หากบอกว่าหวังเสี้ยวเทียนใช้เงินส่วนตัวประมูลกระบี่เยือกแข็งคงไม่มีผู้ใดเชื่อ เขาจะมีเงินมากถึงขนาดประมูลกระบี่เล่มนั้นมาได้เชียวหรือ? เพราะแม้จะเป็แค่อาวุธระดับหวงจี๋ แต่ย่อมมีราคามากกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญทองแน่ เช่นนี้แล้ว เขาจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน?
“อืม...อาวุธเก่าของเ้าก็สึกหรอ ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้วกระบี่ระดับหวงจี๋นี้ก็ดูไม่เลว จงใช้มันให้คุ้มค่า!” หวังเลี่ยหยางกล่าว
ความจริง เขาเห็นกระบี่เล่มนี้ั้แ่หวังเสี้ยวเทียนก้าวเข้ามาในเรือนแล้วมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่ามันเป็อาวุธระดับหวงจี๋ คาดว่าน่าจะเป็สินค้าที่บุตรชายประมูลมาจึงอ้างเหตุผลเช่นนั้นเพื่อมิให้เขาถูกตำหนิ
ผู้าุโทั้งสามลอบมองหน้ากันสุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยอันใดอีก
“ผู้าุโใหญ่ ในฐานะที่ท่านเป็ผู้ดูแลหอสมบัติตระกูลเรายาอายุวัฒนะทั้งห้าขวดนี้ มอบให้ท่านจัดการต่อก็แล้วกัน” หวังเลี่ยหยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ได้” ผู้าุโใหญ่ตอบ “ว่าแต่... เสี้ยวเทียนเ้าประมูลกระบี่เล่มนี้มาเท่าไร?”
หลังรับยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกมาก็อดถามมิได้
แม้ท่านประมุขจะเห็นชอบแต่กระนั้นก็ใช้เงินกองกลาง ดังนั้น ผู้าุโใหญ่จึงอยากจะรู้ ว่าเขาหมดเงินไปเท่าใดกับการประมูลอาวุธชิ้นนี้
ได้ยินคำถามของอีกฝ่ายหวังเสี้ยวเทียนก็หน้าเปลี่ยนสี ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ครั้นจะโกหก ก็มีผู้คนอยู่ในงานประมูลนับร้อยเช่นนี้แล้วจะปิดบังเื่ราคา และเื่ที่ว่าตนมีเงินติดตัวจำนวนหนึ่งได้หรือ?
“เสี้ยวเทียนบอกเหล่าผู้าุโไปสิ ว่าเ้าประมูลมาในราคาเท่าใด?” หวังเลี่ยหยางโบกมือ พลางเอ่ยเสียงเรียบเฉย
แต่เมื่อเห็นท่าทีอึกอักของบุตรชายก็รู้ทันที ว่าเขาต้องเสียเงินไปประมูลมาเป็จำนวนมากแน่ แม้รู้สึกเสียหน้าเล็กน้อยแต่จะไปใส่ใจทำไม?
ถึงราคาของที่ประมูลมา จะมากกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญทองแต่ใครจะกล้าว่าเขา?
“ท่านพ่อราคาประมูลของอาวุธชิ้นนี้...” คราแรกยังอึกอักไม่กล้าพูด แต่ในเมื่อท่านพ่อกล่าวเช่นนี้แล้วหวังเสี้ยวเทียนจึงตอบตามตรง “สองหมื่นหกพันเหรียญทองขอรับ!”
“เหอะ! มันก็แค่...” หวังเลี่ยหยางเหยียดยิ้ม ก่อนชะงักไปครู่หนึ่ง “อะไรนะ? สองหมื่นหกพันเหรียญทอง!?”
เขาคิดว่าหูของตนคงจะเพี้ยนไป!
