ทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 87 ต้านทาน 

      

            "ข้าเลี้ยงดูเจ้าอย่างยากลำบาก!เจ้าปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ได้อย่างไร?"โจวซื่อใบหน้าเชิดขึ้น ขมวดคิ้วจนเป็นริ้ว นางพูดอย่างกำเริบเสิบสาน

            ฉือหางเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อปราดหนึ่งลดศีรษะลงและนิ่งเงียบ

            เมื่อเห็นท่าทีของฉือหางโจวซื่อก็ยิ่งขัดเคือง ตั้งแต่ลูกชายของนางแต่งงานกับลูกสะใภ้คนที่สาม เขาก็ไม่ฟังนางตอนนี้เขาไม่สนใจนางเลยแม้แต่น้อย

            "ข้าทำงานอย่างยากลำบากเพื่อเลี้ยงเจ้าจนโตมันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?" โจวซื่อพินิจมองที่ฉือหางด้วยใบหน้าดุร้าย"เจ้าดู เจ้าตอนนี้กลายเป็นอย่างไรแล้ว?"

            ฉือซู่เดินไปหาฉือหาง ดึงฉือหางไปข้างๆและพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ท่านแม่ ท่านพูดอะไรหรือ น้องสามเพิ่งกลับมาจากข้างนอกยังไม่ได้กินข้าวด้วยซ้ำ!"

            "ไม่กินข้าวก็พูดกับข้าเช่นนี้ได้หรือ?" โจวซื่อชี้ไปที่ปลายจมูกของฉือหาง ดวงตาสามเหลี่ยมกลับด้านของนางเบิกกว้างมากเป็นพิเศษฟันหยักไม่เป็นระเบียบของนางเป็นสีเหลืองและสีดำ แผดเสียงตะโกนใส่ฉือหาง "ก็แค่ขอให้เจ้าทำเตียงให้ข้า ทำไมหรือ ทำให้เจ้าต้องตายหรืออย่างไร? เจ้าทำกับข้าเช่นนี้..."

            คำพูดที่ทนฟังไม่ได้เข้ามาในใบหูของเขาทีละคำฉือหางทั้งเบื่อหน่ายทั้งรำคาญ

            ถ้าเขาไม่ได้ยินสิ่งที่โจวซื่อพูดถึงโต้ซาเขาก็คงไม่เชื่อว่าท่านแม่ของเขากลายเป็นคนเช่นนี้

            “ในเมื่อเราแยกครอบครัวกันแล้ว” ฉือหางเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่ออย่างไม่แยแสในใจของเขาไม่มีอะไรนอกจากความเบื่อหน่ายระคนรำคาญ “ถ้าเช่นนั้น…”

            สายตาของฉือหางมองไปที่ก้อนอิฐที่กองอยู่ด้านข้างน้ำเสียงของเขาเย็นชา ไร้ซึ่งความอบอุ่นดวงตาของเขามืดมนและลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง “สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนตกอยู่ที่พี่ใหญ่”

            โจวซื่อฟังคำพูดของฉือหางนางไม่ทันได้ตอบสนอง พอนางก้าวไปข้างหน้าต้องการจะคว้าแขนเขาไว้แต่ไม่คาดคิดว่าฉือหางได้พรวดเดินจากไปแล้ว

            โจวซื่อหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธขึ้งชี้ไปที่เงาด้านหลังของฉือหาง นางตะลึงอ้าปากค้าง "เจ้า เจ้าดูสิเขากลายเป็นคนอย่างไรแล้ว?"

