“จืออวี๋ นี่เพิ่งผ่านไปสิบวันเองไม่ใช่เหรอ? เสี่ยวไป๋ตัวโตขึ้นตั้งเยอะแน่ะ”
หลินจิงเหยาลูบไล้ตัวไป๋ฉางเซิงเบาๆััจากเกล็ดงูที่ละเอียดลออนั้นช่างลื่นละมุนมือจนเด็กสาวเผลอลูบเพลินอย่างวางไม่ลง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่มันโตไวผิดปกติจริงๆ นั่นแหละ”
แล้วมืออีกข้างก็วางแหมะลงบนตัวเขาเพิ่มอีก
ไป๋ฉางเซิงััได้ชัดเจนว่ามีนักเรียนชายในห้องไม่น้อยที่มองมาทางเขาด้วยสายตาอิจฉาตาร้อน
แต่ก็นะการได้ซุกอยู่ในอ้อมกอดของสองสาวที่สวยที่สุดในชั้นปี หรืออาจจะที่สุดในโรงเรียนแถมยังโดน ‘ลูบไล้ไปทั่วร่าง’ แบบนี้ เป็เื่ที่พวกนั้นได้แต่ฝันถึงเท่านั้น
วินาทีนี้คงมีผู้ชายไม่รู้กี่คนที่อยากจะสลับร่างกับเขาใจจะขาด
ความรู้สึกที่ว่า‘เกิดเป็คนแท้ๆ แต่ดันสู้ชีวิตงูตัวหนึ่งไม่ได้’ เริ่มแผ่ซ่านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่เด็กหนุ่มรอบข้าง
“แต่มันก็ยังตัวเล็กอยู่ดีนะ”
“ถ้าต้องให้มันลงไปสู้จริงๆ จะไม่โดนสัตว์อสูรตัวอื่นงับกินในคำเดียวเหรอ?”
ความกังวลของหลินจิงเหยานั้นมีเหตุผลแต่คำพูดนี้เข้าหูไป๋ฉางเซิงแล้วมันค่อนข้างจะแทงใจดำงูไปสักหน่อย
ฉันอุตส่าห์ก้มหน้าก้มตากินเนื้อมาตั้งสิบวันพยายามแทบตายจนมาถึงจุดนี้ แต่เธอดันมาห่วงว่าฉันจะโดนงับหายวับไปในคำเดียวเนี่ยนะ?
เพื่อเป็การประท้วงอย่างไร้เสียงไป๋ฉางเซิงจึงมุดตัวเบียดเข้าไปข้างในอ้อมอกให้ลึกกว่าเดิม
ทว่าในจังหวะต่อมาเสียงคำรามต่ำก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
ทุกคนรวมถึงไป๋ฉางเซิง ต่างหันขวับไปมองที่ต้นเสียงโดยสัญชาตญาณ
ภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มผมสีเหลืองทองคนหนึ่งเดินจูงสิงโตตัวเขื่องเข้ามาในห้อง
มันไม่เหมือนสิงโตในความทรงจำของไป๋ฉางเซิงเลยสักนิดทั่วทั้งร่างของมันเป็สีแดงชาด แม้แต่แผงคอรอบลำคอก็ดูราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชน
ขนาดตัวของมันไม่ใหญ่นักสูงประมาณหนึ่งเมตรได้แต่ทุกย่างก้าวที่มันเดินกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายข่มขวัญที่น่าสะพรึงกลัว
เมื่อเทียบกับสิงโตตัวนี้ไป๋ฉางเซิงดูทั้งซอมซ่อและอ่อนหัดไปถนัดตา นอกจากความน่ารักที่สาวๆ หลงใหลแล้วเขาก็แทบไม่มีอะไรไปสู้ได้เลย
หลังจากเ้าผมเหลืองเดินเข้ามาเขาก็เดินปรายตามองไปทั่วห้องพลางส่งเสียงเหอะในลำคอส่วนสิงโตที่เขาจูงมาก็คำรามลั่นออกมา เป็การข่มขวัญทุกคนในห้องั้แ่เริ่ม
“นั่นมันสัตว์เลี้ยงิญญาของหวงเส้าเทียนนี่นา?”
“ฉันเคยได้ยินเขาพูดว่าพ่อเขาทุ่มเงินถึงห้าแสนเหรียญซื้อลูกสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีมาให้น่าจะเป็ตัวนี้แหละ”
“ห้าแสนเหรียญ! นี่น่ะเหรอลูกคนรวย? แค่สัตว์อสูรเลี้ยงิญญาตัวแรกก็กล้าทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้เลยเหรอ!”