แม้กระบี่เยือกแข็งจะเป็อาวุธชั้นดีระดับหวงจี๋แต่คงไม่มีผู้ใดกล้าทุ่มเงินสองหมื่นหกพันเหรียญทองเพื่อประมูลมันมา
ดวงตาของเหล่าผู้าุโเบิกกว้าง
“หวังเสี้ยวเทียนเ้าจะบอกพ่อว่า เ้าประมูลกระบี่เล่มนี้มาในราคาสองหมื่นหกพันเหรียญทองอย่างนั้นหรือ?” หวังเลี่ยหยางถลึงตามองบุตรชายคนเดียวของตน
“ใช่แล้ว... ขอรับ!” หวังเสี้ยวเทียนสะดุ้ง ผวาสุดตัว
สองหมื่นหกพันเหรียญทองสำหรับอาวุธระดับหวงจี๋...แพงเกินไปแล้ว!!
แม้สกุลหวังจะมั่งคั่งมีรายได้เข้ามาปีละนับหนึ่งล้านเหรียญทองแต่ก็ต้องนำมาจุนเจือตระกูลและลูกหลานที่เป็ผู้ฝึกตน ซึ่งเป็เงินมหาศาลหากใช้จ่ายไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นนี้ สกุลหวังได้ล่มจมแน่
ผู้าุโใหญ่สูดหายใจลึกก่อนเอ่ยถามอีก “เสี้ยวเทียน แล้วเ้าประมูลยาเหล่านี้มาในราคาเท่าใด?”
ใบหน้าของหวังเสี้ยวเทียนมืดครึ้ม
เมื่อเห็นสีหน้าของบุตรชายหวังเลี่ยหยางก็รู้สึกหนักอึ้ง
“พูด!” เขาขบกรามแน่น
“เจ็ด... เจ็ดหมื่นเหรียญทองขอรับ!”
แม้ไม่อยากพูดถึงแต่หากบิดาหันไปถามผู้ติดตาม สถานการณ์ก็มีแต่จะแย่ลง หวังเสี้ยวเทียนจึงชิงตอบออกมาเอง
ได้ยินจำนวนเงินที่เสียไปหวังเลี่ยหยางรู้สึกคล้ายจะเป็ลม “ช่างเป็ลูกที่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ!”
จากนั้น ก็เหลือบมองผู้าุโทั้งสาม...
เดิมที ตั้งใจจะอวดว่าบุตรชายตนนั้นยอดเยี่ยมเพียงใดแต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับพลิกผัน!
ใบหน้าเขาร้อนวูบ น่าอายนัก...
อัปยศเป็อย่างยิ่ง!
ตอนนี้ เขาแทบอยากจะไล่หวังเสี้ยวเทียนออกไปเสียให้พ้น...
“ท่านพ่อ โปรดฟังข้าก่อนทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะลู่เฉินแห่งสกุลลู่ เ้านั่นหลอกให้ข้าเสียที จนต้องจ่ายเงินไปมากเช่นนี้” เมื่อหวังเสี้ยวเทียนเห็นสีหน้าของบิดา ก็เกรงกลัวตัวสั่นพยายามอธิบายแก้ตัว
“ท่านประมุขผู้าุโใหญ่ เื่ทั้งหมดเป็เพราะลู่เฉินจริงๆ ขอรับข้าน้อยเดาว่ามันคงจะรู้ว่าคุณชาย้าโอสถล้างไขกระดูกมาก จึงเสนอราคาตัดหน้าเรื่อยๆเพื่อกลั่นแกล้งให้คุณชายต้องเสียเงินจำนวนมากขอรับ” ผู้ติดตามช่วยพูดอีกแรง
นายของเขาคือหวังเลี่ยหยางบัดนี้นายท่านกำลังเสียหน้าต่อหน้าผู้าุโทั้งสาม เช่นนี้แล้ว เขาที่เป็ข้ารับใช้จะทนเฉยได้หรือ?