            ฉือหางกลับไปที่ลานบ้านปิดประตูแล้วเดินเข้าไปข้างในบ้าน

            เมื่อเปิดประตู ความอบอุ่นภายในห้องช่วยปัดเป่าความเย็นบนร่างกายของเขาไปมาก

            "ใช่แล้วช่วยหั่นพริกให้ข้าด้วย" หลินกู๋หยู่กำลังง่วนอยู่กับการล้างผักโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง

            ฉือหางม้วนแขนเสื้อขึ้น ดึงก้านพริกออกตักน้ำเต็มกระบวยแล้วนำมาล้างพริก จากนั้นเอ่ยว่า "เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าพวกเราไปอยู่ที่อื่นกันเถอะ"

            หลินกู๋หยู่หยุดชะงักชั่วคราวฉีกยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองฉือหาง "เช่นนั้นก็ดีถึงตอนนั้นโต้ซาก็โตแล้ว เราสร้างห้องแยกต่างหากให้เขา"

            มือที่กำลังหั่นพริกของฉือหางหยุดชั่วครู่จากนั้นหั่นต่อ ก่อนที่จะโน้มลงมองดูหลินกู๋หยู่อย่างจริงจัง

            “เกิดอะไรขึ้นหรือ?” หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นมองฉือหางด้วยรอยยิ้ม

            เมื่อเห็นรอยยิ้มของนางหัวใจของฉือหางก็คันคะเยอ เขาพูดอย่างเขินอายว่า "ข้าจะดูแลเจ้าเอง"

            รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินกู๋หยู่หยุดชั่วขณะจากนั้นก็หัวเราะ "ทำไมวันนี้เจ้าถึงได้คิดที่จะพูดเช่นนี้?"

            ฉือหางไม่พูดไม่จา วางมือลงในอ่างไม้ช่วยหลินกู๋หยู่ล้างผัก

            “วันข้างหน้าจะไปที่ไหนหรือ?” ฉือหางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปที่หลินกู๋หยู่อย่างจริงจัง

            "คอยดูกันปีหน้าช่วงนี้อากาศหนาวมาก วันหลังเจ้าไปซื้อฟืนเถอะจะได้ทำเงินให้กับคนในหมู่บ้านได้บ้าง" หลินกู๋หยู่พูดงึมงำ

            "ดี"

            “ข้าทายาให้โต้ซาแล้วคิดว่าผลลัพธ์ไม่เลว เห็นว่าจะมีตลาดในอีกสามวันใช่หรือไม่พวกเราไปเดินตลาดดีหรือไม่?”

            "ดี"

            “ข้ากำลังคิดว่าเสื้อผ้าของน้องชายสี่ไม่ค่อยอุ่น หรือข้าควรทำเสื้อกันหนาวให้เขาด้วยหรือไม่เขาถูกแยกมาอยู่บ้านของเราแล้ว”

            "ดี"

            หลินกู๋หยู่หยุดงานที่กำลังทำเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นสามี

            เตาไฟทำให้ภายในห้องอุ่นมากแสงไฟส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา เค้าโครงใบหน้าของเขาดูนุ่มนวล และดวงตาคู่คมของเขาก็ดูล้ำลึกไม่อาจคาดเดาได้แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลยในเวลาเดียวกัน

            “พี่ฉือหาง” หลินกู๋หยู่เพ่งพินิจมองใบหน้าของฉือหาง คาดเดาอยู่ในใจนางมักจะรู้สึกแปลกเล็กน้อย “เจ้าเป็นอะไรไป?”

            "ไม่เป็นไร" ฉือหางแสดงสีหน้าแปลกพิกลหันศีรษะไปด้านข้างด้วยความลำบากใจ

            เมื่อเห็นท่าทีของฉือหางหลินกู๋หยู่ก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย

            เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีสักอย่างไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาต้องการดูแลหลินกู๋หยู่ให้ดีทุกวันแต่เขาไม่รู้ว่าควรจะดูแลนางอย่างไร

