เสิ่นชิงหลัวพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“ฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ”
เธอไม่สามารถแสร้งทำเป็ทำตัวติดดินได้ อย่าลืมว่ายังมีนางหลี่เจี๋ยผู้เป็มารดาที่เวลานี้คงคิดหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อไม่ให้เธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ดังนั้นจะเป็การดีกว่าที่จะป่าวประกาศออกไปว่าเธอตั้งใจจะเป็หนึ่งในผู้สมัครเพื่อให้หัวหน้าหมู่บ้านและเลขาธิการพรรคพิจารณา
ด้วยแรงสนับสนุนของชาวบ้านที่มองว่าเธอคือตัวแทนหมู่บ้าน เสิ่นชิงหลัวไม่เชื่อหรอกว่าฝ่ายนั้นจะขยับตัวได้ง่าย
่บ่ายวันต่อมา
“ขายหมดเร็วขนาดนี้เชียว!”
“ฉันก็แปลกใจเหมือนกันค่ะ 200 ฟองของฉันขายหมดแล้วจริงๆ”
แม้คนยากจนจะมีมากมาย แต่ก็ยังมีหลายคนที่พร้อมจะควักเงินใช้จ่ายอยู่เสมอ คำพูดที่ว่าสมัยนี้ผู้คนมีเงินแต่ไม่มีที่ให้ใช้จ่าย เห็นทีจะเป็เื่จริง!
“แผงนี้ก็ใกล้จะหมดแล้ว”
ข่าวดีที่หลานสาวนำมา ทำให้ความไม่สบายใจจากการที่ถูกแย่งลูกค้าหายไปในสายลม วันนี้มีคนเปิดแผงขายไข่ต้มใบชากับน้ำซุปเพิ่มขึ้นอีกแล้ว รวมๆ แล้วมีแผงขายสินค้าชนิดเดียวกันมากถึง 4 แผง เดาว่าคงมีคนจากหมู่บ้านเดียวกันไม่ต่ำกว่าสองแผงแน่นอน
ยังดีที่ร้านไข่ต้มใบชาตระกูลเสิ่นนั้นเป็เ้าแรก จึงมีลูกค้าประจำมาอุดหนุนอยู่เรื่อยๆ ทว่าน่าเสียดายที่ลูกค้าขาจรที่ผ่านไปมาเลือกหยุดซื้ออาหารจากแผงลอยนี้มีจำนวนน้อยลง
“ถ้าขายที่นี่ไม่หมดก็ไม่เป็ไรค่ะ เดี๋ยวฉันจะเอาไปขายที่สถานีรถไฟเอง”
แม่เฒ่าเสิ่นรีบปฏิเสธทันทีที่ได้ฟัง “ไม่เป็ไรเหลือไม่มากแล้ว ถ้าหลานออกไปตอนนี้ คนพวกนั้นต้องเห็นแน่ว่าเรามีจุดขายสองจุด แค่ให้พวกเขาแย่งลูกค้าตรงนี้ก็มากพอแล้ว!”
เสิ่นชิงหลัวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้มีความสุขหรือเศร้าแต่ประการใด
“ถึงตอนนี้พวกเขาจะไม่รู้ แต่อีกไม่นานก็ต้องเดาได้ ที่เรามาตั้งแผงที่นี่ก็เพราะเป็ตลาดที่ใกล้กับสถานีขนส่งมีคนเดินทางเยอะ สถานีรถไฟเองก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะสะกดรอยตามหรือคาดเดาด้วยสัญชาตญาณ อีกไม่กี่วันที่สถานีรถไฟจะต้องมีคนขายไข่ต้มชาเหมือนกับเราเพิ่มขึ้น”
นี่เป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเป็มนุษย์เมื่อเห็นใครได้ดี เราเองก็อยากจะได้ดีเหมือนกับเขา บางคนเห็นโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เื่แปลก เมื่อธุรกิจเป็ไปด้วยดี ย่อมมีคู่แข่งเกิดขึ้น เสิ่นชิงหลัวไม่กล้าบอกย่าของเธอว่าวันนี้ก็มีผู้ขายไข่ต้มชาอีกเ้าเกิดขึ้นที่สถานีรถไฟแล้ว
ก็เข้าใจได้ว่าสถานที่อย่างขนส่งและสถานีรถไฟมีผู้คนพลุกพล่านกว่าที่อื่น แต่การขายสินค้าเหมือนๆ กันทุกแผง สินค้าจะขายได้อย่างไร? ทำไมไม่ไปตั้งแผงที่อื่นกันบ้าง
“ถ้าอย่างนั้นเราเร่งทำเงินดีหรือเปล่า ใช้ไข่วันละมากขึ้นรีบกอบโกยเสียั้แ่ตอนนี้ แล้วเลิกขาย”
เสิ่นชิงหลัวพยักหน้าช้าๆ อย่างเห็นด้วย “ฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะ ตอนนี้เงินที่ได้ก็มากพอแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่สงบ ฉันไม่ยุ่งกับอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้เลย”
แม่เฒ่าเสิ่นได้แต่พยักหน้าด้วยความกังวล แม้จะเสียใจที่ไม่สามารถหาเงินด้วยวิธีนี้ได้อีกต่อไป แต่ลึกๆ แล้วกลับโล่งใจ
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็เวลาหนึ่งสัปดาห์แล้วธุรกิจของบ้านเสิ่นก็ดำเนินไปได้ด้วยดีและในที่สุดก็หยุดลง
ส่วนทางเหอไหลตี้นั้น่สามวันแรก เหอไหลตี้เองก็สามารถสร้างรายได้มากถึงวันละห้าหยวน
ห้าหยวนเชียวนะ!
