้องใต้ดิน เพื่อให้ยุ้งฉางมีพื้นที่มากขึ้นสักหน่อย มันสำปะหลังทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาแต่ยังไม่มีเวลาจัดการล้วนกองรวมไว้ที่นี่


            ส่วนมันสำปะหลังที่ตากแดดแห้งดีแล้วพวกนั้นถูกกองรวมไว้ในห้องของไป๋เพ่ยเพ่ย

     

            ไม่ใช่ว่าไป๋เพ่ยเพ่ยต้องการรวมไว้ที่ตัวเอง แต่นี่เป็นประเพณีดั้งเดิมที่ยึดถือกันมา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นขโมยอาหาร โดยปกติแล้วยุ้งฉางมักถูกสร้างไว้ในห้องของชายหญิงผู้เป็นเจ้าของบ้าน


            ซึ่งจะอยู่ด้านหลังเตียงพอดี หากมีการเคลื่อนไหวใดแม้เพียงเล็กน้อยก็จะได้ยินทันที

     

            นอกจากยุ้งฉางแล้ว ทางเข้าห้องใต้ดินยังตั้งอยู่ในห้องของเจ้าของบ้าน โดยมีไม้กระดานขนาดใหญ่ปิดทับไว้ตรงมุมผนัง


            ถัดจากนั้นไปก็มีตู้ขนาดใหญ่สองตู้อยู่ข้าง ๆ อันเป็นที่เก็บพืชพันธุ์ธัญญาหารสำหรับการบริโภคประจำวัน

     

            ไป๋เพ่ยเพ่ย “...”

     

            วิธีการป้องกันขโมยเช่นนี้ แท้จริงแล้วมีไว้เพื่อป้องกันขโมยในบ้านหรือขโมยนอกบ้านกันแน่?

     

            กอปรกับตอนนี้มีสมุนไพรยามากขึ้น เซี่ยโฮวเต๋อจึงได้ทำชั้นวางของให้ไป๋เพ่ยเพ่ยอีกสองตู้ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยสมุนไพรยาที่พร้อมใช้งาน

     

            ห้องซึ่งเดิมมีขนาดเล็กอยู่แล้ว ก็ยิ่งเล็กลงไปถนัดตา 

     

            ทันทีที่เซี่ยเสี่ยวหย่าได้กลิ่นยามากมาย นางก็ไม่อยากเข้าไปเสียเท่าไหร่นัก เดิมไป๋เพ่ยเพ่ยอยากให้เซี่ยต้ายาย้ายออก แล้วให้เซี่ยเสี่ยวหย่าย้ายเข้ามาอยู่ในห้องนี้แทน เพื่อให้สองสาวพี่น้องมีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นเล็กน้อย แต่กลับกลายเป็นว่า ...

     

            เซี่ยเสี่ยวหย่าปฏิเสธที่จะย้ายเข้ามา ส่วนเซี่ยต้ายาที่สามารถลุกขึ้นเดินเหินเองได้แล้วก็รู้สึกไม่สบายใจที่จะเบียดเสียดกับไป๋เพ่ยเพ่ย และในเมื่อผู้เป็นพี่สาวย้ายออกมาแล้ว ผู้เป็นน้องสาวอย่างเซี่ยเหมียวเหมียวย่อมไม่มีทางที่จะย้ายเข้ามา ทำให้ในห้องหลักเหลือเพียงไป๋เพ่ยเพ่ยคนเดียว


            “ร่างกายของฝาแฝดเพิ่งดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ข้าเองยังคงกังวลอยู่ มิสู้ให้... ท่านพักอยู่รวมกับพวกเขาไปอีกสักพัก เพื่อจะได้สังเกตอาการทั้งสองให้มากอีกสักหน่อยดีหรือไม่?”

