ตอนที่ 71 แค่ลองแตะดู
ตอนที่ 71 แค่ลองแตะดู เฉินอันหลานเดินออกมาจากห้องน้ำหลังจากชำระร่างกายเสร็จ ข่าวในโทรทัศน์ที่ตั้งอยู่กลางห้องนอนกำลังถ่ายทอดสดเหตุไฟไหม้ที่โรงแรมขนาดเล็กแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง แขกที่มาเข้าพักต่างเสียชีวิตจากการถูกไฟคลอกตายทั้งหมด ไม่มีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ แม้กระทั่งครอบครัวของเถ้าแก่เจ้าของโรงแรมเองก็ไม่สามารถหนีออกมาได้ทันเช่นกัน ในตอนแรกเฉินอันหลานไม่ได้ให้ความสนใจกับเนื้อหาในข่าวเท่าใดนัก เขาใช้ผ้าขนหนูเช็ดเส้นผมที่เปียกชื้นของตัวเองพร้อมกับเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเตียงในขณะที่ฟังข่าวไปด้วย แต่แล้วเสียงรายงานถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายที่มายังสถานที่เกิดเหตุก็ลอยเข้าหูมา คำว่า ‘ตำรวจ’ สองพยางค์สั้น ๆ นี้ทำให้เฉินอันหลานเงยหน้าขึ้นมาสนใจภาพในจอโทรทัศน์ทันที ในข่าวนั้นเขาเห็นเจียงหยางอยู่ที่นั่นด้วย เฉินอันหลานหยุดมือที่กำลังเช็ดผมของตัวเองทันที มืออีกข้างจัดการคว้ารีโมทมาเพิ่มเสียงในโทรทัศน์ให้ดังขึ้นแล้วหันมานั่งดูข่าวอย่างตั้งใจ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’“คุณชายสามครับ ผมเอามื้อค่ำมาส่งครับ” “เข้ามา”เหลยจินผลักประตูเข้ามาในห้องทันทีที่ได้รับคำอนุญาต เมื่อเข้ามาและเห็นว่าเฉินอันหลานกำลังตั้งใจดูโทรทัศน์อยู่บนเตียงจึงไม่ได้รบกวนชายหนุ่มมากนัก เขานำกล่องอาหารที่ถูกเตรียมจากภัตตาคารในโรงแรมเข้ามาด้วยสองกล่องและเดินตรงไปยังโซนรับแขกขนาดเล็กที่อยู่ด้านใน“คุณชายสามครับ บ้านตรงข้ามดูเหมือนจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่นะครับ”เฉินอันหลานไม่ได้สนใจเหลยจิน เขายังคงนั่งดูข่าวในโทรทัศน์ด้วยใจจดจ่อเช่นเดิมเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับใด ๆ เหลยจินจึงหันกลับมามองเฉินอันหลานที่กำลังนั่งดูข่าวอยู่บนเตียง เห็นอีกฝ่ายกำลังใช้สมาธิกับเรื่องตรงหน้าอยู่เขาจึงไม่ได้รบกวนอะไรอีกเหลยจินหันมาก้มหน้าก้มตานำข้าวกล่องออกมาเปิดแล้วจัดใส่จานพร้อมกับเตรียมตะเกียบให้เฉินอันหลานแทน ตอนแรกเขาคิดว่าคุณชายของตนจะเดินมาทานอาหารทันทีหลังจากที่เขาเตรียมเสร็จ ทว่าเมื่อหันกลับไปอีกครั้ง เฉินอันหลานก็ยังคงเอาแต่จ้องโทรทัศน์อยู่อย่างนั้น เหลยจินรู้สึกสงสัยกับพฤติกรรมดังกล่าวของคุณชาย เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วแอบชำเลืองมองดูข่าวที่เฉินอันหลานกำลังให้ความสนใจอยู่ หลังจากได้เห็นเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ถูกฉายอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ เหลยจินก็อดจะยกมือขึ้นตบปากตัวเองไม่ได้เสียงตบปากทำให้เฉินอันหลานผินหน้าไปมองเหลยจินที่ยืนอยู่ด้านข้างเหลยจินที่กำลังรู้สึกเสียใจกับผู้ตายจากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อหันไปปะทะกับสายตาของเฉินอันหลานที่จ้องมองมาก็พลันสะดุ้งจนใจเต้นรัวดัง ‘ตึกตัก’ เขารีบหุบปากฉับแล้วก้มหน้าลงทำท่าเจี๋ยมเจี้ยมทันทีเฉินอันหลานปิดโทรทัศน์ลง ชายหนุ่มก้าวลงจากเตียงพร้อมกับปรายตามองไปทางเหลยจินเล็กน้อยก่อนจะเดินเท้าเปล่าออกจากห้องนอนไป เหลยจินที่มองดูจากด้านหลังอยากจะร้องเตือนเขา แต่เมื่อนึกถึงสายตาที่เฉินอันหลานใช้มองตนเมื่อครู่นี้แล้ว ใจก็ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมาอีก เขาเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในโซนรับแขกขนาดเล็กนั้น เฉินอันหลานนั่งลงทานข้าว ส่วนเหลยจินก็ยืนเฝ้าอยู่เงียบ ๆ“ทานข้าวหรือยัง?”“ยังเลยครับ คุณชายสามยังไม่กินพวกเราก็ไม่กล้ากินหรอกครับ”“งั้นจะมัวมายืนอยู่ที่นี่ทำไม ออกไปกินข้าวสิ”“ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่หิว รอให้คุณชายสามกินเสร็จก่อน...”เฉินอันหลานวางตะเกียบในมือลงบนถ้วยข้าวและหยุดกินทันที การกระทำที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั้นสร้างความตกใจให้กับเหลยจินได้ไม่น้อย และยิ่งเมื่อได้ยินเฉินอันหลานบอกว่าตนจะไม่กินต่อหากเขาไม่ยอมไปกินข้าวด้วยแล้ว เป็นเพราะคุณชายกลัวว่าเขาอาจจะไม่มีแรงไปรายงานเฉินหยินชิงหากตนปล่อยให้คนสนิทของพี่ชายหิ้วท้องรอเช่นนี้ ด้วยเหตุนั้นเหลยจินจึงจำต้องยอมโค้งหัวให้เฉินอันหลานเพื่อขอตัวออกไปอย่างเสียไม่ได้ หลังจากประตูที่อยู่ด้านหลังถูกปิดลง สีหน้าของเฉินอันหลานก็พลันแปรเปลี่ยนไป หลังจากนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาอีกครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็ปีนออกทางหน้าต่างและกระโดดลงมาจากระเบียงชั้นสอง จังหวะที่ปลายเท้าถึงพื้น แรงกระแทกมหาศาลทำให้บาดแผลที่ข้างเอวของเขาได้รับความกระทบกระเทือนไม่น้อย ร่างกายที่หนักอึ้งจากความเจ็บปวดทำเอาเฉินอันหลานเข่าทรุดจนแทบจะลงไปคลานกับพื้น“พี่จิน คุณชายสามกินข้าวแล้วเหรอ?”“กำลังกิน”“ยังเป็นห่วงคุณชายสามเหรอ?”“ไม่ให้เป็นห่วงได้ไง...ไปเถอะ ไปกินข้าว”“ฉันบอกพี่แล้วว่าไม่ต้องเป็นห่วง คุณชายสามเธอบาดเจ็บอยู่ ถ้ากลางวันไม่ได้ออกไปไหน กลางคืนก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ถ้าพี่ยังไม่วางใจ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จพี่ค่อยมาดูอีกรอบก็ได้”“คืนนี้ฉันคงไม่เข้าไปแล้ว”“ทำไมล่ะ พี่จิน พี่ไปยั่วโมโหคุณชายสามเธออีกล่ะสิท่า?”