ภายในกระโจมเล็กๆนั้นกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่อบอุ่น แต่จู่ๆ เสียงอันดังของอวี้ฉือหุ่ยกลับดังเข้ามาจากข้างนอก
“ท่านแม่ทัพ!ท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงเขาก็เปิดม่านประตูแล้วเข้ามา
ติงเหว่ยสะดุ้งตกใจนางพยายามหาผ้าขนหนูเพื่อเช็ดหน้าแต่ไม่ทัน จึงรีบยกมือขึ้นปิดใบหน้าทันที
เจ้าเด็กอ้วนไม่รู้เรื่องรู้ราวเขายิ้มร่าหัวเราะเสียงดัง เผยให้เห็นฟันขาวของเขาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
กงจื้อหมิงถึงกับทำหน้าดำคร่ำเครียดแม้ว่าติงเหว่ยจะยังไม่มีสถานะอย่างเป็นทางการแต่เขาเคยพูดไว้ว่าหากบ้านเมืองสงบสุขเมื่อใดก็จะแต่งนางเข้าบ้านการที่อวี้ฉือหุ่ยเข้ามาโดยไม่รายงานเช่นนี้แสดงว่าเขาไม่มีความเคารพต่อติงเหว่ยและลูกชายเลยแม้แต่น้อยมิใช่หรือ?
“บังอาจ!”
อวี้ฉือหุ่ยที่เห็นท่านแม่ทัพและครอบครัวในสภาพที่ดูยุ่งเหยิงเช่นนี้ก็ยังตะลึงจนลืมไปเลยว่ามีข่าวอะไรจะรายงานเขาอยากหัวเราะออกมาแต่เมื่อเห็นแววตาโกรธของท่านแม่ทัพก็รีบคุกเข่าลงขอโทษเสียงดัง“ขออภัยท่านแม่ทัพ ข้าน้อยพร้อมรับโทษ”
เฉิงเหนียงจื่อกับอวิ๋นหยารีบนำผ้าชุบน้ำมาให้ติงเหว่ยเช็ดหน้าอย่างลวกๆ ให้สะอาดในยามปกตินางก็เคยมีปฏิสัมพันธ์กับอวี้ฉือหุ่ยจอมบ้าบิ่นคนนี้อยู่บ่อยๆจึงรู้จักนิสัยเขาดี นางหยิบผ้าผืนใหม่ส่งให้กงจื้อหมิงพลางพูดขอร้องว่า “อวี้ฉือคงมีเรื่องด่วนก็เลยใจร้อนเป็นธรรมดาปกติเขาก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ ใช่ไหมอวี้ฉือ? ว่าแต่เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นกันแน่?”
แววตาของอวี้ฉือหุ่ยแสดงความขอบคุณเมื่อได้รับคำเตือนเช่นนี้เขาก็รีบตอบว่า “ท่านแม่ทัพมีคนจากฝั่งเหนือของแม่น้ำลี่สุ่ยส่งจดหมายมา ดูเหมือนว่าจะเป็น...หนังสือยอมจำนน!”
“อะไรนะ?”
กงจื้อหมิงกำลังเช็ดหน้าอยู่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตาโตขึ้นมา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายแต่ไม่มีความดีใจเลยแม้แต่น้อย
ติงเหว่ยก็รู้สึกตกใจเช่นกันแต่ก็รีบหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมือและหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว แล้วพูดว่า “ท่านแม่ทัพรีบไปทำงานเถอะข้าจะให้อวิ๋นอิ่งส่งอาหารเย็นไปที่กระโจมใหญ่”
กงจื้อหมิงพยักหน้าเขาไม่พูดอะไรมากและรีบก้าวออกไปทันที
อวี้ฉือหุ่ยรีบลุกขึ้นคำนับติงเหว่ยแล้ววิ่งตามออกไปทันที
ม่านประตูกระโจมถูกสะบัดอย่างแรงกว่าจะสงบลงก็ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งในกระโจมพลันเงียบสงัดอย่างแปลกประหลาด อวิ๋นหยาที่ซุกซนอดใจไม่ไหวและถามขึ้นว่า “แม่นางหากค่ายทางเหนือยอมแพ้แล้ว แผ่นดินซีเฮ่าก็จะสงบสุขแล้วใช่หรือไม่?”
