บทที่ 27 คุณขึ้นเขาคนเดียวอีกแล้ว
นายทหารหนุ่มพูดว่า "พี่สะใภ้ครับ ผมส่งของถึงที่แล้ว คุณไม่ต้องเกรงใจผมหรอกนะครับ"
พูดจบ เขาก็ถือของเดินเข้าอาคารไปแล้ว
สวี่เจาตี้เดินตามหลัง เห็นคนอื่นช่วยเหลือตัวเองด้วยความกระตือรือร้นแบบนี้ ในใจรู้สึกเกรงใจมาก
"เอ่อ คุณชื่ออะไรเหรอคะ?"
เด็กหนุ่มกล่าวว่า "ผมชื่อจ้าวเอ้อร์ต้าน"
จ้าวเอ้อร์ต้าน ชื่อนี้ฟังดูเป็กันเองดีนะ
จ้าวเอ้อร์ต้านดูเหมือนจะรู้ว่าบ้านของเธออยู่ที่ไหน เขาวางของไว้ที่หน้าประตูแล้วพูดอย่างกระตือรือร้นว่า "พี่สะใภ้ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"
"ขอบคุณมากนะ รอให้ฉันทำผักป่าเสร็จ แล้วจะให้ผู้กองเฉินเอาไปให้พวกคุณชิมบ้าง"
จ้าวเอ้อร์ต้านรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องหรอกครับ ไม่ต้อง นี่เป็สิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว พี่สะใภ้ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ"
จ้าวเอ้อร์ต้านพอได้ยินชื่อเฉินเจี้ยนกั๋วก็ใกลัว เขาไม่ได้เข้าประตูมาเลย แต่รีบหนีไปทันที
สวี่เจาตี้เปิดประตู ลากกิ่งไม้ไปที่ระเบียง คนที่เมื่อกี้ยังคุยกันอยู่ชั้นล่างต่างพากันกลับบ้านกันหมด
สวี่เจาตี้ยิ้ม ดูเหมือนว่าการประชุมวันนั้นจะได้ผลดีมาก
สวี่เจาตี้ต้มน้ำในหม้อ ลวกผักกูดแล้วแบ่งออกเป็สองส่วน เธอผูกเชือกหลายเส้นไปมาบนระเบียง แล้วนำผักกูดที่แบ่งแล้วมาแขวนบนเชือกทีละเส้น วิธีนี้จะทำให้ตากแห้งได้ง่าย
ส่วนหน่อไม้ที่ลวกแล้วต้องแช่ในน้ำเย็นสักครู่ จะช่วยลดรสขมลงได้บ้าง
เวลายังเช้าอยู่ เธอผสมแป้งข้าวโพดกับน้ำจนเข้ากันดี แล้วทอดแผ่นแป้งในกระทะหลายชิ้น
หลังจากนั้นก็ทำอาหารเย็นสองอย่าง และทำซุปผักป่าด้วย
เธอนั่งยอง ๆ อยู่ที่ระเบียงเพื่อพิจารณาว่าควรทำกรงไก่อย่างง่าย ๆ ให้มีขนาดเท่าไหร่ดี
กิ่งไม้ในมือของเธอมีความยาวไม่เท่ากัน เธอจึงจัดวางกิ่งไม้ที่มีความยาวเท่ากันไว้ด้วยกัน แล้วมัดทีละอัน
เมื่อเฉินเจี้ยนกั๋วกลับมา เขาเปิดประตูเข้ามาเห็นอาหารสองอย่างกับซุปหนึ่งถ้วยวางอยู่บนโต๊ะ แต่ไม่เห็นสวี่เจาตี้อยู่ในบ้าน
เสียงซู่ซ่าดังมาจากระเบียง เขาได้ยินเสียงจึงเดินมาดู เห็นสวี่เจาตี้กำลังนั่งยอง ืๆ จัดการกับกิ่งไม้อยู่บนระเบียง
"คุณขึ้นเขาไปคนเดียวอีกแล้วเหรอ?"
