“ธร อยู่บ้านไหม” เสียงชายหนุ่มส่งเสียงเรียกมาจากหน้ากระท่อม
จักรธรหันมาสบตาพลอยแท้ที่กำลังรดน้ำผักอยู่ในสวนหลังบ้านอย่างแปลกใจ เมื่อหญิงสาวพยักหน้าน้อย ๆ เขาจึงเดินไปมองที่หน้าบ้านด้วยสีหน้างุนงง
ตอนนี้เขากับเพื่อนมาอยู่ในยุคนี้ครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว และสามารถปรับตัวให้คุ้นชินกับชื่อใหม่และชีวิตใหม่ของนายจักรธรและนางสาวพลอยแท้ได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว
เมื่อเดินไปถึงก็เจอชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันยืนอยู่
“คุณมีธุระอะไรกับผม”
อำนาจถึงกับสะดุ้งเมื่อถูกเรียกว่าคุณ “นี่นายยังจำอะไรไม่ได้อีกหรือ จำฉันได้ไหม ฉันชื่ออำนาจ เป็เพื่อนของนายไง แล้วพวกเรายังทำงานในร้านซ่อมรถด้วยกัน” แม้จะได้ยินชาวบ้านร่ำลือกันหนาหูว่าจักรธรและพลอยแท้ความจำเสื่อมจากการเกิดอุบัติเหตุเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะจำกันไม่ได้ถึงขนาดนี้
“ขอโทษนะ ฉันจำไม่ได้เลย เอาเป็ว่าเรารู้จักกันใหม่อีกรอบวันนี้ดีไหม”
“เออ ไม่เจ็บหนักก็ดีแล้ว ฉันไม่ถือ แล้วเมื่อไหร่นายจะกลับไปทำงานที่ร้าน พี่ยุทธบ่นใหญ่แล้วที่นายขาดงานไปนาน”
จักรธรแอบสะดุ้ง งานหรือ? งานอะไรวะ ที่ถนัดที่สุดตอนนี้ก็มีแต่ดื่มเหล้ากับรดน้ำผักในสวนเท่านั้น
“นาจ มาหาธรหรือ” คำพาที่เพิ่งกลับจากไปทำบุญที่วัดร้องทัก
อำนาจยกมือไหว้และบอกคำพาถึงธุระที่มาในวันนี้
“นั่นสิ ย่าว่าจะถามหลายทีแล้วว่าธรจะกลับไปทำงานวันไหน ตอนนี้ร่างกายก็ดีทุกอย่าง ย่าว่ากลับไปทำงานได้แล้ว ได้วันละตั้งยี่สิบบาท ไม่ใช่น้อย ๆ รีบหาเงินไว้เผื่อลูกป่วยหรือเป็อะไรจะได้ไม่ลำบาก” คำพาหันไปพูดกับจักรธร
“แต่ผมจำอะไรไม่ได้เลยนะย่า ตอนนี้ยังจำไม่ได้เลยว่าตัวเองเคยทำงานอะไร” จักรธรตอบตามจริง
“นายทำงานซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ที่ร้านพี่ยุทธในตัวอำเภอ ส่วนมากทำพวกปะยาง ถ่ายน้ำมันเครื่องและเติมลม งานง่าย ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้แล้ว ไปเถอะ ถ้าพี่ยุทธไล่ออกจะซวยเอา งานไม่ใช่หาง่าย ๆ”
“นั่นสิ” คำพาสนับสนุน “ลองไปดู เผื่อโชคดีความจำจะค่อย ๆ กลับมาก็ไม่รู้”
ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ จักรธรจึงต้องออกไปที่ร้านกับอำนาจในวันนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นคือการออกไปทำงานวันแรกและวันสุดท้ายในชีวิตของจักรธรคนใหม่ เนื่องจากเขาไปทำให้ยางรถของลูกค้าแตกไปหลายคัน เ้าของร้านโมโหจึงไล่เขาออกในเย็นวันเดียวกัน
คำพาถึงกับถอนหายใจ “เอาเถอะ ระหว่างนี้ก็ไปช่วยย่าขายผักที่ตลาดก็แล้วกัน ช่วยกันหลาย ๆ มือเผื่อจะได้เงินกลับบ้านมากขึ้น”
จักรธรจึงเอ่ยปากรับอย่างเสียไม่ได้
“โอ๊ย! ดูดก็ดูดดี ๆ ทำไมต้องกัดด้วย ฉันเจ็บนะ”
“แง.....”