“นั่นสิ” ติงเหว่ยตอบอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
อวิ๋นหยากลับยิ่งสงสัย“แต่ทำไมท่านแม่ทัพถึงไม่ดีใจล่ะกลับทำหน้าดำคล้ำยิ่งกว่าตอนยังไม่เช็ดหน้าเสียอีก...”
หญิงสาวที่ตรงไปตรงมาเพิ่งพูดไปครึ่งหนึ่งก็ถูกเฉิงเหนียงจื่อปิดปากเอาไว้“พูดอะไรมั่วซั่ว เรื่องของนายท่านเจ้ายังกล้าไปยุ่งหรือรีบไปช่วยอวิ๋นอิ่งเตรียมอาหารเย็นได้แล้ว เดี๋ยวฟ้าก็มืดแล้วนายท่านยังไม่ได้กินข้าวเลย”
อวิ๋นหยาพอรู้ตัวว่าพูดเรื่องที่ไม่ควรถามก็แลบลิ้นแล้ววิ่งออกไปทันที
ติงเหว่ยอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขนนางยังคงนั่งอยู่ข้างกองไฟ ความรู้สึกในใจของนางช่างยากที่จะอธิบายออกมา
ว่ากันตามตรงแล้วการที่กองทัพฝั่งเหนือยอมจำนนก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะท้ายที่สุดทหารเหล่านั้นก็เป็นคนของซีเฮ่า ไม่ควรต้องฆ่าฟันกันเองอย่างไรก็เป็นคนบ้านเดียวกัน
แต่“ระเบิดไม้ไผ่” ที่นางตั้งใจมอบให้ไปก่อนหน้านี้คงจะไม่ได้ใช้แล้วล่ะกระนั้นคนที่รู้สึกหดหู่กว่านางก็คงมีอีกเยอะ…
ในกระโจมใหญ่ข้างๆตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย แม่ทัพและผู้บังคับบัญชาทุกคนในค่ายรวมถึงฟางซิ่นแม้กระทั่งลุงอวิ๋นกับท่านผู้อาวุโสเหว่ยก็มารวมตัวกัน
บนโต๊ะของกงจื้อหมิงมีซองจดหมายสีน้ำตาลวางอยู่อาจเป็นเพราะคนเขียนกลัวว่าจดหมายจะเปียกฝนหรือน้ำแข็งจึงตัดเย็บด้วยกระดาษมันทำให้ตัวอักษรใหญ่สองตัวที่เขียนด้วยขี้ผึ้งยิ่งดูเด่นชัดและสะดุดตาขึ้นไปอีก
หนังสือยอมจำนน
บนกระดาษบางๆมีเพียงสองประโยคเขียนว่า “พรุ่งนี้ยามเฉิน ข้ามแม่น้ำมายอมจำนน” ลงชื่อว่าเฝิงหยงปลายพู่กันมีพลังจนทะลุกระดาษด้านหลัง
บางคนก็ขมวดคิ้วแน่นบางคนก็เบิกตาโต แต่ไม่มีผู้ใดมีสีหน้าที่ดีเลยแม้แต่น้อย
สุดท้ายแม่ทัพอาวุโสคนหนึ่งก็กระแอมเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ท่านแม่ทัพ เฝิงหยงมีเจตนาอะไรกันแน่? เขาคิดจะยอมแพ้จริงหรือ?พวกเราต่างก็รู้ดีว่าสกุลเฝิงมีชื่อเสียงจากความโหดเหี้ยมเมื่อครั้งที่เถียเหล่ยรุกราน ลูกชายทั้งสามคนของสกุลเฝิงปกป้องชายแดนตอนที่ถูกจับตัวไปและถูกแล่เนื้อแล้วต้มกินทั้งเป็นล้วนไม่เคยมีคำว่ายอมแพ้ออกมาจากปาก แต่คราวนี้ยังไม่ทันเริ่มสงครามก็จะยอมแพ้แล้วข้าเกรงว่าจะ...เป็นแผนการอะไรหรือเปล่า!”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ทัพ เฝิงหยงเป็นคนเจ้าเล่ห์มาตลอด นี่ต้องเป็นแผนแน่ๆรอให้เราไม่ทันระวังตัวแล้วเขาก็จะบุกโจมตีกะทันหัน!”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราควรส่งทัพออกไปทันทียึดค่ายฝั่งเหนือให้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่ามันจะเป็นแผนหรือเรื่องจริงพวกเราก็จะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป”
ผู้บังคับบัญชาอีกหลายนายพูดเสริมกันขึ้นมาเมื่อพูดถึงการออกศึก ในแววตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความกระหาย
ทว่าท่านผู้อาวุโสเหว่ยกลับกลอกตาใส่แล้วพูดแทรกขึ้นว่า “พวกเจ้ามันพวกบ้าเลือดเอาแต่นึกถึงการรบไม่หยุดหย่อนแล้วกองทัพฝั่งนู้นที่มีทหารหลายแสนคน พวกเขาไม่ใช่ชาวซีเฮ่างั้นหรือ?พวกเขาไม่มีพ่อแม่ ไม่มีพี่น้องงั้นหรือ? ในเมื่อพวกเขาจะยอมแพ้พวกเจ้าก็รับไว้สิ ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อรวมซีเฮ่า มีอะไรไม่ดีงั้นหรือ?”
