ไม่ซาบซึ้งขอบคุณก็ช่างยังถูกใส่ร้ายยัดเยียดข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น!
ความขุ่นข้องหมองใจกับความไม่เป็นธรรมในอดีตพลันปะทุและทันใดนั้นสิ่งที่ทำให้นางอึดอัดใจยิ่งกว่าก็มาถึงพอดี
“หลีกไป!พวกเจ้าหลีกทางให้ข้า!” หมิงเถี่ยจู้ฝ่าฝูงชนเข้ามา พอวิ่งมาถึงข้างหวังซื่อก็มองไปโดยรอบ“นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้? เพื่อนบ้านท่านใดจะกรุณา บอกให้ข้ารู้ทีเถิด!”
ในทันใดนั้นก็มีคนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังทันที
หลังจากฟังจบหมิงเถี่ยจู้ก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มองหมิงเป่าจูด้วยแววตาโกรธแค้น
“เจ้าเดียรัจฉาน!ถึงกับกล้าลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ เสียแรงที่ป้าสะใภ้ของเจ้าบอกข้าว่าวันนี้จะมาขอขมาเจ้าถือเสียว่าทุกเรื่องราวในอดีตล้วนเป็นความผิดของพวกเรา ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกันถึงจะสำคัญที่สุดแต่ใครจะไปรู้... ใครจะไปรู้ว่าเจ้าเป็นปิศาจฆ่าคนได้โดยตาไม่กะพริบ!”
หมิงเป่าจูมองดูละครฉากนี้ด้วยสายตาเย็นชาไม่แม้แต่จะคิดตัดบท
ฟังสิน้ำเสียงช่างเศร้าสลดรวดร้าวใจเพียงใด น้ำตาก็ไหลพราก นางควรจะปรบมือให้เขาถ้าเป็นยุคปัจจุบัน หากไม่ได้เป็นพระเอกละครเวที ก็คงผิดต่อทักษะการแสดงที่ล้ำเลิศเช่นนี้
น่าเสียดาย ที่นี่ไม่ใช่ยุคปัจจุบันนางจะไม่ปรบมือให้กับคนที่ใส่ร้ายตนเอง
พวกเขาไม่เคยสำนึกว่าตนเองผิดสักนิดคำว่า “ถือเสียว่า” คือการบอกผู้อื่นว่าหมิงเป่าจูกำลังหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล ส่วนพวกเขาทั้งสองเป็นฝ่ายที่เข้าอกเข้าใจและใช้เหตุผลไม่ถือสาหาความกับผู้เยาว์
“พวกเจ้าพูดเหลวไหลพี่สาวข้าจะไปผลักนางได้อย่างไร? ต่อหน้าสาธารณชน ผู้คนมากมายเช่นนี้ทุกคนต่างก็เห็นมิใช่หรือ? มีใครกล้าออกมายืนยันว่าเห็นพี่สาวข้าผลักนางเองกับตาบ้าง!”หมิงเป่าอวี้ร้อนใจขึ้นมา
ช่างโง่เขลาสิ้นดี!คนพวกนี้ไม่เคยคิดกันบ้างหรือ?พี่สาวของเขามีวิชาแพทย์ติดตัว มีอนาคตที่สดใสรออยู่เหตุใดต้องเอาชีวิตของตนเองไปเสี่ยงเพื่อคนที่ตัดขาดกันไปแล้ว!
“ก็เพราะอยู่ต่อหน้าต่อตาผู้คนมากมายนางจึงทำเช่นนี้ เพื่อจะได้ปฏิเสธง่ายขึ้น!” หมิงเถี่ยจู้ตวาดพลางชี้หน้าหมิงเป่าจู
ฮึชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มหวั่นไหวแล้ว เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะทำให้นางจมกองน้ำลายตายไม่ได้!
ตั้งแต่โบราณมาคนอ่อนแอมักเป็นฝ่ายได้รับความเห็นใจการดูแลเอาใจใส่ และการเข้าข้างเสมอ
บัดนี้หวังซื่อยังนอนสลบอยู่ตรงนั้นไม่ยอมตื่นขึ้นมาไม่ว่าหมิงเป่าจูจะพูดอะไร คนรอบข้างก็ไม่มีทางเชื่อ เรียกได้ว่าต่อให้มีร้อยปากก็ไร้หนทางแก้ต่าง
หมิงเป่าจูมองไปที่หมิงเถี่ยจู้และหวังซื่อที่นอนอยู่บนพื้นนางดูการแสดงปาาหี่ของคนทั้งสองมามากพอแล้ว ขณะกำลังจะก้าวไปข้างหน้าก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้ทุกคนตะลึงพรึงเพริด
เดิมทีหลี่ไหวฺอวี้ยืนอยู่ข้างๆหมิงเป่าจู ทั้งสองอยู่ห่างจากหวังซื่อไม่ถึงหนึ่งช่วงเท้า
ขณะที่ทุกคนจดจ่ออยู่กับถ้อยคำรำพึงรำพันอันแสนหดหู่ของหมิงเถี่ยจูอยู่นั้นหลี่ไหวฺอวี้ก็ยกเท้าขึ้นอย่างเอ้อระเหย ท่วงท่าที่ดูเชื่องช้าแต่กลับให้ผลรวดเร็วจนคนตั้งตัวไม่ติดหวังซื่อถูกเตะลอยตกลงไปในน้ำโดยที่แทบจะไม่ต้องออกแรงด้วยซ้ำ!