เธอเคยได้ยินว่าพนักงานขายที่ร้านสหกรณ์ของรัฐนั้นมีรายได้ต่อเดือนประมาณสิบห้าหยวน แต่ดูเธอสิ! แค่ตั้งแผงลอยขายไข่ต้มชากับน้ำซุปสามวันก็สามารถสร้างรายได้เท่ากับพวกชามข้าวเหล็กแล้ว
ั้แ่วันนั้นนับจากที่เหอไหลตี้ได้ลองลิ้มรสความหวานจากการตั้งแผงค้าขายในตลาดนกพิราบ ความ้าในการหาซื้อไข่ก็เพิ่มมากขึ้น และจำนวนคนที่ใจกล้าอยากลองค้าขายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ด้วยกลัวว่าไข่สดในหมู่บ้านจะถูกเ้าอื่นแย่งไปหมดแล้วตัวเองจะไม่มีไข่สดมาทำไข่ต้มชา หลายคนจึงริเริ่มเพิ่มราคารับซื้อไข่สดเพื่อดึงดูดให้ชาวบ้านขายไข่ให้ตน
“อะไรกัน! ทำไมมีเงินแค่นี้ วันนี้เราขายไข่ต้มชา 70 ฟองไม่ใช่เหรอ! ทำไมเงินที่ได้ถึงน้อยกว่าตอนที่ขาย 50 ฟองล่ะ” แม่เฒ่าหนิงไม่พอใจมากเมื่อเห็นว่าเงินจากการค้าขายลดน้อยลง
จากนั้นสายตาของหญิงชราก็หรี่มองไปยังเหอไหลตี้ แล้วกล่าวด้วยเสียงเหี้ยม “สะใภ้ใหญ่อย่าคิดว่าฉันโง่! เป็แกที่แอบซ่อนเงินไว้ใช่ไหม! นี่เป็เงินของครอบครัวไม่ใช่เงินส่วนตัวของใครทั้งนั้น!!”
เหอไหลตี้ที่แม้จะปากกล้ากับคนอื่น แต่กลับตัวหดเล็กเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแม่สามี เธอกล่าวขณะที่ตัวสั่นด้วยความกลัว
“ฉันไม่ได้เอาไป ฉันไม่ได้เอาไปจริงๆ ฉันขายได้เท่าไรก็ใส่ไว้ในนี้ทั้งหมด ถ้าไม่เชื่อแม่ก็ถามต้าหนิวดูสิ”
ต้าหนิวผู้เป็สามีของเหอไหลตี้พยักหน้า “ไหลตี้ไม่ได้แอบซุกเงินจริงๆ ฉันก็ด้วย”
กับลูกสะใภ้แม่เฒ่าหนิงยังคงไม่อาจเชื่อใจได้เต็มร้อย แต่หากเป็ลูกชายเธอจะเชื่อพวกเขาโดยไม่มีข้อแม้
แล้วเงินหายไปไหน?
“หรือจะทำหล่นหาย?”
จำนวนเงินที่ลดลงสร้างความปวดหัวให้กับทั้งครอบครัวหนิงเป็อย่างมาก พวกเขาขายไข่มากขึ้นแต่เหตุใดเงินที่ได้ถึงลดลง
จนกระทั่งแม่เฒ่าหนิงมาถึงบางอ้อก็ตอนที่เดินไปซื้อไข่ที่บ้านตระกูลโจว
“ไข่แค่เจ็ดจินจะสามหยวนห้าเหมาได้ยังไง ปกติไม่ใช่ว่าแค่สองหยวนหรอกเหรอ!? อะนี่เอาไปสองหยวน อย่าโลภให้มันมากนัก!”