ทุกคนได้ฟังแล้วก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจหมัดที่ยกขึ้นสูงก็ลดลง แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะอธิบายอย่างไร
ท่านผู้อาวุโสเหว่ยถอนหายใจอย่างไม่พอใจแล้วเดินเอามือไพล่หลังออกไป
ปล่อยให้ทุกคนเงียบงันอยู่พักใหญ่ฟางซิ่นถึงแม้จะยุ่งกับเรื่องเรือทะเลในช่วงนี้แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องราวในค่ายอีกทั้งยังได้ไปดูการทดลองเมื่อไม่กี่วันก่อนด้วย
เขาเพิ่งจะคิดได้ว่ามีบางอย่างแปลกๆจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ท่านแม่ทัพ เป็นไปได้ไหมว่าทางฝั่งนั้นได้ยินข่าวอะไรบางอย่างเข้า?”
ทุกคนตกใจพร้อมกันหันไปมองแม่ทัพหน้าดำคร่ำเครียดที่นั่งเงียบอยู่มุมหนึ่งคนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองทุกคนแวบหนึ่ง แต่ก็ยังคงก้มศีรษะเงียบโดยไม่พูดอะไร
ทุกคนต่างหงุดหงิดมากทำไมท่านแม่ทัพถึงมอบหน้าที่ดูแลกระโจมดินปืนให้คนทื่อๆ แบบนี้นะพวกเขาร้อนใจเหมือนไฟลนก้น แต่เขากลับทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวแน่นอนว่าทุกคนลืมไปแล้วว่าเมื่อวันก่อนยังชื่นชมว่าแม่ทัพช่างเฉลียวฉลาดขนาดไหน…
กงจื้อหมิงยกมือขึ้นให้ทุกคนเงียบลงแล้วตอบว่า “กระโจมอาวุธปืนดูแลอย่างเข้มงวดที่สุด แน่นอนว่าจะไม่มีทางรั่วไหลในเมื่อหนังสือยอมจำนนส่งมาแล้ว รอพรุ่งนี้ยามเฉินก็จะรู้ผลเอง”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความลังเลสุดท้ายก็ยอมรับคำสั่งอย่างหดหู่ แล้วทยอยกันออกไปทำหน้าที่ต่อ
เมื่อฟางซิ่นเห็นว่าในกระโจมไม่มีคนอื่นแล้วเขาก็นั่งลงที่โต๊ะ เอื้อมมือไปเทชาชามหนึ่งแล้วดื่มอึกๆ จนหมดเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทมีสีหน้าไม่สู้ดีจึงพูดปลอบว่า“เจ้าอย่าได้กระหายสงครามนักเลย เมื่อเจ้าได้ขึ้นนั่งในตำแหน่งนั้นเจ้าจะนำทัพออกไปสู้ทุกครั้งที่เกิดศึกได้หรือ? การที่เฝิงหยงยอมแพ้เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดอย่างน้อยก็ทำให้ซีเฮ่าสงบสุขได้เร็วขึ้นอีกสามเดือน”
กงจื้อหมิงเข้าใจเหตุผลนี้ดีแต่เขาก็เหมือนกับพยัคฆ์ในป่า ไม่มีพยัคฆ์ตัวใดที่ชอบเหยื่อที่ถูกโยนมาตรงหน้าสัตว์ที่เขาล่าและฆ่าเองเท่านั้นที่มีรสชาติอันโอชะ
เขาได้เตรียมการมาเป็นเวลานานเพียงรอจังหวะที่จะลงมืออย่างดุดันเพื่อบรรลุภารกิจในการรวมดินแดนให้เป็นหนึ่งเดียว เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะพาภรรยาและลูกไปยืนบนจุดสูงสุดของซีเฮ่ากับเขา รับการคารวะจากประชาชนตอนที่เขาตกอยู่ในความยากลำบากมีนางคอยช่วยเหลือเคียงข้างตอนที่เขารุ่งโรจน์ก็ต้องแบ่งปันกับนางเช่นกัน