สวี่เจาตี้กำลังยุ่งอยู่กับงานในมือ ไม่ทันสังเกตว่าเฉินเจี้ยนกั๋วกลับมาแล้ว
เธอใจนมือสั่น ทำให้กิ่งไม้ในมือหล่นลงพื้น
"ทำไมคุณกลับมาไม่มีเสียงเลย ฉันใแทบตาย"
เธอตบอกเบา ๆ แล้วก้มหน้าลงทำงานในมือต่อไป
เขาเพียงแค่มองดูแวบเดียว ก็เข้าใจว่าสิ่งที่สวี่เจาตี้กำลังจะทำคืออะไร
"คุณตั้งใจจะเลี้ยงไก่ตัวนี้บนระเบียงเหรอ?"
"อืม ไก่ตัวนี้เลี้ยงไว้ก่อน บางทีมันอาจจะออกไข่ก็ได้ค่ะ"
สวี่เจาตี้รู้สึกว่าตัวเองยังทำงานไม่ได้มากเท่าไหร่ ส่วนล่างของกรงไก่ยังผูกไม่เสร็จ เฉินเจี้ยนกั๋วก็กลับมาแล้ว
เฉินเจี้ยนกั๋วอดไม่ได้ที่จะยิ้ม เขาไม่มีใจจะบอกเธอว่า ในชนบทเขาเลี้ยงแม่ไก่เหมือนสมบัติล้ำค่า แม่ไก่ที่ขายได้แน่นอนว่าต้องเป็ไก่ที่ไม่ออกไข่แล้ว
ช่างเถอะ ถ้าเธออยากเลี้ยง ก็ปล่อยให้เธอเลี้ยงไปเถอะ
ในเมืองไม่อนุญาตให้เลี้ยงไก่ แต่บ้านพักไม่ได้อยู่ในเมือง น่าจะเลี้ยงได้
เฉินเจี้ยนกั๋วพูดว่า "คุณไม่ต้องทำหรอก เดี๋ยวกินข้าวเสร็จผมจะมาทำเอง"
สวี่เจาตี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะอาสาช่วยทำกรงไก่ให้เธอเอง
"คุณไม่โกรธฉันเหรอ?"
"ผมจะโกรธคุณทำไม? ผมคิดว่าความคิดของคุณดีมาก"
สวี่เจาตี้รู้สึกอบอุ่นในใจ เฉินเจี้ยนกั๋วพูดว่า "ไปกันเถอะ ไปกินข้าวกันก่อน"
ทั้งสองล้างมือเสร็จแล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ก่อนหน้านี้พวกเขาคุ้นเคยกับการกินซาลาเปาที่ทำจากแป้งข้าวโพด แต่ตอนนี้พวกเขากำลังกินแผ่นแป้งบาง ๆ ที่สวี่เจาตี้ทำ ไม่รู้ว่าเธอใส่อะไรลงไปในนั้น แต่รสัันุ่มหอมหวาน ทำให้เขาอดใจไม่ไหวอยากกินเพิ่มอีกชิ้น
ผักป่ากินคู่กับแผ่นแป้งทอดทอด ช่างหอมอร่อยเหลือเกิน
สวี่เจาตี้นึกถึงจ้าวเอ้อร์ต้าน จึงกล่าวว่า "ตอนบ่ายที่คุณจะไป ช่วยเอาผักป่าไปฝากนายทหารของพวกคุณหน่อย เมื่อเช้าตอนฉันลงจากเขากลับมา เขาช่วยฉันหิ้วกิ่งไม้และผักป่าพวกนี้กลับมาด้วย"
เฉินเจี้ยนกั๋วได้ยินแล้วรู้สึกอึดอัดในใจ
เมื่อก่อนเธอไม่ดีกับใครเลย ทำไมตอนนี้ถึงดีกับทุกคนล่ะ?