หลี่ผิงภรรยาของโจวเจี้ยนเบ้ปาก มือก็ชักตะกร้าใส่ไข่กลับมาโดยทันที
“สองหยวนเหรอ ฝันไปเถอะ! เหอไหลตี้เป็คนบอกเองว่าจะให้ราคาไข่จินละห้าเหมา”
“ไอ้หยา! สะใภ้ใหญ่บอกฉันมาว่าจริงหรือเปล่า” ความโกรธที่สุมอยู่ในอกพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
เหอไหลตี้ได้แต่แอบอยู่หลังผู้เป็สามี
“กะ ก็จริง ที่ฉันยอมเสนอเงินเพิ่มก็เพราะกลัวว่าเราจะไม่มีไข่มาทำไข่ต้มชา แม่ก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าคนจากหมู่บ้านไปขายไข่ต้มชากันเยอะ ไข่สดในหมู่บ้านก็เลยเริ่มจะไม่พอ”
โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละครอบครัวมีไก่อยู่ราวๆ 4 ตัวเท่านั้น ทำให้จำนวนไข่ที่ได้รับต่อวันนั้นไม่เยอะ ที่เห็นว่าแต่ละครอบครัวสามารถขายไข่ให้กับคนเปิดแผงไข่ต้มชาได้คราวละมากๆ นั่นก็เพราะพวกเขาเก็บสะสมไข่เอาไว้แล้วนำออกมาขายในเวลานี้
อย่างไรก็ตามมีบางคนที่สายตากว้างไกลได้เริ่มลงทุนซื้อลูกเจี๊ยบมาเลี้ยง เพื่อที่ในลูกเจี๊ยบจะกลายเป็แม่ไก่ที่เปรียบประหนึ่งกระปุกออมสินที่จะค่อยๆ ถูกหยอดจนเต็มกระปุกอย่างช้าๆ
ส่วนสาเหตุว่าทำไมจึงไม่ซื้อแม่ไก่ที่พร้อมออกไข่นั่นก็เพราะการซื้อลูกเจี๊ยบนั้นมีราคาถูกกว่าแม่ไก่มาก แต่ภายใต้การเมืองที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นี้ อีกทั้งยังมีการจำกัดจำนวนไก่ สองคนหนึ่งตัวโดยแต่ละครอบครัวมีแม่ไก่ได้ไม่เกิน 5 ตัวดังนั้นลูกเจี๊ยบที่บางบ้านซื้อมาจึงต้องแอบเลี้ยงแบบลับๆ
แต่ถึงแม้จะมีหลายคนที่แอบเลี้ยงไก่เพิ่ม ทว่าลูกเจี๊ยบพวกนั้นย่อมต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะโตเต็มวัยพร้อมสำหรับการเป็กระปุกออมสิน
“จะซื้อหรือเปล่า ถ้าไม่ซื้อก็กลับไป!”
หากเป็เมื่อก่อนใครจะกล้าไล่ลูกค้าเช่นนี้ คนที่มีไข่ในบ้านมีแต่จะดีใจหากได้ทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่ แต่เพราะนี่เป็่ที่มีคน้าไข่เพิ่มมากขึ้น แม้ราคาไข่จะสูงขึ้นแต่ก็มีคนที่จะยอมซื้อมันอยู่ดี
ที่สำคัญ..นี่เป็ราคาที่คนรับซื้อเสนอกันมาเองทั้งนั้น!
แต่ละเ้านั้นให้ราคารับซื้อไม่เท่ากัน ใครพึงพอใจจะขายให้กับคนไหนก็ขายให้คนนั้น ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเหอไหลตี้นั้นให้ราคาสูงสุด จะไข่เล็กไข่ใหญ่ก็ให้ราคาเดียวคือจินละ 5 เหมา!
แม่เฒ่าหนิงได้แต่กัดฟันแล้วควักเงินออกมาจ่าย แต่ก็ไม่วายบ่นสะใภ้บ้านโจวไม่หยุด
“ฮึ่ม อะเอาไป! คราวหน้าฉันไม่มาซื้อแล้ว เอาเปรียบกันขนาดนี้ พวกหน้าเื!”
ได้ฟังดังนั้นใบหน้าที่ยิ้มกว้างของหลี่ผิงก็หุบลงทันที
“ชิชะแม่เฒ่าหนิง! ที่ฉันขายให้ป้าก็เพราะเห็นว่าอยู่บ้านใกล้กันหรอกนะ จะบอกว่าฉันเอาเปรียบได้อย่างไรก็ในเมื่อสะใภ้ใหญ่บ้านหนิงเป็คนเสนอราคาให้เอง ฉันก็เลยยอมเก็บไข่ไว้ให้จนถึงตอนนี้ วันนั้นฉันกำลังจะขายไข่ให้เสิ่นต้ายา แต่เป็ลูกสะใภ้บ้านหนิงเองที่สอดปากเข้ามาเสนอราคาตัดหน้าเสิ่นต้ายา”
ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งมีโทสะ แม่เฒ่าหนิงแทบจะทนไม่ไหว เธออยากจะรีบกลับบ้านในทันที เพื่อจะได้ชำระความกับลูกสะใภ้ผู้โง่เง่า