“ไม่จบแค่นั้นหรอก ห้าแสนเหรียญน่ะแค่ค่าตัวตอนเป็ลูกอสูรแต่ถ้าจะเลี้ยงสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีให้เติบโตขึ้นมาได้แต่ละเดือนต้องจ่ายค่าเนื้อสัตว์อสูรและทรัพยากริญญาอีกเกือบแสนเลยนะ”
“คำนวณดูแล้ว ค่าเลี้ยงดูเ้าสิงโตนี่แพงกว่าค่าตัวตอนซื้อมาตั้งเยอะ!”
“ว่ากันว่าถ้าสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีโตเต็มวัย จะอยู่ในระดับแม่ทัพอสูรเลยนะและถ้าเป็พวกสายเืกลายพันธุ์บางส่วนก็อาจพัฒนาไปได้ถึงระดับจ้าวอสูรเลยทีเดียว!”
“พอเทียบกับหวงเส้าเทียนแล้ว สัตว์เลี้ยงของพวกเรามันก็แค่ขยะดีๆ นี่เอง”
“แกจะไปพูดมากทำไม? หวงเส้าเทียนเขามุ่งเป้าจะเข้ามหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ในการสอบคัดเลือกของสายต่อสู้โน่น พวกเราน่ะมันตัวอะไร จะไปเทียบกับเขาได้ยังไง”
“นั่นก็จริงแฮะ”
ทั้งที่โดนด่าแต่คนโดนด่ากลับไม่ได้รู้สึกขัดเคืองอะไรดูเหมือนว่ามันจะเป็เื่ธรรมดาที่ควรจะเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว
ท่ามกลางเสียงสรรเสริญประจบประแจงรอบข้างเ้าผมเหลืองที่ชื่อหวงเส้าเทียนก็เดินจูงสัตว์เลี้ยงิญญาตรงมาหาเจียงจืออวี๋และเพื่อนสาวด้วยท่าทางลำพองใจ
เขาเดินผ่านไปที่ไหนผู้คนต่างพากันหลีกทางให้ด้วยความกลัวว่าจะไปขวางทางเขาเข้า
ทว่าเมื่อสองสาวเห็นดังนั้นกลับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ
“จืออวี๋ ดูสัตว์เลี้ยงิญญาของฉันหน่อยเป็ไง?”
“นี่คือสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีสายเืบริสุทธิ์พ่อฉันต้องประมูลมาด้วยราคาตั้งห้าแสนเหรียญเชียว”
เจียงจืออวี๋ยังไม่ทันได้อ้าปากหลินจิงเหยาก็ทนไม่ไหวสวนกลับไปก่อน
“มีปัญญาซื้อสัตว์อสูรห้าแสนเหรียญแต่ไม่มีปัญญาซื้อถุงกักิญญาราคาหนึ่งพันเหรียญเหรอ?”
“จูงสิงโตเข้ามาในห้องเรียนแบบนี้ ไม่เห็นรึไงว่าเพื่อนๆ ใกันหมด?”
“อีกอย่าง ถึงพร์จะสูงแค่ไหนตอนนี้มันก็เป็แค่ทหารอสูรระดับหนึ่งไม่ใช่รึไง”
วาจาที่เชือดเฉือนนั้นไม่ไว้หน้าหวงเส้าเทียนเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งหลินจิงเหยาก็ไม่ได้พูดผิดเพราะตอนนี้นักเรียนหญิงหลายคนในห้องต่างพากันหน้าถอดสีเมื่อจ้องมองสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีตัวนั้น
หวงเส้าเทียนชายตามองหลินจิงเหยาครู่หนึ่งดูเหมือนเขาจะชินชากับท่าทีแบบนี้ของเธอแล้ว จึงหันกลับมาสนใจไป๋ฉางเซิงแทน
“นี่น่ะเหรอสัตว์เลี้ยงิญญาของเธอ?”
“ไม่ใช่ว่าฉันจะตำหนิเธอนะจืออวี๋แต่สัตว์อสูรตัวแรกมันสำคัญที่สุดสำหรับผู้ควบคุมสัตว์อสูรทำไมเธอถึงได้ทำพันธสัญญาิญญากับงูเกล็ดขาวแบบส่งๆ อย่างนี้ล่ะ?”