เสียงตวาดแหวของพลอยแท้ดังมาจากในห้อง แล้วเสียงร้องไห้จ้าด้วยความใของของขวัญก็ดังตามมาติด ๆ
“ร้องอีกแล้ว ร้องอะไรนักหนา วัน ๆ เอาแต่ร้องกินและร้องนอน ฉันเครียดจะตายอยู่แล้วรู้ไหม” เสียงตวาดของพลอยแท้ยังตามมาไม่หยุด
“รีบเข้าไปดูสิเ้าธร เดี๋ยวยายขวัญได้ร้องไห้จนตายหรอก” คำพาเอ็ดหลานชายที่ยืนนิ่งไม่ขยับอยู่หน้าห้อง
จักรธรยืนละล้าละลังเพราะเขารู้ว่าตอนนี้พลอยแท้กำลังให้นมของขวัญอยู่ ถึงยุคนี้ พวกเขาจะอยู่ในสถานะสามีภรรยากัน แต่ด้านความรู้สึกนั้นมันไม่ใช่ แล้วทั้งสองก็ตกลงกันั้แ่ตัดสินใจว่าจะลองใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แล้วว่าจะอยู่ในฐานะเพื่อน ตอนนอน จักรธรต้องแยกมานอนอีกฝั่งของห้องตลอดเวลา
ถ้าจะให้เข้าไปเห็นอะไรต่อมิอะไรของพลอยแท้ในตอนนี้จึงไม่เหมาะสม
“ย่า เข้าไปดูหน่อยสิ พลอยกำลังโมโห ฉันไม่กล้า”
“ไอ้เ้านี่” คำพานิ่วหน้าใส่หลานและเดินเข้าไปดูในห้องแทน
ตอนนี้ของขวัญร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ ขณะที่พลอยแท้มีสีหน้าบูดบึ้งและพ่นคำตำหนิเด็กไม่หยุดจนคำพาต้องปรี่เข้าไปอุ้มเด็กหญิงมาปลอบแทน “เป็แม่คนแล้วมันต้องหัดใจเย็น เด็กอายุแค่สองเดือนมันจะไปรู้เื่รู้ราวอะไร” คำพาอดไม่ได้ที่จะพูดตำหนิ ขณะเดียวกันก็โยกตัวกอดปลอบของขวัญให้หยุดร้องไห้ไปด้วย
“ก็เด็กนี่กัดหัวนมฉันแทบขาด มันเจ็บขนาดไหนย่ารู้ไหม ฉันก็ต้องสั่งสอนมันได้สิ” พลอยแท้เถียง
“ถ้าลูกกัดก็แค่บีบจมูกแกเบา ๆ เดี๋ยวแกก็คายเอง ไม่ใช่ไปตวาดให้ใแบบนี้ หากแกใจนเป็ไข้จะทำยังไง ทำไมพลอยถึงนิสัยเปลี่ยนไปขนาดนี้ ที่ผ่านมาก็ดูเหมือนใจเย็นดี แล้วทำไมตอนนี้กลายเป็คนใจร้อนเหมือนเด็กสิบห้าสิบหกเสียได้ นิสัยแบบนี้จะเลี้ยงลูกได้ยังไง”
พลอยแท้น้ำตาร่วงเผาะอย่างคับแค้นใจ เธอก็ไม่ได้อยากเลี้ยงเด็กนี่ ที่ต้องเลี้ยงเพราะเธอไม่มีทางไปที่ไหนแล้วต่างหาก “ย่าไม่เป็ฉันย่าไม่เข้าใจหรอก อย่าพูดอะไรเลย” ว่าแล้วพลอยแท้ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างอัดอั้น
จักรธรที่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องรีบเดินออกจากบ้านและไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ตรงแคร่หน้าบ้านพร้อมมองไปข้างหน้าด้วยสายตาเลื่อนลอยทำอะไรไม่ถูก
แล้วคืนนั้น ของขวัญก็เป็ไข้ต่ำ ๆ จนพลอยแท้และจักรธรไม่ได้นอนทั้งคืน และต่อเนื่องไปอีกหลายคืน เมื่อผ่านไปสามวัน ไข้ของของขวัญยังไม่มีทีท่าจะลด คำพาจึงไล่ให้สองสามีภรรยาพาลูกไปหาหมอที่อนามัยในทันที