ตอนที่ 18 ปรมาจารย์ฟู่หาสมบัติ
ร้านค้าสหกรณ์ในเมืองนั้นมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าร้านค้าสหกรณ์ของหมูบ้านมากโดยจะมีทั้งหมดสามชั้นด้วยกัน
ฟู่เยี่ยนมองไปยังร้านค้าต่าง ๆ ในยุคนี้ด้วยความสนใจเป็อย่างมากเพราะสำหรับเธอแล้ว ทุกอย่างช่างดูแปลกใหม่ไปหมดสองพ่อลูกพากันเดินสำรวจชั้นหนึ่งให้ทั่วก่อน ก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นต่อไป
โดยชั้นแรกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็โซนขายขนมขบเคี้ยวต่าง ๆรวมไปถึงของว่างและลูกกวาด ตลอดจนผลิตภัณฑ์เคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แปรงสีฟันยาสีฟัน สบู่ และของใช้จำเป็ภายในบ้าน
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงสบู่กำมะถันขึ้นมาได้ ในยุคนี้ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงนิยมใช้สบู่แบบนี้ตามบ้านอยู่ ซึ่งใช้ได้แค่ล้างมือก็เท่านั้นหากจะนำไปใช้อาบน้ำคงจะไม่ค่อยสะดวกมากนัก
ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดอยู่ภายในใจเขาจะหาเงินมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกันหากไม่มีลูกสาว ? และเขายังได้ถามอีกว่าฟู่เยี่ยน้าอะไรเพิ่มหรือเปล่าซึ่งทำให้ฟู่เยี่ยนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ส่วนชั้นสองเป็ชั้นที่จำหน่ายเสื้อผ้าและผ้าต่าง ๆซึ่งในยุคนี้คนส่วนใหญ่มักจะซื้อผ้าไปตัดเย็บเองส่วนเสื้อผ้าสำเร็จมีเพียงคนที่มีฐานะเท่านั้นที่จะซื้อมัน
ฟู่เยี่ยนมองไปยังเสื้อผ้าที่ดูล้าสมัยเ่าั้ในชีวิตก่อนหน้านี้ของเธอ ผู้คนได้เลิกสวมเสื้อผ้าแบบนี้ไปแล้ว แต่ในยุคปัจจุบัน เสื้อผ้าเหล่านี้ยังคงดูทันสมัยมาก
ดังนั้นสองพ่อลูกจึงได้ไปเลือกผ้าเพื่อที่จะใช้ตัดชุดเท่านั้นเมื่อเลือกผ้าที่้าได้แล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบตั๋วผ้าออกมาจ่ายเป็ค่าผ้าเ่าั้
ส่วนชั้นสามเป็ชั้นที่หรูหราที่สุด โดยชั้นนี้มีรถจักรยานจักรยานยนต์ และวิทยุต่าง ๆ ฟู่ต้าหย่งอยากได้จักรยานมาก แต่การที่จะหาตั๋วซื้อจักรยานนั้นก็เป็อะไรที่ยากเหลือเกินดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงยอมแพ้ และมองไปที่มันด้วยแววตาที่ดูเศร้าสร้อยเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนเดินซื้อของอยู่ครู่หนึ่งเธอก็เริ่มเบื่อเพราะทุกอย่างนั้นต้องใช้ตั๋วในการซื้อ หากไม่มีตั๋ว ก็จะไม่สามารถซื้ออะไรได้เลย
