บทที่ 8 ได้แค่หยอก แต่กลับไม่ได้
“เฮ้อ เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย!”
ขณะนี้เกือบถึงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้วแสงแดดอบอุ่น ลู่จือฉิงรู้สึกว่าเดินมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว สถานที่นี้ก็ยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างใด ๆ เลย
หลังจากได้ฟังคำถามของลู่จือฉิง เยว่เชียนหานก็ยิ้มอย่างเขินอายแต่สายตาของเขาไม่ได้หลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าขาวของเขาปรากฏจุดสีแดงระเรื่อจาง ๆ สองจุด นั่นยิ่งเพิ่มความรู้สึกขี้อายให้เขาเพิ่มขึ้นอีก
เขาค่อนข้างอับอายขายหน้า “แม่นางลู่ ข้ารู้สึกละอายใจจริง ๆ ข้ายากจน และสำนักศึกษาก็จำเป็ต้องเปิดในสถานที่เงียบสงบ ราคาที่ดินในเมืองหลวงก็ค่อนข้างแพง…”
ลู่จือฉิงจ้องมองใบหน้าของเยว่เชียนหานด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ อันที่จริงเขาเองก็น่ารักมากไม่เบา ไม่น่าเชื่อเลยว่าชายหนุ่มรูปงามยุคโบราณจะมีความไร้เดียงสาและขี้อายเช่นนี้ด้วย!
ข้าชอบ! เขาน่ารักกว่าใบหน้าเ็าไร้ชีวิตชีวานั่นตั้งเยอะ สีแดงระเรื่อแบบนี้ดูมีชีวิตชีวามาก ทั้งยังเป็คนดีอีกด้วย!
ดังนั้นนางจึงไม่สนใจสิ่งที่เยว่เชียนหานพูดนัก เพราะอย่างไรนางก็ยากจนเหมือนกัน จะไปดูถูกคนอื่นทำไม
ลู่จือฉิงโบกมืออย่างใจกว้างพร้อมกับเลิกคิ้วอย่างมีเลศนัย “ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร ข้าว่าที่นั่นต้องมีทิวทัศน์งดงามเป็แน่ ไม่งั้นคงไม่คู่ควรกับบุคลิกสง่างามเช่นเ้า”
เยว่เชียนหานก็ยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อยเช่นกัน เขาพูดเสียงเบา “แม่นาง…ชมเกินไปแล้ว…”
ลู่จือฉิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ “ไม่หรอก เ้าไม่ต้องถ่อมตัวขนาดนั้นก็ได้”
กฎการจีบหนุ่มข้อที่สาม ต้องใส่ใจในสิ่งที่เขาชอบ พูดชมเชยให้เหมาะเจาะ ดูเป็ธรรมชาติ
ลู่จือฉิงยิ้มพลางคิดในใจว่า การจีบหนุ่มน่ะ จริง ๆ แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการจีบสาว แต่สำหรับนางแล้วไม่ได้ทำเพราะรู้สึกขาดคนรักหรอก นางแค่สนุกกับการหยอกชายหนุ่มรูปงามเท่านั้น
เมื่อได้เห็นพวกเขามีสีหน้าแววตาที่หลากหลายบนใบหน้าอันหล่อเหลา ก็รู้สึกสนุกมากเลย!
ใช่แล้ว บางครั้งลู่จือฉิงก็รู้สึกว่ามันช่างน่าเสียดาย ทั้งที่นางมีความสามารถในการจีบหนุ่มแท้ ๆ แต่กลับทำได้แค่มองเท่านั้น!
ลู่จือฉิงส่ายหัวเมื่อคิดถึงเื่นี้ นางพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่าการดื่มด่ำกับภาพที่เห็นก็เพียงพอแล้ว นางเป็เด็กสาวที่ดี บริสุทธิ์ และมีจิตใจที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี
แต่กลับเหลือบเห็นเซี่ยมู่ที่กำลังชายตามองมาที่นาง สายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม และเมื่อเขาเห็นว่านางกำลังมองเขาอยู่ เขาก็หันกลับไปทำท่าเหมือนจะอาเจียน ทำให้เยว่เชียนหานรีบถามว่าเป็อะไร
ลู่จือฉิงก็กลอกตาไปมาอีกครั้ง เมื่อพบชายงามแล้วไม่หยอกก็เปลืองของเปล่า ๆ น่ะสิ! จะเป็หนุ่มหน้าหวานหรือไม่ ใครสนล่ะ? แล้วอีกอย่างนะเ้าเด็กน้อย ข้าพนันได้เลยว่าโตขึ้นเ้าก็เป็ได้แค่หนุ่มหน้าหวาน ไม่สามารถเป็ชายหนุ่มที่แข็งแกร่งกำยำได้หรอก!
เซี่ยมู่ยิ้มเล็กน้อยทำให้เยว่เชียนหานสบายใจ จากนั้นก็จ้องลู่จือฉิงตาเขม็ง ขณะเดียวกันก็ชี้ไปยังมุมชายคาหลังหนึ่งที่โผล่พ้นพุ่มไม้เขียวขจีไกลออกไปว่า “พี่ชาย สำนักศึกษาอยู่ตรงนั้นใช่หรือไม่?”