            หลินกู๋หยู่มองเขาแล้วขมวดคิ้วเช็ดมือบนเสื้อผ้าตรงเข่าก่อนจะวางนิ้วมือที่ระหว่างคิ้วของเขาเบาๆ"หากเจ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ ก็อย่าได้เก็บไว้ ในเมื่อพูดไม่ได้เช่นนั้นก็อย่าเอาแต่คิดมากมีอะไรให้ต้องกังวลมากหรือ”

            "คล้ายกับข้าข้าเรียนแพทย์อยู่ดีๆ แต่ข้ารนหาที่ตายตาม..." เมื่อหลินกู๋หยู่พูดถึงตรงนี้สีหน้าของนางก็ชะงักงันเล็กน้อย กลืนน้ำลายอย่างกระวนกระวาย พูดอย่างกระอักกระอ่วน"ไม่มีอะไรแล้ว"

            เรียนแพทย์ เรียนอยู่ดีๆ งั้นหรือ?

            แววตาของฉือหางมองไปที่หลินกู๋หยู่ด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นใบหน้าที่หลบเลี่ยงของนาง เขารู้สึกเป็นครั้งแรกว่านางอยู่ห่างจากเขามากแม้ว่าเขาจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะวิ่งไปตามนาง แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่อาจตามนางทัน

            เขาทำได้เพียงเดินตามหลังนางตลอดไปเช่นเดียวกับตอนที่เขาป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่อในตอนแรกเขาทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นมองนางเท่านั้น

            เขาที่เป็นเช่นนี้กอดนางไว้แน่นด้วยความต่ำต้อยเสมอ

            เห็นได้ชัดว่านางสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่าแต่ตอนนี้นางทำได้เพียงอยู่เคียงข้างเขา

            ฉือหางรู้สึกทรมานใจเล็กน้อยเขาลดสายตาลงเล็กน้อย ได้ยินเสียงสั่นของตนเอง "เจ้าเสียใจหรือไม่?"

            “อะไรหรือ?” หลินกู๋หยู่เอ่ยถามด้วยความงุนงง

            "ข้าไม่ดีพอ"

            ฉือหางก้มศีรษะลง สุ้มเสียงของเขาแผ่วเบาถ้าหลินกู๋หยู่ไม่ตั้งใจฟัง นางจะไม่ได้ยินเสียงของฉือหางเลย

            “เจ้าคิดฟุ้งซ่านอะไร?” หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าเสียใจแล้วใช่หรือไม่”

            ฉือหางส่ายศีรษะอย่างแรงและพูดด้วยใบหน้าจริงจัง "ไม่ ไม่ ไม่"

            “ข้าหิวแล้ว” หลินกู๋หยู่ล้างผัก “ยังไม่รีบล้างผักอีกแล้วเมื่อไรเราจะได้กินข้าวกัน?”

            เมื่อเห็นว่าฉือหางยังคงจ้องมองนางอย่างว่างเปล่ามุมปากของหลินกู๋หยู่ก็ค่อยๆ โค้งขึ้น

            นางไม่เชื่อในความรักแต่ไม่รู้ด้วยสาเหตุใด นางเชื่อในตัวฉือหาง

            บางทีฉือหางอาจจะรู้สึกว่าเขาไม่ดีพอแต่ในมุมมองของหลินกู๋หยู่ เขาทำให้นางรู้สึกปลอดภัยซึ่งสิ่งนี้เพียงพอแล้วสำหรับนาง

            เมื่อได้ยินว่าครอบครัวของพวกเขาจะรับซื้อฟืนหลายคนในหมู่บ้านจึงขึ้นไปบนภูเขาเพื่อตัดฟืนอย่างแข็งขันทุกเย็นในทุกวันจะมีคนสองสามคนนำฟืนมาขายเสมอ

            ค่าฟืนเพียงสองอีแปะต่อหนึ่งมัดแต่สำหรับชาวบ้าน เงินเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วอย่างน้อยได้เงินเพิ่มก็สามารถซื้อเนื้อหมูได้หนึ่งชิ้น