แต่ตอนนี้มันเหมือนกับหมัดที่เหวี่ยงออกไปอย่างแรง แต่กลับไปกระแทกกับสำลีเป็นความรู้สึกอึดอัดที่ไม่อาจอธิบายได้…
“ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะได้รู้กัน”
ตอนที่ฟางซิ่นกำลังจะพูดต่ออวิ๋นอิ่งก็เข้ามารายงานข่าว จากนั้นก็ถือกล่องอาหารสองใบใหญ่เข้ามา
“นายน้อย แม่นางได้ยินว่าคุณชายฟางจะอยู่คุยกับท่านต่อจึงได้เข้าครัวด้วยตนเองเพื่อทำอาหารสองสามอย่างและยังอุ่นเหล้าไว้ให้อีกหนึ่งกาด้วย”
เมื่อฟางซิ่นได้ยินดังนั้นในใจเขาก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อยแต่ความมืดครึ้มในแววตาของกงจื้อหมิงกลับจางลงไปมากในเวลานี้เขารู้สึกอยากดื่มเหล้าสักจอกจริงๆ
อวิ๋นอิ่งตั้งโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็วมีเครื่องเคียงสี่จาน ได้แก่ หน่อไม้ดองผัดหมู ถั่วลิสงอบเกลือ ยำสาหร่ายและหมูพะโล้ห้าเครื่องเทศ นอกจากนี้ยังมีกับข้าวหลักสองอย่าง ได้แก่น้ำแกงกระดูกหมูตุ๋นกับมันเสา และปลากะพงราดน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน
กงจื้อหมิงมองไปที่อาหารเหล่านี้ใบหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลง และเมื่อเขาเห็นปลากะพงราดน้ำจิ้มเปรี้ยวหวานเขาก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
ทั้งสองนั่งกินอาหารและดื่มเหล้าด้วยกันอย่างช้าๆบางครั้งก็พูดคุยถึงเรื่องวัยเด็กที่ซุกซน บางครั้งก็พูดถึงเรื่องราวของเมืองหลวงแต่เรื่องเดียวที่ไม่พูดถึงคือการพบกันในวันรุ่งขึ้น
แต่แม้บางเรื่องจะไม่ถูกพูดถึงก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีอยู่ เมื่อโต๊ะอาหารถูกยกออกไปฟางซิ่นก็กลับไปนอนด้วยอาการเมามาย
กงจื้อหมิงนอนหงายอยู่บนเตียงไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ๆ เขาก็นึกถึงกองทหารในชุดดำที่หายไปอย่างลึกลับนอกเมืองหลวงแม้ว่าสองเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกันเลยแต่เขาก็รู้สึกว่ามันช่างแปลกประหลาดเหมือนกัน
“เฟิงจิ่ว ถ่ายทอดคำสั่งให้กลุ่มยอดฝีมือเฟิงตรวจสอบอีกครั้งว่าเหตุใดค่ายใหญ่ฝั่งเหนือถึงได้ขอยอมจำนนอย่างกะทันหัน”
“ขอรับ นายน้อย” เฟิงจิ่วเดินออกมาจากมุมกระโจมและรีบไปถ่ายทอดคำสั่งอย่างรวดเร็ว
มีสุภาษิตพื้นบ้านที่กล่าวว่า“วันที่ 15 เดือน 1 หิมะตกโปรยปรายตกกระทบไฟสวยงาม”
ยามเช้าของวันเทศกาลหยวนเจี๋ย[1]เพียงตื่นขึ้นมาก็จะเห็นหิมะบางเบากำลังโปรยปรายจากฟากฟ้า ก้อนหิมะเล็กๆสีเงินตกลงมาปกคลุมค่ายทหารขนาดใหญ่ไว้ในโลกสีเงินอีกครั้ง