หลังจากที่สองพ่อลูกซื้อของเสร็จจึงได้เดินออกไปจากร้านค้าสหกรณ์ทันทีแต่เมื่อดูเวลาแล้วก็พบว่ายังเหลือเวลาอีกเยอะกว่ารถประจำทางจะออกก็ตั้งสี่โมงเย็น
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นมาได้ว่าในยุคนี้ โรงรับซื้อของเก่าเป็อีกสถานที่หนึ่งในการหาสมบัติบางทีเธออาจจะเจอขุมทรัพย์ที่นั่นก็เป็ได้
“พ่อคะ หนูอยากไปดูที่โรงรับซื้อของเก่าสักหน่อยหนูอยากดูว่ามีหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์หรือเคมีในระดับมัธยมปลายบ้างหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินว่าฟู่เยี่ยนกำลังมองหาหนังสืออยู่ฟู่ต้าหย่งจึงรู้สึกมีความสุขเป็อย่างมาก จากนั้นเขาจึงได้ถามกับคนที่อยู่บริเวณนั้นว่ามีโรงรับซื้อของเก่าอยู่แถวนี้หรือเปล่าและก็มีจริง ซึ่งสถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่บนถนนที่ติดกับร้านค้าสหกรณ์นี่เอง
เมื่อมาถึงโรงรับซื้อของเก่า ฟู่เยี่ยนจึงได้บอกไปว่าเธอมาหาหนังสือจากนั้นคนที่เฝ้าประตูอยู่ก็ได้ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“หนังสือน้ำหนัก 1 จินราคา 5 เจี่ยวหากชอบเล่มไหนก็หยิบมาชั่งน้ำหนักได้เลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองพ่อลูกจึงได้แยกย้ายกันไปหาดูทันใดนั้นฟู่เยี่ยนก็มองไปรอบ ๆก่อนจะสังเกตเห็นแสงที่เปล่งประกายขึ้นมาตามมุมต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย
แต่เธอก็ยังคงแสร้งทำเป็เลือกหนังสือเล่มอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆเพื่อไม่ให้ตัวเองดูมีพิรุธ
จากนั้น เธอก็ได้หยิบพจนานุกรมเล่มหนึ่งขึ้นมา เธอเห็นแสงสีขาวจาง ๆปรากฏขึ้นมา ดูเหมือนว่ามันเคยเป็ของคนที่ร่ำรวยมาก่อน
หลังจากที่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ได้ค้นกองกระดาษเก่า ๆ ออกไปและในที่สุดเธอก็พบกับวัตถุบางอย่างที่เปล่งแสงสีทองออกมาอยู่ที่มุม ๆ หนึ่งซึ่งมันคือโถที่มีรูปร่างคล้ายกับแจกันและถูกลงรักสีแดงเอาไว้
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกมีความสุขมาก ๆแม้ว่าพื้นผิวของโถใบนั้นจะเป็สีแดงแต่แท้จริงแล้วเนื้อด้านในของมันเป็เครื่องลายครามสีน้ำเงินและสีขาวเธอคิดว่ามีคน้าที่จะปกปิดสิ่งนี้เอาไว้จึงได้ทามันด้วยสีแดงนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เธอพบจึงเป็ของโบราณอย่างไม่ต้องสงสัยเลย !
ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบโถใบนั้นมาวางในตระกล้าเงียบ ๆก่อนจะเริ่มมองหาของชิ้นอื่นที่มีแสงเปล่งประกายออกมาต่อ
ไม่นานนัก เธอก็พบกับของอีกชิ้นหนึ่งเข้ามันดูคล้ายกับชิ้นส่วนของเครื่องลายครามที่แตกไปแล้ว
มันยังคงเป็เครื่องลายครามสีฟ้าอยู่แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่สามารถมองออกเลยว่ามันคืออะไรเพราะว่าเครื่องลายครามชิ้นนี้มีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือเท่านั้น
แต่แสงที่เปล่งออกมากลับสว่างกว่าโถสีแดงที่เธอเจอก่อนหน้านี้เสียอีกฟู่เยี่ยนจึงได้โยนมันเข้าไปในมิติของเธอทันที
จากนั้น เธอยังพบหนังสือโบราณอีก 2-3 เล่ม รวมทั้งหนังสือที่มีด้ายผูกเอาไว้อีกด้วย ซึ่งมันดูเก่ามาก ๆเธอจึงวางแผนที่จะศึกษามันอย่างละเอียดเมื่อกลับถึงบ้าน
ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะมองไปรอบ ๆเมื่อเห็นว่าไม่มีวัตถุที่มีแสงเปล่งประกายออกมาหลงเหลืออยู่แล้วเธอจึงได้หยิบหนังสือคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีที่เลือกเอาไว้ขึ้นมาและเดินไปหาชายคนที่เฝ้าประตูทันที
ส่วนฟู่ต้าหย่งนั้นไม่ได้ชอบอะไรที่นี่นักเขาจึงได้ไปยืนรอลูกสาวอยู่ที่ประตูแล้ว
เมื่อนำมาชั่งแล้ว น้ำหนักรวมทั้งหมดคือ 10 จิน ราคาอยู่ที่ 5 เหมาพอดี
หลังจากที่เดินออกมาจากที่นั่นฟู่เยี่ยนก็ได้โยนมันเข้าไปในมิติของเธอทันที ก่อนที่สองพ่อลูกจะเดินไปขึ้นรถประจำทางโดยไม่ต้องหอบข้าวของให้เหนื่อยเลย
...……
อีกด้านหนึ่งหวังซู่เหมยก็ได้พาฟู่เหมี่ยวกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ของเธอที่บ้านทั้งยังไม่ลืมที่จะเอาไก่ตากแห้ง 2 ตัว และองุ่นอีก 2-3 พวงติดไม้ติดมือมาอีกด้วย
ครั้งก่อนได้เกิดเื่ขึ้นกับเสี่ยวฮั่วเสียก่อนซึ่งตรงกับที่ครอบครัวพี่ชายของเธอมีพิธีหมั้นหมายของหลานชายคนโตพอดีจึงทำให้หวังซู่เหมยไม่ได้มาร่วมแสดงความยินดีในวันนั้น
บ้านยายของฟู่เยี่ยนตั้งอยู่ในหมู่บ้านหวู่เจียจวง ซึ่งอยู่ติดกับหมู่บ้านอันผิงของเธอนี้เองแต่อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านหวู่เจียจวงนั้นตั้งอยู่บนูเาดังนั้นการเดินทางไปที่นั่นจึงลำบากเล็กน้อยทั้งยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกับหมู่บ้านอันผิงอีกด้วย
เมื่อหวังซู่เหมยมาถึงที่บ้านของพ่อกับแม่ของเธอ แม่เฒ่าหลี่แม่ของหวังซู่เหมยก็กำลังทำพื้นรองเท้าอยู่ใต้ต้นไม้ในลานบ้านอยู่พอดี
“แม่คะ วันนี้แดดร้อนมากเลย ทำไมแม่ถึงออกมานั่งข้างนอกแบบนี้กันล่ะคะ ? ”หวังซู่เหมยพูดขึ้นมา
“ซู่เหมยเองหรอกเหรอ ? ใต้ต้นไม้อากาศเย็นสบายกว่าในบ้านอีกนะ”