“พูดอะไรเล่า!”...บทสนทนาระหว่างเหลยจินและลูกน้องของเขาที่ดังแว่วมาให้ได้ยิน ทำให้เฉินอันหลานได้แต่คุกเข่าแอบอยู่ข้างกำแพงอย่างเงียบเชียบเช่นนั้นโดยไม่กล้าขยับตัวไปไหน รอกระทั่งคนทั้งสองเดินจากไปแล้ว เฉินอันหลานจึงค่อยคลายกังวลแล้วยืนขึ้นช้า ๆ เขาก้มหน้าลงและเลิกเสื้อตัวเองขึ้นเล็กน้อยเพื่อสำรวจบาดแผล เมื่อเห็นว่ามันยังคงสภาพดีและไม่มีเลือดซึมออกมา เฉินอันหลานจึงวางใจลงแล้วปล่อยชายเสื้อลงมาปิดบริเวณบาดแผลไว้เหมือนเดิม ก่อนจะกระโดดข้ามกำแพงบ้านหนีออกไปในยามวิกาลกว่าเหลยจินจะเดินย้อนกลับมาสำรวจดูบริเวณนี้อีกครั้ง เฉินอันหลานก็จากไปแล้ว “พี่จินไม่ไปกินข้าวเหรอ พี่จะเดินไปตรงนั้นทำไม แถวนั้นมืดจะตาย”“เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงบางอย่าง นายไม่ได้ยินเหรอ?““น่าจะเป็นแมวจากที่ไหนสักตัวแหละ...ปล่อยไปเถอะ รีบไปกินข้าวได้แล้ว ผมหิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย”“มาแล้ว”เหลยจินหันไปขานรับกับลูกน้อง ก่อนจะปรายตามองไปทางห้องชั้นสองที่ยังคงเปิดไฟอยู่ ลากสายตากลับมามองสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณกำแพงอีกครั้ง เมื่อไม่พบสิ่งใดผิดสังเกตจึงได้เดินออกจากบริเวณนั้นเพื่อไปทานข้าวกับลูกน้องตามคำชวนของอีกฝ่าย※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※ภายในโรงแรม“ผู้การหยาง สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ?”“หัวหน้าเจียง? ทำไมคุณยังไม่กลับอีกล่ะ?”“ผมกำลังรอผลสรุปอยู่น่ะครับ”ผู้การหยางเอื้อมมือไปแตะบ่าของเจียงหยางพร้อมกับลากเขาไปอีกทางที่ปลอดคน ก่อนจะเอ่ยพูดกับเจียงหยางด้วยเสียงต่ำ ๆ “คุณไม่ต้องรีบร้อนหรอก ข้างนอกนั่นมีนักข่าวยืนออกันอยู่เยอะมาก ถึงมีผลสรุปของคดีนี้ออกมาจริง พวกเขาคงยังไม่ยอมให้เรื่องนี้หลุดออกสู่สาธารณะได้ง่าย ๆ หรอกครับ นอกจากนี้คุณคิดเหรอว่าพวกเขาจะยอมให้เรื่องมันหลุดออกไปว่าคนที่ถูกไฟคลอกตายอยู่ในนี้มีรองผบ.หน่วยปราบปรามของเถื่อนอยู่ด้วย? แน่นอน ถึงเรื่องนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่ผมเข้าใจว่าคุณคงเตรียมใจรับผลที่ตามมาแล้วถูกไหม?”เจียงหยางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทีหนึ่งแล้วพยักหน้าลง“ผมเข้าใจแล้วครับ งั้นผลออกมาเป็นยังไงก็รบกวนผู้การหยางโทรบอกผมด้วยนะครับ ผมขอตัวกลับก่อน”“ได้ ถ้ามีผลสรุปออกมาแล้ว ผมจะรีบโทรแจ้งคุณทันที วางใจได้”“ลำบากคุณแล้วครับ”หลังจากพูดคุยกับผู้การหยางเสร็จแล้ว เจียงหยางก็เดินไปที่รถของตนที่จอดอยู่ข้างทาง