“ลู่เฉิน ลู่เฉินไหนกัน?” หวังเลี่ยหยางหันมามอง
สกุลลู่และสกุลหวังล้วนเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองชิงเฟิง ทั้งสองตระกูลจึงแอบแข่งขันกันทุกด้านหวังเลี่ยหยางที่เป็ถึงประมุขสกุลหวัง ย่อมรู้ข้อมูลเชิงลึกของสกุลลู่อยู่บ้างแต่กลับไม่คุ้นชื่อของลู่เฉินแต่อย่างใด
ในบรรดาลูกหลานทั้งหมดของสกุลลู่ผู้โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็ลู่อิง ซึ่งตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ที่สำนักจ้านหลงซึ่งเป็หนึ่งในสี่สำนักศึกษาที่ดีที่สุดในดินแดนัทะยาน
“ท่านพ่อลู่เฉินคือหลานชายของลู่เทียนซิง ผู้าุโสามแห่งสกุลลู่ขอรับ!” หวังเสี้ยวเทียนผุดลุกขึ้น ก่อนเอ่ยด้วยความโมโห
ลู่เฉินคือคนที่เขาเกลียดชังยิ่งหากมีโอกาสละก็ เขาจะไม่ปล่อยอีกฝ่ายไว้แน่
“เ้าขยะไร้พลังธาตุ ลู่เฉินผู้นั้นน่ะหรือ! เกิดอะไรขึ้น?”
ได้ยินหวังเสี้ยวเทียนพูดหวังเลี่ยหยางก็จำได้ทันที ว่าผู้าุโสามลู่เทียนซิง มีหลานชายอยู่คนหนึ่ง นามว่าลู่เฉินบุตรชายของลู่อีโจว ยอดอัจฉริยะแห่งเมืองชิงเฟิง
แต่กระนั้น พวกหวังเลี่ยหยางก็มิได้ใส่ใจการมีอยู่ของลู่เฉินเท่าใดนักเพราะเขาเป็เพียงผู้ไร้พลังธาตุ ไม่มีคุณสมบัติในการฝึกตน ซึ่งเื่นี้ คนทั้งเมืองต่างก็รับรู้โดยทั่วกัน
สำหรับสกุลลู่แล้วผู้ไร้พลังธาตุก็ไม่ต่างอันใดกับขยะไร้ประโยชน์ เช่นนี้แล้ว ลู่เฉินผู้นั้น จะกล้ามาอวดดีกับบุตรชายของเขาได้อย่างไร?
“ท่านพ่อ ท่านคงไม่รู้ดูเหมือนว่าลู่เฉินกับจีหย่า ผู้ดูแลหอว่านเป่า จะมีสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนม…”
จากนั้น หวังเสี้ยวเทียนก็เล่าเื่ราวทั้งหมดที่ตนเห็นในงานประมูลให้บิดาฟัง
“อะไรนะ? เ้าบอกว่า ลู่เฉินผู้นั้นอาจจะเป็บุตรนอกสมรสของฟางหรูไห่ เก๋อจู่แห่งหอว่านเป่าอย่างนั้นหรือ?” ได้ยินเช่นนั้น หวังเลี่ยหยางพลันเบิกตากว้างด้วยความตะลึงงัน
ผู้าุโทั้งสามเองก็เช่นนั้นเื่เช่นนี้หากแพร่งพรายออกไป คงจะเป็ที่ฮือฮาไปทั่วเมืองชิงเฟิงแน่
นี่เป็ความสัมพันธ์แบบใดกันแน่!?
ในสายตาของตระกูลใหญ่และผู้คนทั่วไปฟางหรูไห่มีอำนาจเทียบเท่ากับท่านเ้าเมือง ดังนั้น เมื่อได้ยินว่าลู่เฉินอาจเป็บุตรนอกสมรสของฟางหรูไห่เช่นนี้ใครเล่าจะไม่ใ?
“หากเป็เช่นนั้นก็ถือว่าเ้าโง่งมนัก!” หวังเลี่ยหยางตวัดสายตาไปจ้องหวังเสี้ยวเทียน
“ออกไปจากนี้หนึ่งเดือน ข้าไม่อนุญาตให้เ้าก้าวออกจากจวน!” หวังเลี่ยหยางสั่งบุตรชาย พร้อมโบกมือไล่
แม้หวังเสี้ยวเทียนจะทำพลาดครั้งใหญ่แต่อย่างไรก็เป็ลูกชายที่ตนหวงแหน หวังเลี่ยหยางจึงไม่อยากลงโทษ เพียงไล่เขาออกไปโดยไม่แม้แต่จะยึดกระบี่เยือกแข็งไว้ เห็นได้ชัด ว่าประมุขสกุลหวังรักบุตรชายมากเพียงใด
“เราต้องสืบหาความจริงเื่นี้!”