     

            เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยพูดเช่นนี้ หญิงสาวก็พลันรู้สึกว่าตนไร้น้ำใจอยู่บ้าง

     

            เซี่ยโฮวเต๋อนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจจึงเอ่ยว่า “ได้ ข้าจะปูที่นอนกับพื้นอยู่ในห้องของพวกเขาไปอีกสักพัก รอจนกว่าสถานการณ์ของพวกเขาจะคงตัวค่อยว่ากันอีกที”


            เมื่อเห็นเขาตอบตกลง ไป๋เพ่ยเพ่ยก็โล่งใจขึ้นเล็กน้อย


            ทำเอานางกลัวแทบตาย ด้วยคิดว่าเซี่ยโฮวเต๋อจะย้ายกลับเข้ามาหลังจากที่เซี่ยต้ายาย้ายออกไป


            แม้ว่าเขาจะมีรูปร่างหน้าตาและชื่อเดียวกันกับคนรักเก่าของนาง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เขาก็คือสามีของเจ้าของร่างเดิม นางสามารถรับลูก ๆ ของเจ้าของร่างเดิมไว้ได้ ทว่าสามีคนนี้ ...

     

            ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า ก้าวไปทีละก้าว ดูกันไปทีละขั้น เมื่อถึงเวลานั้นค่อยว่ากันอีกที

     

            สมุนไพรมากมายนี้ล้วนเป็นไป๋เพ่ยเพ่ยที่ขุดมาจากบนภูเขาอย่างมานะอุตสาหะ แม้ว่านางจะสอนครอบครัวของให้รู้จักสมุนไพรยา รวมถึงปล่อยให้พวกเขาช่วยขุด แต่อย่างไรเสีย พวกเขาก็เพิ่งเรียนรู้ จึงไม่ได้รู้จักสมุนไพรมากนัก  


            ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานให้หนักขึ้นอย่างไม่มีทางอื่น

     

            นอกจากจะต้องจัดสรรให้กับครอบครัวของตัวเองแล้ว นางยังต้องแจกจ่ายให้กับผู้อื่นอีกด้วย สำหรับคนนอกนั้นในขณะนี้มีคนสองคนจากตระกูลหวง คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและอีกหนึ่งคนตั้งครรภ์ แล้วก็ยังมีลูกคนเล็กของบ้านลูกชายคนโตของตระกูลซุนซึ่งถูกงูกัดที่ต้องได้รับการรักษาในระยะยาวอีก

     

            ส่วนพวกที่ไม่ต้องรักษาในระยะยาว ก็จะเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านที่มีอาการปวดหัวมีไข้


            หลังจากที่ชื่อเสียงค่อย ๆ แพร่สะพัดออกไป ทำให้ในยามที่มีใครในหมู่บ้านเกิดปวดท้องไม่สบายตัวขึ้นมา หรือเกิดอาการเอวเคล็ดขัดยอก พวกเขาก็จะพากันมาที่บ้านของไป๋เพ่ยเพ่ย


            ก่อนหน้านี้ไม่มีหมอเท้าเปล่า*[1] ในหมู่บ้าน ทำพวกเขาย่อมไม่มีหนทาง หากมีอาการป่วยเล็กน้อย ๆ ก็ฝืนทนด้วยตัวเอง แม้จะป่วยหนักแสนสาหัสก็ไม่มีเงินไปหาหมอ 


            ทว่าตอนนี้แตกต่างออกไปแล้ว เพราะมีไป๋เพ่ยเพ่ยผู้ที่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน ค่ารักษาพยาบาลใด ๆ นางก็ไม่ได้คิดจนแพงหูฉี่

     

            ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่มาหานาง หากมีเงินก็ให้ไปสักสองสามเหรียญทองแดง แต่หากไม่มีเงินก็ให้เป็นธัญพืชสักหนึ่งชามกับพืชผักสักสองสามกำ นางก็ช่วยรักษาให้แล้ว


            ถึงทำเช่นนี้แล้วแต่ก็ยังมีคนที่คิดว่าแพงเกินไปอยู่อีก


            “สมุนไพรเพียงไม่กี่กำมือ หาได้ทุกที่บนภูเขา ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย นางยังคิดจะมาเก็บเงินจากพวกเราอีกงั้นหรือ?”