แต่เดินไปได้เพียงสองก้าวก็กลับรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างจึงได้หันกลับไปมองยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เมื่อเห็นผู้การหยางโบกมือกลับมา เจียงหยางจึงทำได้แค่เดินกลับไปที่รถ ก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับอยู่สักพักแล้วสตาร์ทรถออกจากโรงแรมแห่งนั้นไปห่างจากสถานที่เกิดเหตุออกไปไม่ถึง 50 เมตร เฉินอันหลานนั่งอยู่ในรถแท็กซี่และมองดูเหตุการณ์ที่เจียงหยางถูกผู้การหยางของหน่วยอาชญากรรมลากไปกระซิบกระซาบคุยกันอีกทาง หลังจากคนทั้งสองผละออกจากกัน เจียงหยางก็ขับรถจากไป ส่วนคู่สนทนาของเขาก็กลับไปทำงานในสถานที่เกิดเหตุต่อ“คุณครับ?”“...”“คุณครับ?!”เสียงตะโกนของคนขับแท็กซี่ดึงสติของเขาให้กลับสู่ความเป็นจริง เฉินอันหลานควักเงินจ่ายค่าแท็กซี่แล้วรีบลงมาจากรถ เขาเดินออกมายืนดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ร่วมกับเหล่าจีนมุงที่ยืนอยู่หน้าโรงแรม ศพที่ถูกไฟคลอกตายถูกลำเลียงออกมาจากด้านในโรงแรมเรื่อย ๆ ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว เฉินอันหลานยืนสังเกตการณ์อยู่พักหนึ่งก็กำลังตัดสินใจที่จะผละออกไป ทว่าเสียงตะโกนของใครสักคนจากฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่กลับดังขึ้นมาเสียก่อน เสียงนั้นร้องบอกว่ามีศพของคนสองคนที่กอดกันแน่นถูกยกออกมาตรงหน้าพวกเขา ปลายเท้าของเฉินอันหลานหยุดชะงักในทันที เขาหันกลับไปมองศพของคนทั้งสองที่ถูกหามออกมาจากซากปรักหักพังของโรงแรม ผ้าคลุมศพสีขาวเลื่อนหลุดลงมาเล็กน้อยจนเผยให้เห็นบางส่วนของศพที่โผล่พ้นชายผ้าออกสู่สายตาสาธารณชน ทั้งสองศพนั้นเป็นหนึ่งร่างเล็กและหนึ่งร่างใหญ่ที่กอดกันไว้แน่น ทันทีที่ภาพนั้นปรากฏแก่สายตาของฝูงชน เสียงชัตเตอร์จากนักข่าวหลายสำนักก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สังเกตเห็นดังนั้นรีบดึงผ้าขาวขึ้นคลุมศพให้มิดชิดอีกครั้งพร้อมกับใช้มือขวางกล้องของสื่อมวลชนเอาไว้เฉินอันหลานมองไปยังศพของคนทั้งสองที่ถูกใส่เปลหามออกมาแล้วไพล่นึกไปถึงเหลยจินบอกกับเขาว่าตอนที่เจ้าตัวไปบ้านตระกูลเซี่ยก็ไม่มีใครอยู่แล้ว นั่นน่าจะเป็นเพราะว่าเซี่ยรุ่ยคางกลัวหรงอันชิ่งส่งคนมาคิดบัญชีกับตนและกังวลว่าเรื่องที่ตัวเองมีเอี่ยวกับการค้าของเถื่อนที่ท่าเรือชุ่นเทียนจะแดงออกมาจึงได้รีบพาลูกและภรรยาหนีไปตั้งแต่เมื่อคืน ถึงกระนั้นเฉินอันหลานก็ยังไม่คิดว่าคนอย่างเซี่ยรุ่ยคางจะเอาตัวเองมาหลบซ่อนอยู่ในโรงแรมเล็ก ๆ แถบชานเมืองแบบนี้ แต่เมื่อได้เห็นเจียงหยางปรากฏตัวในสถานที่เกิดเหตุจากข่าวในโทรทัศน์ก็ทำให้เฉินอันหลานมั่นใจขึ้นมาทันทีอีเมลนิรนามที่ส่งถึงหน่วยปราบปรามการค้าของเถื่อนเป็นฝีมือของเฉินอันหลานเอง ภาพเหล่านั้นเขาเป็นคัดเลือกเองกับมือจากบรรดารูปถ่ายเป็นร้อย ๆ ภาพ เพราะเฉินอันหลานมั่นใจมากว่าเจียงหยางจะต้องได้เห็นอีเมลฉบับนั้นแน่นอน ด้วยเหตุนั้นเขาจึงจงใจคัดเลือกรูปถ่ายที่มีคำใบ้มากพอที่จะทำให้เขาผูกโยงเรื่อง M3 จนสามารถสาวไปถึงตัวเซี่ยรุ่ยคางซึ่งเป็นดีลเลอร์ยารายใหญ่ในงานนี้ได้...