“หากลู่เฉินมีความเกี่ยวข้องกับฟางหรูไห่จริงๆพวกเราก็ไม่ควรเข้าไปข้องแวะ”
พอแผ่นหลังของหวังเสี้ยวเทียนลับหายแววตาของหวังเลี่ยหยางพลันเปล่งประกายวาวโรจน์ ก่อนหันไปเอ่ยกับผู้าุโทั้งสามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“นั่นไม่สำคัญ ใครก็ตามที่กล้ารังแกลูกชายข้า มันจะต้องตาย!”
“ท่านผู้าุโสามเื่นี้ฝากท่านจัดการด้วย!” หวังเลี่ยหยางเอ่ย
“ได้!” ผู้าุโสามรับคำ
...
บนลานเรือนเก่า ด้านในบ้านที่ปิดสนิทมีร่างของลู่เฉิน กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง
วันนี้ถือว่าไม่เสียเที่ยว...
ผลจื่อฮวาสิบผล แหวนปริภูมิและเหรียญทองมากกว่าหนึ่งแสนเหรียญในกระเป๋า ล้วนได้มาจากงานประมูล
“ผลจื่อฮวาเหล่านี้ข้าแค่เคยได้ยินผู้คนเล่าลือมาเท่านั้น ไม่เคยใช้มันเลย เอาละ ลองดูสิ ว่าจะเป็เช่นไร!” ลู่เฉินหยิบผลจื่อฮวาออกมา
กลิ่นหอม พลันฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วห้อง
แค่ได้กลิ่น ก็รู้สึกสดชื่น
แม้อยากจะใช้มันเสียเดียวนี้แต่ก็ต้องกัดฟันรอ เพราะยังไม่ถึงเวลา
ตอนนี้ ระดับพลังของลู่เฉินอยู่ในขั้นกายเบาตอนกลางอีกนิดเดียวก็จะเข้าสู่ตอนปลายแล้ว อาจเป็เพราะตราประทับิญญาเอกภพั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ เขาจึงไม่ประสบปัญหาคอขวดเลย
แต่หน้าที่ของผลจื่อฮวาคือช่วยให้ผู้ฝึกตนทะลวง่คอขวด ดังนั้นหากลู่เฉินใช้ผลจื่อฮวาตอนนี้ ก็นับว่าเปล่าประโยชน์
แม้จะมีผลจื่อฮวาอยู่สิบลูกแต่เขาก็ไม่อยากสิ้นเปลือง เพราะหากใช้หมดไป ก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้มาอีก
เขาเก็บผลจื่อฮวา ก่อนหยิบยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นเลิศออกมาสองสามขวดสำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป โอสถกายเบาชั้นเลิศนี้มีค่ายิ่ง หากเทียบกับผลจื่อฮวาแล้ว ยาอายุวัฒนะย่อมล้ำค่ากว่าแต่สำหรับลู่เฉิน เขาหลอมยาได้เองอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลใดๆ
“เริ่มเลย!”
ลู่เฉินเปิดฝาขวดแรก ดื่มยาอายุวัฒนะและหลับตาลง
กระแสพลังิญญาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในร่างหมุนวนอยู่ภายในช่องท้อง จากนั้นก็แล่นเข้าสู่เส้นลมปราณทั้งหลาย... เส้นลมปราณหนึ่งร้อยแปดเส้นพลันเปิดออกทันใด
เพราะได้ผลึกิญญาเอกภพคอยช่วยทำให้โอสถชั้นเลิศผสานรวมกับพลังิญญาของเขาได้อย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์ลู่เฉินจึงทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการฝึกฝน
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเช้าตรู่วันต่อมา...