            ทันทีที่ถ้อยคำของป้าซุนลิ่วสิ้นสุดลง ก็มีคนเอ่ยขึ้นว่า


            “ไม่คุ้มค่างั้นหรือ เช่นนั้นเจ้าก็ขึ้นไปเก็บบนภูเขาเอาเองเถิด แต่เจ้าทำเป็นงั้นหรือแน่นอนว่าไม่ เมื่อคนไม่มีความรู้สมุนไพรก็เป็นได้เพียงวัชพืชไร้ค่า แต่นางรู้ สิ่งนั้นจึงเป็นสมุนไพรยาที่สามารถนำมารักษาโรคได้ อีกอย่าง หลังจากขุดสมุนไพรกลับมาแล้ว ก็ยังต้องจัดการกับพวกมัน ไหนเลยต้องตากแดดเอย ไหนจะต้องนำมาทำให้พร้อมใช้อีก กระบวนการพวกนั้นล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลา”


            “นั่นสิ เสี่ยวเป่าของเจ้าที่ถูกงูกัด ก็เป็นนางที่ช่วยรักษาให้ไม่ใช่หรือ เป็นคนจะอกตัญญูเช่นนี้ไม่ได้”

     

            ป้าซุนลิ่วเมื่อได้ยินวาจาเหล่านี้ก็พลันหงุดหงิด ใครกันเล่าที่ทำให้นางกลายเป็นแบบนี้?

     

            มิใช่นังแพศยานั่นหรือไร?


            ป้าซุนลิ่วกล่าวว่า “เสี่ยวเป่าไม่ใช่คนในครอบครัวข้า แต่เป็นของบ้านลูกชายคนโต หากพูดถึงเรื่องตอบแทนบุญคุณ ก็เป็นพ่อแม่ของเสี่ยวเป่าต่างหากที่ควรทำ เกี่ยวอะไรกับข้ากันเล่า ตอนนี้ที่ข้าอยู่บ้านโดยที่จมูกไม่ใช่จมูก ตาไม่ใช่ตา ก็เป็นเพราะนางทำร้ายไม่ใช่หรือ”

     

            “นางจะทำร้ายเจ้าได้อย่างกัน? ซุนลิ่วอันพูดถูก  เจ้าต่างหากที่ไร้เหตุผลวิ่งโร่ไปหาเรื่อง จึงถูกนางจัดการ อีกอย่างคนที่ต้องการหย่ากับเจ้าก็คือบ้านสามี ไม่ใช่เซี่ยเหล่าเอ้อร์เสียหน่อย”

     

            ป้าซุนลิ่วโกรธมากเสียจนแทบจะลงไม้ลงมือกับผู้หญิงพวกนี้


            นางโกรธจนกัดฟันกรอด แต่ทำได้เพียงอดกลั้นแล้วหันหลังกลับ

     

            คงไม่มีทางอื่น ก่อนหน้าที่เมื่อครั้งที่นางเกือบจะถูกหย่าขาดจากสามี ครอบครัวเดิมของนางก็มาก่อเรื่องวุ่นวาย กระทั่งต่อมาการหย่าร้างนั้นก็ไม่สำเร็จ แต่แม้ว่าจะหย่าร้างไม่สำเร็จ ชีวิตของนางในบ้านตระกูลซุนนั้นก็ยากลำบากอย่างยิ่ง


            การแต่งงานของลูกชายถูกยกเลิก และเมื่อผู้ชายมีน้ำโห พวกเขาก็มาลงไม้ลงมือกับนาง พี่สะใภ้ก็ต่างเมินเฉย ทั้งยังสร้างเรื่องจนต้องแบ่งทรัพย์สินของครอบครัวและแยกกันอยู่ ทำให้พ่อและแม่สามีเองเมื่อมองนางก็ขัดหูขัดตาไปเสียหมด...


            สรุปได้ว่าชีวิตของป้าซุนลิ่วในตอนนี้ลำบากแสนเข็ญนัก


            โชคดีที่คนอย่างป้าซุนลิ่วนั้นเป็นคนแค่คนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่ต่างก็มีเหตุผล พวกเขารู้ดีว่ากว่าไป๋เพ่ยเพ่ยจะจัดการสมุนไพรเหล่านั้นให้พร้อมใช้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากนางไม่มีความรู้ความเข้าใจ ของพวกนั้นก็คงเป็นเพียงผักป่าที่เติบโตบนภูเขา

     