แต่จากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ดูเหมือนว่าเจียงหยางจะช้าไปก้าวหนึ่ง“สนุกไหม?”ทันใดนั้น จู่ ๆ เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เสียงนั้นสร้างความตกใจให้เฉินอันหลานได้ไม่น้อย และเป็นเหตุให้ชายหนุ่มอดที่จะขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาไม่ได้ลมหายใจอุ่นร้อนจากคนด้านหลังเขยิบเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ใกล้จนแทบจะสัมผัสกับใบหูของเฉินอันหลานเลยทีเดียว เขาสามารถได้ยินเสียงจังหวะการเต้นหัวใจรวมถึงเสียงลมหายใจของผู้ชายคนนี้ได้อย่างชัดเจนท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของฝูงชนรอบข้าง จังหวะการเต้นหัวใจของเขาไม่เร็วไม่ช้า เป็นจังหวะจะโคนที่ฟังดูราบเรียบตามธรรมชาติ“ฉันเคยบอกแล้วว่าเราสองคนจะต้องได้เจอกันอีก” ผู้ชายคนนั้นกระซิบข้างหูเฉินอันหลานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพร้อมกับหัวเราะน้อย ๆเฉินอันหลานหรี่ตาลงแล้วรีบหมุนตัวหันกลับไปมองใบหน้าอีกฝ่ายในทันที แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาตอบสนองของใครอีกคนจะไวกว่ามาก เขารีบคว้าไหล่ชายหนุ่มเอาไว้อย่างรวดเร็ว หัวเราะน้อย ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำดังเดิม แล้วออกแรงดันให้อีกคนหันหน้ากลับไปทางสถานที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ตรงหน้าเขาเช่นเดิมกลิ่นอายอันอบอุ่นและแสนคุ้นเคยถาโถมเข้าปะทะร่างอีกครั้ง คราวนี้แทบจะแนบชิดกับใบหน้าที่สวมใส่ผ้าปิดปากของเฉินอันหลานกันเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเฉินอันหลานกลับยังคงไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อยู่ดีนัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเฉินอันหลานพร้อมกับสะท้อนประกายขบขันเล็กน้อยออกมา ลานเซลอตจงใจขยับเข้าไปใกล้ใบหน้าของเฉินอันหลานมากยิ่งขึ้นก่อนจะเอ่ยบางอย่างกับคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเขา“หัวใจนายเต้นเร็วมาก เป็นเพราะฉันงั้นเหรอ?”เฉินอันหลานหรี่ตาลงอีกครั้งก่อนจะพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ“นายเป็นคนทำเรื่องนี้เหรอ?”