“ถ้าหาตัวที่เหมาะสมไม่ได้จริงๆ ก็น่าจะบอกฉันนะ”
“ฉันให้พ่อช่วยหาสัตว์อสูรดีๆ ให้เธอได้สบายมาก”
เพียงไม่กี่ประโยคไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ไอ้หมอนี่มันแอบชอบเจียงจืออวี๋บ้านพอมีเงินอยู่บ้าง แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าเงินก็คือความขี้เหนียว
ถ้ามีใจให้จริงๆก็เอาของวิเศษหรือทรัพยากรล้ำค่าออกมาสิ ใครๆ ก็พูดได้ทั้งนั้นแหละว่าอยากช่วย
ช่างบังเอิญที่ความคิดของหลินจิงเหยาตรงกับใจของไป๋ฉางเซิงพอดิบพอดี
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? พูดตอนนี้มันก็สายไปแล้ว”
“หรือว่าคุณชายใหญ่หวงจะยอมเจียดของดีๆออกมาช่วยปั้นเสี่ยวไป๋สักหน่อยไหมล่ะ? ถือว่าช่วยจืออวี๋ยังไงล่ะ”
เป็ไปตามคาดพอหลินจิงเหยาพูดจบ ใบหน้าของหวงเส้าเทียนก็ฉายแววกระอักกระอ่วนออกมาทันที
“คือว่า... ทรัพยากรที่ฉันมี พ่อเป็คนจัดเตรียมไว้ให้หมดแล้วน่ะ”
“มันพอดีแค่กับปริมาณที่สิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีต้องกินในแต่ละวันเท่านั้นเอง...”
หวงเส้าเทียนยังคิดจะหาเหตุผลมาอธิบายต่อแต่เจียงจืออวี๋กลับส่ายหน้าเบาๆ แล้วบอกว่าไม่เป็ไร ก่อนจะหันไปทางหลินจิงเหยา
“อาจารย์บอกให้รวมตัวตอนแปดโมงครึ่ง เวลาใกล้ถึงแล้วพวกเราลงไปรอข้างล่างกันเถอะ”
พูดจบหลินจิงเหยาที่อุ้มไป๋ฉางเซิงอยู่ก็ขยับตัวเดินตรงออกไปนอกห้องทันทีทิ้งให้หวงเส้าเทียนยืนเก้อพร้อมกับสิงโตคู่ใจท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัด
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีพวกประจบสอพลออีกเพียบที่รุมล้อมเขาอยู่แม้เจียงจืออวี๋กับเพื่อนจะไม่เล่นด้วย แต่คนอื่นก็พร้อมจะเสนอหน้าเข้าไปหาเสมอ
ไป๋ฉางเซิงถูกหลินจิงเหยาอุ้มไว้ในอ้อมอกโดยคราวนี้เจียงจืออวี๋ไม่ได้จับเขาใส่กระเป๋านักเรียนเหมือนตอนแรก
ทว่าจากการปะทะกันสั้นๆเมื่อครู่ ก็ทำให้ไป๋ฉางเซิงตระหนักได้ชัดเจนว่าเขายังมีช่องว่างห่างชั้นจากสัตว์อสูรที่แท้จริงอยู่มากเพียงใด
เดิมทีเขาคิดว่าค่าพลังเืสิบแต้มน่าจะเพียงพอให้เขามีต้นทุนพอตัวให้พอน่าภูมิใจได้บ้างแล้ว
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีของหวงเส้าเทียนเขาถึงได้รู้ว่าความต่างของทั้งคู่นั้นคนละระดับกันเลย
หากเมื่อครู่เป็การพบกันในป่าสิงโตนั่นคงงับเขาลงท้องได้ง่ายๆ ไม่ต่างจากการกินขนมถุง
ที่น่าใยิ่งกว่าคือสัตว์อสูรระดับนี้กลับเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ทหารอสูรระดับหนึ่งเท่านั้นเหนือขึ้นไปน่าจะยังมีทหารอสูรระดับสอง ระดับสามหรือแม้กระทั่งระดับแม่ทัพอสูรและจ้าวอสูร
เมื่อรู้ซึ้งว่าความแข็งแกร่งของตัวเองยังขาดแคลนอย่างหนักไป๋ฉางเซิงจึงตัดสินใจในใจอย่างเงียบๆ ว่า
“เพื่อไม่ให้โดนจับกินเป็ขนมเลย์ฉันคงต้องเกาะขาเจียงจืออวี๋ฟาร์มตัวต่อไปก่อน”
“อย่างน้อยต้องรอให้ถึงระดับที่งับสิงโตนั่นเข้าปากได้ในคำเดียวถึงค่อยคิดเื่ออกไปเผชิญโลกกว้างในป่า”
“ขณะเดียวกัน ต้องคว้าโอกาสในครั้งนี้ไว้ให้ได้เพื่อสะสมแต้มวิวัฒนาการให้เพียงพอสำหรับเริ่มการวิวัฒนาการรอบสอง!”
ไป๋ฉางเซิงไม่ใช่คนที่มีความมั่นใจแบบหลับหูหลับตาและเขาก็ต้องยอมรับว่าความต่างของพลังรบในโลกใบนี้มันมหาศาลเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากจริงๆ
ข่าวดีเพียงอย่างเดียวคือเขามีระบบคอยหนุนหลัง และยังมีเจียงจืออวี๋ว่าที่จักรพรรดินีอยู่เคียงข้างในอนาคตเขาย่อมมีโอกาสที่จะเอื้อมมือไปััถึงระดับพลังรบสูงสุดนั่นได้อย่างแน่นอน