            ในไม่ช้าก็ถึงวันเปิดตลาดและหลินกู๋หยู่รู้สึกสนใจตลาดที่นี่มาก นางจึงปลุกฉือหางและโต้ซาตั้งแต่เช้าตรู่

            อาจเป็นเพราะมีตลาดในเมืองในวันนี้ เมื่อฉือหางและหลินกู๋หยู่เดินไปที่ประตูหมู่บ้านพวกเขาก็เห็นกลุ่มคนยืนอยู่ที่นั่น

            “พี่ชายสาม พี่สะใภ้สาม!” เมื่อหวังเสี่ยวเชี่ยนเห็นฉือหางและหลินกู๋หยู่นางก็โบกมือให้พวกเขาอย่างตื่นเต้น

            หวังเสี่ยวเชี่ยนรีบเดินไปหาหลินกู๋หยู่ด้วยรอยยิ้ม"พี่กับพี่ชายสามจะไปขายของในเมืองด้วยหรือไม่?"

            "ข้าแค่อยากรู้ว่าในเมืองมีอะไรขายบ้าง?" หลินกู๋หยู่ยิ้มและชำเลืองมองฉือหางที่อยู่ข้างๆ"บังเอิญว่าพี่สามของเจ้ามีเวลาว่างพอดี จึงไปดูด้วยกัน!"

            หวังเสี่ยวเชี่ยนยิ้มและจับแขนของหลินกู๋หยู่สายตาของนางจับจ้องไปที่ใบหน้าของฉือหางอย่างหยอกเย้า "พี่ชายสามพี่ใจดีกับพี่สะใภ้สามจริงๆ!"

            "ท่านน้า!"โต้ซาสวมชุดสีฟ้า ใบหน้าเล็กๆ ของเขาขาวกว่าเดิมมาก

            "โต้ซา เด็กดี"หวังเสี่ยวเชี่ยนถอนหายใจอย่างจริงใจ เมื่อนึกย้อนกลับไปในอดีตของโต้ซา เขามักจะซ่อนตัวจากผู้คนและแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าขาดซอมซ่อเมื่อมองดูเขาในตอนนี้ช่างต่างกันราวกับท้องฟ้ากับเหว

            หวังเสี่ยวเชี่ยนนึกถึงสิ่งที่ท่านแม่ของนางพูดพี่สะใภ้สามไม่ใช่คนธรรมดา

            "อ้อ ใช่แล้ว"หลินกู๋หยู่มองไปที่ผู้คนที่ยืนอยู่ข้างเกวียนวัวด้วยความสงสัยว่า"สิ่งนี้มีไว้ทำอะไรหรือ?"

            เมื่อมองตามแนวสายตาของหลินกู๋หยู่หวังเสี่ยวเชี่ยนเห็นคนเหล่านั้นลากเกวียนวัวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า"สิ่งนี้หรือ ในช่วงที่ตลาดเปิด คนส่วนใหญ่จะนำของไปขายในเมืองแต่พวกเขาไม่สามารถแบกได้จึงนั่งเกวียนวัว จ่ายเงินหนึ่งอีแปะก็สามารถไปที่เมืองได้อย่างรวดเร็วและยังสามารถนำสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดใส่ลงในเกวียนวัวได้"

            "นั่งได้หรือไม่?" เมื่อหลินกู๋หยู่คิดว่าไม่ต้องเดิน นางก็ดีใจมาก"พวกเราสามคนนั่งได้หรือไม่?"