“ต้องไม่ใช่อยู่แล้ว” ลานเซลอตละสายตาออกจากใบหน้าอีกฝ่ายแล้วมองไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่กันอยู่“ฉันมานี่ก็เพราะนาย เพึ่งถึงเมื่อกี้เอง”เฉินอันหลานหัวเราะเสียงเย็นแล้วมองตรงไปด้านหน้าโดยไม่พูดอะไรต่อ“แผลหายดีรึยัง?”“จะหายหรือไม่หายมันเกี่ยวอะไรกับนาย?”“ฉันบอกแล้วว่าช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ถ้าแผลนายยังไม่หายก็ไม่ถือว่าฉันช่วยนายน่ะสิ”“งั้นก็ถือว่าไม่ได้ช่วยละกัน”“ไม่ได้สิ นายติดหนี้ฉันอยู่นะ”“...”เมื่อเห็นว่าเฉินอันหลานไม่ยอมพูดอะไรต่อ ลานเซลอตจึงถือวิสาสะยื่นมือออกไปสัมผัสที่ข้างเอวของเขาโดยพลการ สัมผัสที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้เฉินอันหลานสั่นไปทั้งตัว เขาดิ้นหนีสัมผัสนั้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับเตรียมตัวที่จะผลักชายที่ทำตัวรุ่มร่ามกับเขาออกไปให้พ้นทาง แต่อนิจจา ไฉนเลยพละกำลังของเฉินอันหลานจะสามารถฝืนสู้กับอีกฝ่ายได้ มือใหญ่ข้างหนึ่งรวบข้อมือที่กำลังดิ้นไปมาของเฉินอันหลานไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ลูบไปมาบริเวณเอวของเขา“นายจะทำอะไร? !”“คนเยอะแยะขนาดนี้ นายอย่าทำให้พวกเขาเห็นดีกว่าว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่”“งั้นก็ช่วยเอามือของนายออกไปจากตัวฉันด้วย!”“ไม่ได้หรอก” ลานเซลอตลูบไปมาบนเอวของเฉินอันหลานอยู่ครู่หนึ่ง จนในที่สุดมือนั้นก็เคลื่อนมาแตะเบา ๆ บริเวณบาดแผลของเขา“เลือดไม่ออกแสดงว่าบาดแผลน่าจะสมานกันดีแล้ว”“ไสหัวออกไป !” เฉินอันหลานขู่เขาด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันลานเซลอตไม่ยอมปล่อย ตรงกันข้ามเขากลับโอบกอดรอบเอวเฉินอันหลานให้แนบแน่นขึ้นกว่าเดิมเฉินอันหลานทั้งโกรธทั้งเขินอายและพยายามจะหันกลับไปเล่นงานคนที่ลวนลามตนอยู่หลายครั้ง“ไม่คงไม่อยากออกโทรทัศน์หรอกใช่ไหม?”“...”ลานเซลอตจับจุดของเฉินอันหลานได้ในชั่วพริบตา แน่นอนว่าอีกฝ่ายต้องไม่อยากออกหน้า ไม่อยากเป็นข่าว และยิ่งไม่อยากปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชนด้วย เพราะถ้าหากเป็นข่าวขึ้นมา สถานะของเขาก็ต้องถูกเปิดเผย ไม่ว่าจะในฐานะตำรวจหรือบุตรชายคนสุดท้องของตระกูลเฉินก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลนั้นสำหรับเฉินอันหลานแล้วการเปิดเผยมันออกไปล้วนไม่ใช่เรื่องดี ด้วยเหตุนั้นคนที่ดิ้นขัดขืนในตอนแรกจึงยินยอมระงับอารมณ์โกรธของตนไว้ชั่วคราวแล้วปล่อยให้ผู้ชายที่อยู่ด้านหลังยืนโอบเอวเขาต่อไป“โกรธเหรอ?”“...”“โกรธก็ดี เพราะนั่นหมายถึงนายกำลังสนใจฉัน”“ตรรกะนายมันเพี้ยนเป็นบ้า”“งั้นเหรอ ฝึกไว้ เดี๋ยวนายก็ชิน”“...”