เรื่องที่กองทัพฝั่งเหนือจะข้ามแม่น้ำมายอมแพ้ในยามเฉินได้แพร่กระจายไปถึงหูของทุกคนแล้วแม้ในขณะกินข้าวเช้า คนในค่ายต่างพากันเงยหน้ามองประตูค่ายอย่างไม่ละสายตาขณะที่ยังกินข้าวต้มข้าวโพดและขนมปังอยู่
บางคนหวังว่ากองทัพฝั่งเหนือจะยอมแพ้จริงๆเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข จะได้กลับไปหาเตียงอุ่นๆ ที่บ้านพร้อมกับภรรยาและลูกๆบางคนก็บ่นว่าพลาดโอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงและเกียรติยศ เรื่องราวต่างๆเหล่านี้มีทั้งดีและร้ายแตกต่างกันไป
แต่ไม่ว่าทุกคนจะคิดอย่างไรพอแสงแดดส่องสว่างขึ้น ก็เห็นกองทัพม้าจากค่ายใหญ่ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำลี่สุ่ยค่อยๆเคลื่อนขบวนมาจากไกลๆ มีคนประมาณยี่สิบคน เมื่อเข้ามาใกล้ทุกคนก็มองเห็นชัดเจนขึ้น
ไม่มีใครในกองทัพใส่เกราะในมือถือเพียงแส้ขี่ม้า แม้แต่มีดพกก็ไม่มีพวกเขาสวมเสื้อคลุมสีขาวและไม่ได้สวมหมวก ค่อยๆ เดินทัพช้าๆมาจากฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำลี่สุ่ยและหยุดอยู่ห่างจากหน้าค่ายกองทัพอี้จวินประมาณยี่สิบจั้ง
เฝิงหยงในวัยห้าสิบปีผมและเคราของเขาเป็นสีเทา ใบหน้ามีกรอบชัดเจน ดวงตาลึก จมูกงุ้ม และปากกว้างดูอย่างไรก็เป็นคนแข็งกร้าวและโหดเหี้ยม
แต่ในตอนนี้เขานั่งอยู่บนม้าตัวสูงหลังตรงเหมือนต้นไม้ใหญ่ แต่ต้นไม้นั้นกลับกลวงเปล่า ไร้ชีวิตชีวา…
เหล่าผู้บังคับบัญชาของกองทัพอี้จวินยืนอยู่ในประตูค่ายไม่มีใครพูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
กงจื้อหมิงก้าวเดินไปข้างหน้าเป็นคนแรกขณะเดินชุดเกราะสีทองของเขาส่งเสียงกระทบกันเบาๆ อย่างชัดเจนเสียงนี้กระทบใจของทั้งสองฝ่าย ทำให้ทุกคนกลับมามีสติอีกครั้ง
เฝิงหยงมองชายหนุ่มผู้กล้าหาญที่เดินมาอย่างเด็ดเดี่ยวเขาถอนหายใจในใจซ้ำๆ ความหม่นหมองบนใบหน้าก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้น
เขากระโดดลงจากหลังม้าคุกเข่าลงทั้งสองข้าง “ข้าเฝิงหยง ผู้ยอมแพ้ ขอคารวะท่านแม่ทัพใหญ่”
ท่านผู้อาวุโสเฝิงพร้อมด้วยแม่ทัพอีกสิบกว่านายต่างก็กระโดดลงจากหลังม้าและคุกเข่าตามกันไป
-----------------------------------------
[1]หยวนเจี๋ย 元节หมายถึงหยวนตั้นเจี๋ย(元旦节) หรือวันขึ้นปีใหม่ที่เป็นวันแรกของศักราชใหม่และเป็นวันปีใหม่ตามปฏิทินของสากลเท่านั้นไม่ใช่วันปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีนอย่างวันตรุษจีน ความหมายของหยวนตั้น(元旦)จึงพิเศษและเฉพาะเจาะจงว่าเป็นวันที่ 1 มกราคมเท่านั้นไม่เหมือนซินเหนียน(新年) ที่แปลว่าปีใหม่เฉยๆ