สวี่เจาตี้กลัวว่าเขาจะเข้าใจผิด จึงอธิบายว่า "ฉันไม่ชอบติดค้างใคร ให้ลูกท้อแล้วตอบแทนด้วยลูกพลับ*[1] ฉันจะได้ไม่ต้องคิดมากอีก"
ดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้เขาคิดมากไปเองอีกแล้ว
"ได้ ผมจะนำไปตอนบ่าย"
เขาอยากจะดูว่า จ้าวเอ้อร์ต้านจะกินลงหรือเปล่า
หลังจากทานอาหารเสร็จ สวี่เจาตี้อาสาล้างจาน ส่วนเฉินเจี้ยนกั๋วกำลังทำกรงไก่อยู่ที่ระเบียง
ก่อนไปทำงานตอนบ่าย กรงไก่ทำเสร็จแล้ว เฉินเจี้ยนกั๋วไปหาอิฐมาจากที่ไหนสักแห่งไม่รู้ เขาวางกรงไก่ไว้บนอิฐ แล้วขังไก่เข้าไปในกรง
มองดูผลงานของตัวเองด้วยความพอใจและยิ้มน้อย ๆ ในที่สุดบ้านก็ดูเหมือนบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว
สวี่เจาตี้เข้ามาดูแล้วก็เห็นว่ากรงไก่เป็รูปสี่เหลี่ยมสวยงาม แม้แต่ระยะห่างระหว่างกิ่งไม้ก็กว้างเท่ากันหมด ดูเหมือนงานฝีมือชั้นดีเลยทีเดียว
ตอนนี้ก็เหลือแต่ปัญหาเื่ขี้ไก่ แต่ก็มีไก่แค่ตัวเดียว เธอวางแผนว่าจะไปซื้อกระถางดอกไม้มาปลูกผักที่ระเบียง เมื่อถึงเวลานั้นก็จะได้ใช้ขี้ไก่เป็ปุ๋ยอย่างดี
เฉินเจี้ยนกั๋วชี้ไปที่กรงไก่ราวกับอวดฝีมือ แล้วถามว่า "เป็ยังไงบ้าง?"
สวี่เจาตี้มองดูด้วยความปลื้มปีติ พยักหน้าแล้วพูดว่า "คุณเก่งจริง ๆ ทำออกมาสวยมาก"
สีหน้าของสวี่เจาตี้เต็มไปด้วยความยินดีที่ซ่อนไม่อยู่ เฉินเจี้ยนกั๋วมองดูแล้วก็รู้สึกดีใจไปด้วย
แค่กรงไก่เพียงอันเดียวก็ทำให้เธอดีใจได้ขนาดนี้ ถ้ารู้แต่แรกว่าเธอเป็คนาย ๆ แค่นี้ ตอนนั้นเขาน่าจะวางท่าลงแล้วเอาอกเอาใจเธอให้ดี ป่านนี้พวกเราอาจจะมีลูกกันแล้วก็ได้
เมื่อนึกถึงเื่ลูก เฉินเจี้ยนกั๋วก็นึกถึงความฝันเมื่อคืน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างไป เขาพูดว่า "ผมต้องไปทำงานแล้ว คุณพักผ่อนให้ดีใน่บ่ายนะ"
"รู้แล้ว คุณรีบไปเถอะ"
สวี่เจาตี้ยืนอยู่ที่ระเบียง มองดูเฉินเจี้ยนกั๋วเดินลงบันได ร่างสูงใหญ่ของเขาเดินผ่านประตูเล็กด้านข้างไปยังสนามฝึกของกองกำลังแนวหน้า
เธอตั้งใจว่าจะทำเกี๊ยวส่งไปให้เฝิงซิ่วเจวียนและคนอื่น ๆ ในตอนบ่าย แต่ที่บ้านไม่มีเนื้อสักนิด คิดแล้วคิดอีกจึงตัดสินใจรอไปพรุ่งนี้แล้วนั่งรถเข้าเมืองไปซื้อเนื้อหมูกลับมาดีกว่า
เพราะเมื่อจะส่งของไปให้ ก็ไม่อยากให้คนอื่นหัวเราะเยาะได้
เฉินเจี้ยนกั๋วมาถึงสนามฝึก เจียงต้าไห่เห็นเขามีสีหน้าเบิกบานเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
เจียงต้าไห่พูดแซวว่า "บ้านนายมีเื่ดี ๆ เกิดขึ้นใช่ไหม เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ จะได้ดีใจด้วย"
"ไม่มีอะไรหรอก รีบไปทำงานของนายเถอะ"
ไม่จำเป็ต้องเดา จ้างต้าไห่รู้ดีว่าสองคนนั้นคงคืนดีกันแล้วแน่นอน
จ้างต้าไห่เห็นเฉินเจี้ยนกั๋วถือกล่องข้าวสองใบอยู่ในมือ จึงถามอย่างสงสัยว่า "ในกล่องข้าวมีอะไรอยู่เหรอ?"