ต่อจากนั้นหวังซื่อก็ฟื้นขึ้นมาท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน ซ้ำยังว่ายน้ำขึ้นฝั่งอย่างคล่องแคล่ว
“ไอ้สารเลวตัวไหนบังอาจเตะข้า!”หวังซื่อสบถด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
ทำเอานางตกใจแทบแย่กำลังหลับตาฟังหมิงเถี่ยจูก่นด่าหมิงเป่าจูอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเจ็บที่ไหล่ จากนั้นก็รู้สึกเย็นไปทั้งตัวก่อนตกลงไปในน้ำเคราะห์ดีที่นาง…
“เจ้าว่ายน้ำเป็นนี่!”หลิวเกินเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าว่ายน้ำเป็นแล้วเหตุใดถึงตะเกียกตะกายร้องขอความช่วยเหลือตอนตกน้ำเล่า!” หลิวอู่พูดตาม
เมื่อครู่พวกเขาทั้งสองพี่น้องได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือจึงกระโดดลงไปช่วยหวังซื่อขึ้นมาจากแม่น้ำไม่นึกว่าจะถูกหลอก ซ้ำยังช่วยพูดแทนอีกฝ่ายอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน ชี้หน้าด่าทอหมิงเป่าจูไปไม่น้อย
“แม่หนูป่าจู…”หลิวเกินมองหมิงเป่าจู ไม่รู้จะพูดอะไรดี
หมิงเป่าจูไม่สนใจเขาแต่หันไปมองหลี่ไหวฺอวี้ เขารู้ได้อย่างไรว่าหวังซื่อว่ายน้ำเป็น จะไม่จมน้ำตาย?
หลี่ไหวฺอวี้กลับเอียงศีรษะเลิกคิ้วเล็กน้อยทำราวกับต้องการขอรางวัลจากความดีความชอบ
“ที่แท้หวังซื่อก็ว่ายน้ำเป็นเช่นนั้นพวกเราก็ปรักปรำแม่หนูเป่าจูแล้วสิ”
“ใครจะคิดว่าพวกเขาสองผัวเมียจะแผนสูงเช่นนี้!”
“ไม่ใช่แผนสูงธรรมดายังใจคอโหดเหี้ยมอีกด้วย! กล้าใช้เล่ห์กลเช่นนี้ใส่ร้ายเด็กคราวลูกดูก็รู้ว่ายังผูกใจเจ็บเรื่องก่อนหน้านี้!”
นับตั้งแต่หวังซื่อขึ้นมาจากน้ำชาวบ้านต่างก็รู้แจ้งเห็นจริง ตระหนักได้ว่าเรื่องราวเป็นเช่นไร ความคิดก็กลับลำอีกหน
หมิงเถี่ยจู้และหวังซื่อเห็นท่าไม่ดีลอบส่งสายตากัน คิดหมายแอบหนี แต่จะเป็นไปได้อย่างไร?
“จะไปแล้วหรือ?”หมิงเป่าจูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไยจะไปไม่ได้?ข้าไม่ได้เป็นไร เจ้าคงแอบดีใจล่ะสิ มิเช่นนั้นเจ้าต้องได้รับผลกรรมแน่!”ทั้งสองหยุดเท้า หวังซื่อยังหันกลับมาด่าอีกด้วย
“ผลกรรมน่ะพวกเจ้าเก็บไว้กินเองเถอะ” หมิงเป่าจูแสยะยิ้มเย็นยะเยือกพลางเดินไปทางหมิงเถี่ยจู้
“เจ้าจะทำอะไร?นางเด็กบ้า ข้าขอบอกเจ้า…”
หวังซื่อยังด่าไม่ทันจบคำหลี่ไหวฺอวี้ก็มายืนข้างกายนางเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้ได้ จนนางต้องกลืนคำพูดกลับลงไป
เมื่อหมิงเป่าจูเดินมาถึงข้างกายหมิงเถี่ยจู้ก็กดเสียงต่ำจนแทบไม่ได้ยิน“หากไม่อยากให้เรื่องระหว่างท่านกับจ้าวจินจือแพร่สะพัดไปทั่วก็เล่าเรื่องที่ท่านทำกับข้ามาตลอดหลายปีออกมาให้หมด”
พูดจบก็เห็นหมิงเถี่ยจู้เบิกตาโตจ้องมองตนเองอย่างตกตะลึงและไม่คาดคิด
“พูดอะไร?นางพูดอะไรกับท่าน?”