            จริงอยู่ที่นางเรียกเก็บเงิน แต่ว่ากันตามตรงแล้วไม่แพงเลย หากเป็นร้านขายยาในเมือง อย่างน้อยก็สองเท่าของเงินที่จ่ายให้หญิงสาว และหากเป็นอาการเจ็บปวดที่รุนแรง อย่างเช่นซุนเสี่ยวเป่าที่ถูกงูกัดหรืออะไรทำนองนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้หรือไม่เสียด้วยซ้ำไป

     

            ด้วยเพราะไป๋เพ่ยเพ่ยอยู่ในหมู่บ้านจึงสามารถช่วยรักษาได้ทันท่วงที ทำให้สามารถช่วยชีวิตของลูกรักหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของลูกชายคนโตตระกูลชุนไว้ได้


            ถึงกระนั้น นางก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เพียงขอไข่ไก่เพิ่มสองสามฟองเท่านั้น ทั้งยังไม่จำเป็นต้องให้ในทันที สะดวกจะให้เมื่อไหร่ก็ค่อยให้เมื่อนั้น


            ครอบครัวของลูกชายคนโตของตระกูลซุนซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ทว่าแม่เสี่ยวเป่าทะเลาะกับแม่เฒ่าซุนอย่างรุนแรง โดยนางนำไข่ไก่สิบกว่าฟองซึ่งอยู่ในมือของแม่เฒ่าซุนไปให้ไป๋เพ่ยเพ่ยถึงสิบฟอง

     

            ไข่สองสามฟองที่เหลือนั้นไว้ให้ซุนเสี่ยวเป่าได้กินบำรุงร่างกาย

     

            ซุนเสี่ยวเป่าเดิมมีสุขภาพแข็งแรงดีและมีชีวิตชีวาร่าเริง มาคราวนี้ต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อย ซ้ำยังต้องนอนอยู่บนเตียงมาระยะหนึ่ง อายุของเขายังน้อย แม้จะทำการปล่อยเลือดแล้ว แต่ยังต้องกินยาล้างพิษเป็นประจำทุกวัน ส่งผลให้เด็กชายเซื่องซึม


            ทันทีที่ไป๋เพ่ยเพ่ยก้าวเข้ามา ซุนเสี่ยวเป่าก็ทำราวกับว่าเขาเห็นบางสิ่งที่น่ากลัวและรีบซ่อนตัวอยู่เข้าในอ้อมกอดของแม่เสี่ยวเป่า


            แม่เสี่ยวเป่าพลันเผยสีหน้าจนปัญญา “อย่าได้ตำหนิเขาเลย ทุกครั้งที่ท่านมา เขาต้องกินยา ซึ่งทำให้เขาเกิดความบอบช้ำทางจิตใจน่ะ”


            “นั่นก็ช่วยไม่ได้ ในร่างกายของเสี่ยวเป่ายังมีสิ่งไม่ดีอยู่ หากไม่กินยาเพื่อขับออก พวกมันจะทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายขึ้นกับร่างกายตามมา จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?” ไป๋เพ่ยเพ่ยระบายยิ้มพลางหยิบตั๊กแตนซึ่งถักด้วยใบปาล์มออกมาจากแขนเสื้อของนาง แล้วโบกไปมาตรงหน้าซุนเสี่ยวเป่า “ดูสิ นี่คืออะไรกันนะ?”

     

            “ตั๊กแตนขอรับ” ซุนเสี่ยวเป่าจ้องตาเป็นมัน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความลังเล

     

            เขาไม่อยากกินยาขมพวกนั้นอีกแล้ว รสชาติมันแย่เกินไปจริง ๆ

     

            “หากเจ้ายื่นแขนให้ข้า ตั๊กแตนตัวนี้จะเป็นของเจ้า”



    *[1] หมอเท้าเปล่า (赤脚大夫) หมายถึง เกษตรกรที่ได้รับการฝึกการแพทย์และผู้ช่วยแพทย์พื้นฐานขั้นต่ำและทำงานในหมู่บ้านชนบทในประเทศจีน ความมุ่งหมายเพื่อนำสาธารณสุขสู่พื้นที่ชนบท


    คล้ายกับเรื่อง(จบ) ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย ที่คุณอ่าน