เมื่อเห็นว่าลูกสาวของเธอมาเยี่ยมแม่เฒ่าหลี่ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขทันที เธอมีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวอีกหนึ่งคน อีกทั้งลูกสาวยังมีบุคลิกและนิสัยใจคอที่เหมือนเธอมาก ๆจึงทำให้เธอค่อนข้างรู้สึกมีความสุขเมื่อได้พบกับลูกสาว
ที่จริงแล้วเธอเองก็อยากให้ลูกสาวกลับมาอยู่ด้วยกันมาก ๆแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกเขยของเธอก็เป็คนที่ดีมากเช่นกัน
ส่วนหลี่เซียงหยุน พี่สะใภ้ของหวังซู่เหมยกำลังทำอาหารอยู่ในครัวเมื่อเห็นว่าน้องสามีกลับมาเยี่ยมบ้าน เธอจึงได้รีบออกมาจากครัวทันที
“ซู่เหมย เป็เธอเองหรอกเหรอ ? ครั้งก่อนที่เธอไม่ได้มางานหมั้นฉันเป็กังวลมาก ๆ เลย แล้วตอนนี้อาการของเสี่ยวฮั่วเป็อย่างไรบ้าง ?ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม ? ”
หวังซู่เหมยแอบบ่นอยู่ในใจก่อนหน้านี้พี่สะใภ้ของเธอมักจะพยายามผลักไสไล่ส่งเธอให้ออกไปอยู่เสมอและทันทีที่มาถึงเธอก็ถูกพี่สะใภ้จับผิดเื่ที่ไม่มาร่วมพิธีหมั้นของหลานชายเสียแล้ว
“อืม อย่ากังวลไปเลย แม้ว่าพี่สะใภ้จะไม่ถาม ฉันก็ต้องบอกเื่นี้อยู่แล้วเสี่ยวฮั่วหมดสติไปหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนฉันเองก็คิดว่าเธอจะไม่ตื่นขึ้นมาแล้วเหมือนกัน” ขณะที่พูดนั้นเธอก็เช็ดน้ำตาไปด้วย
คำพูดของหวังซู่เหมยทำให้แม่เฒ่าหลี่ใเป็อย่างมากพร้อมกับรีบเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้นทันที
หลังจากที่หวังซู่เหมยได้อธิบายถึงสาเหตุที่เสี่ยวฮั่วต้องได้รับาเ็อย่างละเอียดแล้วแม่เฒ่าหลี่ก็กัดฟันแน่นด้วยความเกลียดชังทันที
“เมื่อก่อน พ่อสามีของลูกไม่ใช่คนแบบนี้เลยนี่นาแต่ทำไมหลังจากที่แม่สามีของลูกจากไป เขาถึงเป็แบบนี้ได้ล่ะ ? ”
“โชคดีที่แม่สามีของลูกมีไหวพริบที่ดีและแยกบ้านให้ลูก ๆ ของเธอไว้แต่เนิ่นๆ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ แม่หม้ายคนนั้นคงจะต้องมารังแกลูกทุกวันแน่นอน ! ”
“ใช่แล้วค่ะ ดูเหมือนว่าแม่เขาจะเห็นถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของพ่อตั้งนานแล้วก็เลยตัดสินใจแยกบ้านให้ลูก ๆ ั้แ่เนิ่น ๆ ”
“พ่อสามีของเธอเพิ่งจะอายุห้าสิบกว่าเอง จะไม่ให้เขาสนใจผู้หญิงอื่นได้อย่างไรแต่เขาแค่ใจร้อนเกินไปเท่านั้น แค่ดูก็รู้แล้วว่าเขาหลงผู้หญิงคนนั้นมาตั้งนานแล้ว! ” หลี่เซียงหยุนพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยาม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหวังซู่เหมยก็มืดลงไปทันทีก่อนจะรีบปิดหูของฟู่เหมี่ยวเอาไว้พี่สะใภ้ของเธอพูดแบบนี้ออกมาต่อหน้าเด็กได้อย่างไรกัน