"ผักป่า"
เฉินเจี้ยนกั๋วทิ้งคำตอบสั้น ๆ แล้วเดินไปทางเ้าเอ้อร์ต้าน
"เ้าเอ้อร์ต้าน ออกมา"
“ครับ”
จ้าวเอ้อร์ต้านก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เฉินเจี้ยนกั๋วตบกล่องข้าวสองใบในมือลงบนฝ่ามือของเขา แล้วพูดว่า "พี่สะใภ้ของนายให้ฉันเอามาให้ ขอบใจที่ช่วยเธอนะ"
จ้าวเอ้อร์ต้านรู้สึกดีใจในใจ พี่สะใภ้ส่งผักป่ามาให้เขาจริง ๆ ผ่านผู้กองเฉิน
เขายิ้มโง่ ๆ อย่างมีความสุขแล้วยกมือขึ้นรับกล่องข้าว เฉินเจี้ยนกั๋วก็ยกกล่องข้าวขึ้นสูงอีกนิด แล้วพูดว่า "กินเสร็จแล้วอย่าลืมล้างกล่องข้าวให้สะอาดแล้วเอามาคืนฉันด้วย"
จ้าวเอ้อร์ต้านคิดว่าเฉินเจี้ยนกั๋วจะลงโทษเขา แต่ไม่คิดว่าแค่ให้ล้างกล่องข้าวเท่านั้น
"รับทราบครับ ผู้กอง"
คนที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างมองหน้ากัน ทุกคนอยากรู้ว่าในกล่องข้าวมีของวิเศษอะไร
คงไม่ใช่เนื้อวัวหรือขาหมูหรอกนะ?
เหล่าทหารใหม่นึกถึงแค่นี้ก็แทบจะน้ำลายไหลแล้ว
ระหว่างการฝึก สายตาของพวกเขาหลายคนมองไปที่กล่องข้าวด้านข้างเป็ระยะ
ใน่เวลาพัก มีคนวิ่งไปหยิบกล่องข้าวขึ้นมาเปิดดู พบว่าเป็ผักป่าและแผ่นแป้งทอดทอด ทันใดนั้นก็หมดความสนใจไป
มีคนหยิบขึ้นมาชิมคำหนึ่ง แล้วร้องออกมาทันทีว่าอร่อย
พวกทหารใหม่เหล่านี้ ส่งเสียงเอะอะโวยวาย หลังจากฝึกเสร็จ มือเปื้อนดินก็ไม่รังเกียจความสกปรก คนละชิ้นสองชิ้น ไม่นานก็กินผักป่าและแผ่นแป้งทอดในกล่องข้าวหมดเกลี้ยง
[1] ลูกท้อแล้วตอบแทนด้วยลูกพลับ (投之以桃報之以李) ความหมายคือตอบแทนน้ำใจซึ่งกันและกัน หรือลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยด้วยการให้สิ่งของแลกเปลี่ยน ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า หมูไปไก่มา