จอมเวทย์สุวรรณภูมิ (ฉบับสมบูรณ์)

    ตอนที่ 38 ตำนานพญามาร (เสริม)


    พญามารวัสวดี (ปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช)
    error loadedพญามาร
    พระยามาราธิราชโพธิสัตว์ แท้ที่จริงแล้ว ท่านคือ พระมหาโพธิสัตว์(พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า)พระองค์หนึ่ง จัดอยู่ในประเภท พระนิยตะโพธิสัตว์ คือ ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วว่า จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอนในอนาคต เหตุที่ได้ชื่อว่า เป็นพระยามาราธิราช
    แต่เนื่องด้วยพระองค์ทรงเกิดจิตอิจฉาริษยา พระสมณโคดมที่จะได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน ทั้งที่พระองค์(พญามารวัสวดี) ได้บำเพ็ญพระบารมีมานานกว่ามากแต่เหล่าพระพรหมและทวยเทพทั้งปวง กลับไม่อัญเชิญพระองค์(พญามารวัสวดี) ซึ่งขณะนั้นหรือแม้ในขณะทุกวันนี้ พระองค์เสวยพระชาติเป็น “ท้าวปรนิมิตตวสววัตตีมาราธิราช” เทวราชผู้เป็นใหญ่ 1 ใน 2 พระองค์ที่ปกครองสวรรค์ชั้นที่ 6 ที่ชื่อว่า สวรรค์ชั้นปรนิมิตตวสวัตตี
    กลับพากันไปอัญทูลเชิญ “ท้าวสันต์ดุสิตเทวราช” เทวราชาแห่งสวรรค์ชั้นที่ 4 ที่ชื่อว่า ชั้นดุสิต ให้เสด็จลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไปด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงคอยหาจังหวะและโอกาส ที่จะขัดขวางการตรัสรู้ให้จงได้ และเมื่อสบโอกาสในช่วงค่ำ ของคืนวันเพ็ญเดือน 6 ในขณะที่พระสมณโคดมกำลังเตรียมการ ที่จะบำเพ็ญเพียรพระบารมีอย่างเต็มที่ ท้าวปรนิมิตตวสวัตตีมาราธิราช ได้จำแลงกายเป็น “พระยาวสวัตตีมาราธิราช” ทรงช้างนามว่า “ ครีเมขลา” พาเหล่าเสนามาร และกองทัพมารทั้งหลาย พรั่งพร้อมด้วยศาสตราวุธครบมือ มากันอย่างมืดฟ้ามัวดิน เข้ามารังควาญ ตั้งแต่ครากระนั้นก็ด้วยผูกริษยา พระพุทธเจ้าครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ทำให้เมื่อเกิดเป็นมารจะขวางการประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้า ซึ่งในกาลภายหลัง ศาสนาที่พญามารตรัสรู้ศาสนานั้นจะมีอายุมากกว่า 5,000 ปี ในพุทธกาลสมัยนี้
    กระนั้นก็มิอาจรอคอยครบ 5,000 ปี
    "พญามารวัสวดี (ปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช) ทูลเชิญเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน"
    ห้ามมาร เมื่อพระอานนท์ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐาก มิได้ทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งพระพุทธองค์จึงทรงมีรับสั่งให้ลุกออกไปเสียจากที่นั้นพระอานนท์ถวายอภิวาทแล้วออกไปนั่งไม่ไกลจากที่ประทับนักฝ่ายพญามารวสวัตดีเห็นสบโอกาสรีบเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ กราบทูลว่า“ครั้งแรกเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเสด็จประทับใต้ต้นไทร ได้ตรัสว่าตราบใดที่พุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังมิได้ตั้งมั่นในธรรม และพรหมจรรย์ยังไม่ได้ประกาศแพร่หลายบริบูรณ์ด้วยดี สำเร็จประโยชน์แก่ประชุมชนเป็นอันมาก ทั้งเทวดาและมนุษย์เพียงใดแล้วพระองค์จะยังไม่ปรินิพพานก่อนเพียงนั้น แต่บัดนี้พุทธบริษัท ๔ และพรหมจรรย์ก็สมบูรณ์ดังพุทธประสงค์ทุกประการแล้วขอจงปรินิพพานเถิด”เมื่อพญามารกราบทูลอาราธนาดังนี้ พระบรมศาสดาจึงตรัสห้ามมารว่า“มารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยอยู่เถิด ความปรินิพพานของตถาคตจะมีในไม่ช้านี้นับแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน ตถาคตจะปรินิพพาน”
    ทุกๆ 500 ปี ยกทัพใหญ่ ครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน จอมมารกรีฑาทัพอสูร/ปีศาจเหล่ามารน้อยใหญ่ตั้งประชิดมิติปกป้อง อันเป็นทางเชื่อมดวงดาวต่างๆ ได้แก่ "มิติขั้นต้น มิติขั้นกลาง และมิติขั้นสูง เพื่อเปิดมติสุดท้าย!!" ผู้ปกป้องใน 3 ภพภูมิ (กามภูมิ-รูปภูมิ-อรูปภูมิ) ย่อมปกป้องไว้เหนี่ยวแน่นสุดชีวิต
    2,500 ปีกึ่งพุทธกาล เหล่าผู้ปกป้องเริ่มอ่อนล้ากำลัง กลับปรากฎพระอรหันต์มากมายในดินแดนสุวรรณภูมิศึกกลับมายืดเยื้อ ฝ่ายธรรมะยังมิได้เพลี่ยงพล้ำ และบัดนี้จะเป็นศึกชี้ชะตาของ “สงครามมหาจักรวาล”
    จบตำนานพญามาร (เสริม)

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทย์สุวรรณภูมิ (ฉบับสมบูรณ์) ที่คุณอ่าน