ส่วนแม่เฒ่าหลี่ก็รู้สึกระอาเช่นกันหลังจากที่ได้ยินลูกสะใภ้พูดแบบนี้ เธอจึงพูดตัดบทไปทันทีว่า“ฉันคิดว่าเธอควรจะรีบไปทำกับข้าวดีกว่าที่จะมายืนพูดแบบนี้นะ อีกไม่นานิจื่อกับเหลียงจื่อก็จะกลับมาทานข้าวแล้วไม่ใช่เหรอ? ”
หลี่เซียงหยุนรู้ว่าหญิงชรา้าที่จะคุยกับลูกสาวเป็การส่วนตัวดังนั้นเธอจึงได้ลุกขึ้นทันที แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เดินออกไป จู่ ๆเมื่อเห็นของที่หวังซู่เหมยนำกลับมา ดวงตาของเธอก็เป็ประกายทันที
“จริงด้วยสิ หนูลืมเื่นี้ไปเลยหนูได้เอาไก่ที่ต้าหย่งล่ามาได้ไปตากแห้งเพื่อเอามาฝากแม่ด้วยแม่เก็บมันเอาไว้ทำกับข้าวนะคะ”
หวังซู่เหมยรู้จักนิสัยของพี่สะใภ้ดี หากเธอไม่พูดแบบนี้ออกไปแม่ของเธออาจจะไม่ได้ทานของที่เธอนำมาฝากก็ได้
“แล้วทำไมไม่เก็บมันเอาไว้กินเองล่ะ จะเอามาให้แม่ทำไมกันพ่อกับแม่กินแค่เต้าหู้ชิ้นเดียวก็อิ่มแล้ว”
“แม่ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ? หนูรู้ว่าฟันของแม่และพ่อไม่ค่อยแข็งแรงแล้วแต่ก็ยังมีิจื่อ เหลียงจื่อ และคนอื่นอยู่ไม่ใช่เหรอ ? ” หลี่เซียงหยุนรีบพูดขึ้นมาทันทีเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ไก่ตากแห้งนั้น
“ต้าหย่งขอให้หนูเอามาฝากแม่ แม่รับมันเอาไว้เถอะนี่เป็ความตั้งใจของพวกเราจริง ๆ อีกอย่างแม่กับพ่อก็แก่มากแล้วจึงจำเป็ที่จะต้องดูแลตัวเองและได้กินของดี ๆ ”หวังซู่เหมยรีบเอาไก่ตากแห้งเข้าไปเก็บทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้แม่เฒ่าหลี่ได้พูดอะไร
ส่วนหลี่เซียงหยุนก็ได้มองไปยังของฝากพวกนั้นก่อนจะแยกตัวไปทำอาหารด้วยความสบายใจ
เมื่อเห็นท่าทางของลูกสะใภ้ แม่เฒ่าหลี่ก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
“ฝากขอบคุณต้าหย่งด้วยก็แล้วกัน ว่าแต่ทำไมเขาถึงไม่มาด้วยกันล่ะ ? ”แม่เฒ่าหลี่เองก็เอ็นดูฟู่ต้าหย่งเหมือนลูกชายแท้ ๆคนหนึ่งของเธอเช่นกัน
“วันนี้ต้าหย่งกับเสี่ยวฮั่วต้องเข้าเมือง”หวังซู่เหมยมองตามแผ่นหลังของพี่สะใภ้ไป เมื่อเห็นว่าพี่สะใภ้ลับตาไปแล้วเธอจึงได้เล่าถึงเื่ที่พวกเขาไปขายเหล้าองุ่นให้แม่ของเธอฟัง
หลังจากที่ได้ฟัง แม่เฒ่าหลี่ก็เอ่ยถามออกมาด้วยความกังวลว่า“มันจะไม่เป็อะไรใช่ไหม ? แล้วแบบนี้พวกเขาจะถูกจับหรือเปล่า? ”
“อย่ากังวลไปเลยค่ะ ต้าหย่งมีเพื่อนอยู่ในเมืองดังนั้นเขาจึงแค่บอกว่าไปเยี่ยมเพื่อนค่ะ” หวังซู่เหมยโกหกเพื่อให้แม่ของเธอสบายใจ
ส่วนเื่ที่ฟู่ซินถูกรับเลือกให้เข้าร่วมกับกองทัพนั้นเธอยังไม่ได้พูดมันออกไป เพราะเื่นี้ยังไม่ชัดเจนมากนักดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะบอกให้คนอื่นรู้ในตอนนี้