หวังซื่อเห็นหลี่ไหวฺอวี้เดินตามหมิงเป่าจูไปจึงรีบดึงเสื้อหมิงเถี่ยจู้พลางเอ่ยถาม
หมิงเถี่ยจู้ยืนคอตกมองพื้นด้วยความสิ้นหวังทำให้นางมีลางสังหรณ์ไม่ดี และรู้สึกตื่นกลัว
“ข้ายอมรับเรื่องวันนี้ แท้จริงแล้วเป็นแผนการของพวกเราสองคนผัวเมียที่ต้องการใส่ร้ายหมิงเป่าจู!”ทันใดนั้นหมิงเถี่ยจู้ก็รับสารภาพเสียงดังฟังชัด วิหคนกกาโดยรอบต่างเงียบกริบ
“ไม่เพียงแค่วันนี้นับตั้งแต่พวกเรารับสองพี่น้องมาเลี้ยงดู ก็ทุบตีดุด่า ไม่ยอมให้หมิงเป่าอวี้เรียนหนังสือบังคับหมิงเป่าจูให้แต่งงานกับผู้เฒ่าอายุแปดสิบกว่าปี ส่วนหวังซื่อก็ไม่เคยมีกำไลหยกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว…”
“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ?เหตุใดพูดเรื่องเหล่านี้ออกไป!”
หวังซื่อพยายามดึงเสื้อของหมิงเถี่ยจู้แต่นางก็ไม่อาจหยุดยั้งการสารภาพของเขาได้ ความจริงจึงยังคงดำเนินต่อไป
“คืนเทศกาลจงหยวนพวกเราสองคนผัวเมียพังประตูเข้าไปขโมยเงินเก็บหกตำลึงของหมิงเป่าจูแล้วยังสมรู้ร่วมคิดกับพ่อค้าทาสจะขายนางไปทำงานยังต่างถิ่น…”
หมิงเถี่ยจู้ยังคงพูดต่อไปโดยไม่สนใจการทักท้วงของหวังซื่อ เขาไม่อยากทำเช่นนี้ แต่เพราะไม่มีทางเลือก
ไม่ใช่ว่ากลัวหวังซื่อรู้แล้วจะโวยวายจนไก่สุนัขแตกตื่นแต่การคบชู้สู่ชายต้องถูกจับใส่กรงหมูถ่วงน้ำ เขาเองก็กลัวตายเหมือนกัน!
“เจ้ายังเป็นคนอยู่อีกหรือ!”
“ไม่น่าเชื่อ!ทำชั่วได้ทุกอย่าง! นั่นหลานสาวแท้ๆ ของเจ้าเลยนะ!”
แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆหมิงเถี่ยจูถึงได้เปิดเผยเรื่องราวที่ปกปิดมาหลายปีอย่างกะทันหันแต่ความจริงที่เผยออกมาก็น่าตกตะลึง ชาวบ้านทั้งหมดต่างพากันรุมประณาม
เชื่อว่าหลังจากนี้คงไม่มีใครในหมู่บ้านเชื่อคำโกหกของพวกเขาอีก
หมิงเป่าจูเองก็ไม่คิดว่าเรื่องราวโดยละเอียดจะใช้เวลาเล่านานขนาดนี้จนกระทั่งหมิงเถี่ยจู้พูดจบแล้ว ทั้งสองก็เผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่มาชมความครึกครื้นต่างก็คิดจะแยกย้าย
“พวกท่านจะไปกันเยี่ยงนี้หรือ?แล้วที่ประณามหยามหมิ่นพี่สาวข้าไว้เล่า? ตอนนี้ไม่คิดจะพูดอะไรบ้างเลยหรือ?”หมิงเป่าอวี้สงสารพี่สาว จึงตะโกนใส่ฝูงชน
“เอ่อ แม่หนูเป่าจูเมื่อครู่ข้าขออภัยด้วยจริงๆ ข้าเองก็ไม่คิดว่าสองคนนั้นจะเลวทรามได้ถึงเพียงนี้…”
กล้าเอาชีวิตตนเองมาใส่ร้ายผู้อื่นช่างโหดร้ายเกินไปแล้ว หลิวเกินเป็นคนแรกที่เอ่ยปากขอขมา
“ข้าก็ขออภัยเช่นกัน”หลิวอู่ขอขมาตาม
เมื่อมีคนเริ่มต้นคำขอขมาที่ตามมาก็ราบรื่นขึ้นมาก แต่หมิงเป่าจูไม่รอให้ทุกคนขอขมาจนหมด เพราะนางก็มีเรื่องพูดเช่นเดียวกัน