            "นั่งได้สิเกวียนวัวยังไม่ได้ออกก็เพราะว่าคนไม่พอ!" หวังเสี่ยวเชี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม"บังเอิญว่าพวกพี่มาพอดี พวกเราก็ออกเกวียนได้แล้ว"

            หลินกู๋หยู่ยิ้มพลางจับแขนของฉือหางเดินไปที่เกวียนวัวจากนั้นจ่ายเงินไปสองอีแปะ

            ในระหว่างที่หลินกู๋หยู่นั่งอยู่บนเกวียนวัวนางฟังหวังเสี่ยวเชี่ยนพูดจอแจไม่หยุด

            ฉือหางนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งพูดคุยเกี่ยวกับฟืนกับชาวนาในหมู่บ้าน

            หวังเสี่ยวเชี่ยนเอ่ยอธิบายจนในที่สุดหลินกู๋หยู่ก็เข้าใจ

            รถเกวียนวัวออกเดินทางทุกเช้ายามเหม่า[1] และเมื่อถึงยามเซิน[2] ก็อยู่รอที่ประตูเมืองเพื่อรอทุกผู้คนในหมู่บ้านกลับไป

            เนื่องจากพวกเขาไปในเมืองและนำสิ่งของมีน้ำหนักมากมายไปด้วยคนส่วนใหญ่จึงเลือกนั่งเกวียนวัว

            ระหว่างทางหลินกู๋หยู่ยังเห็นผู้คนมากมายเดินเท้าไปยังเมืองเห็นพวกเขาแต่ละคนแบกของหนักๆ ขนาดนั้น นางรู้สึกเห็นใจเล็กน้อย

            เมื่อพวกเขาไปถึงเมืองหลินกู๋หยู่บอกลาหวังเสี่ยวเชี่ยน นางตามฉือหางไปซื้อผ้าโดยคิดว่าจะทำเสื้อกันหนาวให้ฉือเย่

            ทั้งสองคนเดินไปที่ตลาดดอกไม้

            สำหรับดอกไม้และต้นไม้เหล่านั้นแม้ราคาจะไม่แพง แต่อย่างไรก็มีเพียงคนรวยเท่านั้นที่จะซื้อ

            ในขณะที่ยืนอยู่กลางตลาดดอกไม้ในที่สุดหลินกู๋หยู่ก็พบร้านขายว่านหางจระเข้

            ซื้อต้นว่านหางจระเข้มาสองสามต้นใช้เงินไปยี่สิบอีแปะ

            “หิวหรือไม่? อยากกินซาลาเปาหรือไม่?” ริมฝีปากของฉือหางโค้งขึ้นเล็กน้อยมองหลินกู๋หยู่ด้วยรอยยิ้ม

            "ข้ายังไม่หิว"หลินกู๋หยู่เดินไปข้างหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นตลาด นางมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าร้านขายของเล่นพูดกับโต้ซาในอ้อมแขนของฉือหาง "โต้ซาชอบอะไร?"

            แววตาของฉือหางมองไปทางหนึ่งโดยไม่ตั้งใจม่านตาหดลงเล็กน้อย

            "กู๋หยู่เจ้าดูลูกสักครู่ รอข้าที่นี่" ฉือหางพูดพร้อมกับยัดโต้ซาเข้าไปในอ้อมแขนของหลินกู๋หยู่

            หลินกู๋หยู่รีบอุ้มโต้ซาด้วยความตื่นตระหนกมองไปที่ใบหน้าที่จริงจังของฉือหาง จากนั้นมองตามแนวสายตาของเขาก็เห็นผู้คนจำนวนมากอยู่ที่นั่น

            ฉือหางเดินไปทางด้านนั้นอย่างรวดเร็วหลินกู๋หยู่อยากจะติดตามไปด้วย แต่ก่อนที่จะก้าวไปก็เห็นฉือหางเลี้ยวหายไป

            นางวิ่งไปพร้อมกับโต้ซาในอ้อมแขนภายในซอยว่างเปล่า ทั้งหมดที่นางเห็นคือคนเดินถนนที่เดินไปมาในฝั่งตรงข้าม

     

            …………………………………

            [1] ยามเหม่าคือเวลา 05.00 น. – 07.00 น.

            [2] ยามเซิน คือเวลา 15.00 น. – 17.00 น.

             

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ) ที่คุณอ่าน

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663