จากนั้น แม่เฒ่าหลี่ก็ได้เข้าไปกอดฟู่เหมี่ยวก่อนจะให้ขนมกับหลานสาวไป แม้ว่าขนมชิ้นนั้นจะแตกเป็ชิ้นเล็ก ๆ แล้วก็ตามแต่ฟู่เหมี่ยวก็ยังคงทานมันอย่างเอร็ดอร่อย
จากนั้นสองแม่ลูกก็พูดคุยกันถึงเื่การแต่งงานของิจื่อ หลานชายคนโตของพวกเธอเมื่อพูดถึงเื่นี้ แม่เฒ่าหลี่ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจขึ้นมาทันทีแต่เธอก็ไม่ได้บ่นอะไรมากนัก เธอแค่รู้สึกไม่ค่อยชอบหลานสะใภ้ของเธอเท่าไหร่นักมันเลยทำให้เธอรู้สึกแย่เล็กน้อย
“หลิวต้าหนีคนนั้น แม่รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเธอเท่าไหร่ แต่พี่ชายและพี่สะใภ้ของลูกก็ยังยืนกรานที่จะจัดงานแต่งงานครั้งนี้ขึ้นมาดูเหมือนว่าิจื่อเองก็ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ด้วยนะ”
“แล้วทำไมแม่ไม่ลองบอกให้พวกเขาคิดดูดี ๆ อีกครั้งกันล่ะคะ ? ” หวังซู่เหมยเอ่ยถามออกไปด้วยความรู้สึกงุนงง
“แม่ไม่ใช่พี่สะใภ้ของลูกนี่นา ไม่รู้ว่าเธอไปได้ยินใครพูดมาเธอบอกกับแม่ว่ามีคนบอกว่าดวงชะตาของหลิวต้าหนีนั้นจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองหากได้แต่งงานกับิจื่อ”
“และพี่สะใภ้ของลูกก็เชื่อคน ๆ นั้นอย่างสนิทใจ” เมื่อพูดถึงเื่นี้แม่เฒ่าหลี่ก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที
หลังจากที่หวังซู่เหมยได้ยินสิ่งนี้เธอก็ชำเลืองมองไปยังพี่สะใภ้ของเธอโดยไม่รู้ตัว
ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็มีความคิดที่ไม่ต่างไปจากแม่ของเธอเลยตอนนี้ใครจะมีความสามารถเท่าน้องสาวของเธออีก ?
พวกเธอพูดคุยกันอยู่นาน จนถึงเที่ยงหวังเหล่าซานพ่อของหวังซู่เหมยและหวังกั๋วจื่อพี่ใหญ่ของหวังซู่เหมยก็ได้กลับมาที่บ้าน
เนื่องจากหมู่บ้านหวู่เจียจวงตั้งอยู่บนูเาจึงทำให้อากาศที่นี่ไม่ค่อยร้อนอบอ้าวมากนัก ดังนั้นชาวบ้านจึงออกไปทำงานกันอย่างสบายๆ
ทันทีที่กลับมาหวังเหล่าซานก็เอ่ยถามขึ้นมาทันทีว่าทำไมหลานชายคนโตของเขาถึงไม่กลับมาด้วย ฟู่ซินนั้นได้รับความเมตตาจากตาของเขามาั้แ่เด็กแล้วซึ่งชายชราปฏิบัติต่อฟู่ซินดีกว่าเหล่าหลานชายในตระกูลหวังของเขาเสียอีก
“ตอนนี้เสี่ยวจินกำลังช่วยคำนวณผลผลิตการเก็บเกี่ยวที่หมู่บ้านอยู่เขากำลังยุ่ง เอาไว้ครั้งหน้าหากเขาว่าง หนูจะพามาเยี่ยมพ่อก็แล้วกันนะคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเหล่าซานก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนจะชวนให้ทุกคนทานข้าว
ในตอนนี้มีเพียงหลี่เซียงหยุนเท่านั้นที่มีสีหน้าดูไม่ค่อยดีนักชายชราคนนี้ช่างเป็คนที่โง่เขลาจริง ๆ เขาไม่ได้สนใจหลานชายของตัวเองเลยแต่กลับไปสนใจหลานชายนอกตระกูลเสียอย่างนั้น !