เนื่องจากจากป่าไผ่มีทางเดินเล็ก ๆ สีอ่อนทอดมากับพื้นหญ้า และพวกเขาก็อยู่บนเส้นทางพอดี
เยว่เชียนหานแสดงแววตาแห่งความดีใจราวกับว่าถึงบ้านแล้ว พลางพยักหน้าว่า “ใช่แล้ว ที่นี่ทิวทัศน์ก็ไม่เลวเลยจริง ๆ นะ”
เซี่ยมู่เดินตามหลังเขาไป แต่ภายในใจก็ยังมีความสงสัยอยู่บ้าง ชายคานั้นดูสูงมากเลย กระเบื้องก็เป็กระเบื้องเคลือบด้วย เป็ไปได้หรือที่คนยากจนจะสามารถสร้างสำนักศึกษาได้?
หลังจากเข้าไปในป่าไผ่แล้ว เซี่ยมู่มองไปที่ระเบียงยาวที่อยู่เบื้องหน้าและประตูไม้บานหนึ่งที่ปลายสุด แสร้งถามอย่างไร้เดียงสา “สำนักศึกษาของท่าน ดูไม่เลวเลยนะขอรับ”
เยว่เชียนหานยิ้ม “พูดไปแล้วก็บังเอิญ มีชนชั้นสูงผู้หนึ่งบริจาคเงินให้จำนวนมาก น่าเสียดายที่ภายนอกดูดีแต่ภายในกลับว่างเปล่า...”
เซี่ยมู่พยักหน้าถอนหายใจเบา ๆ จากนั้นก็เดินตามเขาไปยังสถานที่ที่เงียบสงบและเปล่าเปลี่ยว เมื่อประตูไม้เปิดออกเขาก็ได้เห็นตะไคร่สีเขียวบนกรอบประตูและเห็ดเล็ก ๆ ที่เกิดจากความชื้น
ดูเหมือนว่าจะจนจริง ๆ
หลังจากเข้าประตูไปแล้ว สิ่งที่แลเห็นก็คือลานเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยไม้ดอกและหญ้า สวยงามจริง ๆ ลู่จือฉิงถอนหายใจ เธอก็อยากที่จะปลูกต้นไม้และดอกไม้ ดื่มชาและวาดภาพใช้ชีวิตอย่างสบาย แต่ไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่
เยว่เชียนหานยิ้มอย่างอ่อนโยน “พวกเ้าดูรอบ ๆ สิ ที่นี่อาจจะดูเงียบสงบไปหน่อยเพราะว่าวันนี้หยุดเรียน ไม่งั้นจะครึกครื้นกว่านี้”
ลู่จือฉิงพยักหน้า จากนั้นก็สำรวจไปรอบ ๆ รู้สึกว่าที่นี่อบอุ่นกว่าความโอ่อ่าหรูหราของจวนตระกูลลู่เสียอีก นางเคยเป็นักวาดภาพสไตล์จีนโบราณ และชอบสไตล์นี้เป็พิเศษ ความงามแบบเรียบง่ายนี้ รวมถึงหนุ่มรูปงามราวกับหยกที่อยู่ข้าง ๆ ช่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ
เยว่เชียนหานมีท่าทางสบาย ๆ เหมือนกับกำลังเชิญเพื่อนเก่ามาพักผ่อนที่บ้าน ก่อนจะเดินนำลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ไปยังลานข้าง ๆ
ก่อนจะเข้าไปข้างใน ลู่จือฉิงอารมณ์ดีมาก แต่พอเห็นคนในบ้านหันกลับมา ลู่จือฉิงก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที จ้องตาเขม็งราวกับว่าจะกินเืกินเนื้อให้ได้!
นี่!
ว่าแล้วเชียวว่าทำไมรูปร่างดูคุ้น ๆ ที่แท้ก็เป็อ๋องรุ่ยคนเ็านี่เอง! ถึงเ้าจะเปลี่ยนชื่อข้าก็จำได้!
เยว่เชียนหาน?!
ลู่จือฉิงหันกลับมามองด้วยความโกรธ อยากดูว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป กล้าหลอกนางเช่นนี้! รูปร่างหน้าตาที่ดีก็ไม่ช่วยให้คนดีขึ้นได้เลย!
เห็นนางจ้องมาราวกับจะพ่นพ่นไฟออกมาจากตา คนที่เดินอยู่ข้างหลังอย่างเยว่เชียนหานก็กะพริบตาไร้เดียงสา ก่อนจะชี้ไปที่ชิวหลินรุ่ยแล้วหัวเราะว่า “อ๋อ คนนี้แหละชนชั้นสูงที่ข้าบอก ช่างบังเอิญจริง ๆ!”
บังเอิญบ้านเ้าสิ! ดูหน้าตาเ้านั่นที่มองมาราวกับจะกินคนนั่นสิ คราวหน้า ถ้าข้าเชื่อคำพูดคนอื่นมั่วซั่วอีก ข้าจะเอาหัวโขกกำแพงเสีย!