ย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย

    หรูหรา

    พวกเขาทั้งครอบครัวสมิธรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับความหรูหราของสถานที่แห่งนี้กันมา จะมีแค่คนเดียวที่เฉย ๆ นั้นคือปู่โทลคีน

     

    “โฮ่ โฮ่ ความหรูพวกนี้เทียบเท่ากับปราสาทของแห่งอาณาจักรดรัมได้เลย!” 

     

    สมิธรวบรวมสติพี้อมกับปรับบุคลิกและอารมร์ของตัวเองให้อยู่ในสภาวะสงบนิ่ง หลังจากนั้นเขาเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อที่จะสอบถามถึงเรื่องผู้อำนวยการ แต่...

     

    “เชิญชั้นที่ 41 เลยค่ะ ผู้อำนวยการรอคุณอยู่” พนักงานเคาน์เตอร์ชิงพูดติดมาก่อนราวกับรู้ว่าสมิธจะพูดอะไร

     

    เมื่อเป็นแบบนี้สมิธก็เข้าใจทุกอย่างในทันทีว่าทำไมพนักงานในโรงแรมระดับสูงแบบนี้ถึงไม่มีใครเข้ามาวอแวหรือสอบถามเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ที่แท้ผู้อำนวยการโรเบิร์ตก็จัดเตรียมทุกอย่างไว้แล้วแม้แต่พนักงานโรงแรมก็ตาม

     

    ครอบครัวสมิธทั้งหมดพากันขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นที่ 41 และเมื่อไปถึงชั้นดังกล่าวโรงแรมแห่งนี้ก็ทำให้เขาตกตะลึงอีกครั้ง เพราะบรรยากาศภายในชั้นแห่งนี้เหมือนกับหลุดออกมาจากพระราชวังพรมสีแดงพร้อมกับลวดลายสีทองเด่นสง่า เงยหน้าขึ้นไปก็เจอกับโคมไฟระดับซื้อรถได้ทั้งคัน เรียกได้ว่านี้มันคือบรรยากาศที่สมิธไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต

     

    สมิธเห็นผู้อำนวยการมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยหลังจากได้เห็นการมาถึงของเขาซึ่งผู้อำนวยการไม่ได้ตกใจพวกกรีนชิลดหรอกแต่ตกใจที่มากันเยอะ อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการทำสัญลักษณ์มืออะไรสักอย่างพนักงานโรงแรมที่ทำหน้าที่บริการชั้นนี้ก็รับยกโต๊ะยกเก้ามาเสริมให้พอจำนวนคนในทันที

     

    “ทุกคนอยากสั่งอะไรสั่งได้เลย” แม้ตอนแรกตัวมันจะแปลกใจว่าทำไมคุณสมิธถึงพามาทั้งครอบครัวแทนที่จะมากันแค่สองคนคือคุณสมิธกับเผ่าบาร์คแค่นั้น แต่ก็ช่างเถอะแค่เพิ่มคนบนโต๊ะอาหารเพียงไม่กี่คนไม่ทำแผนการที่มันเตรียมไว้เสียหายแต่อย่างใด

     

    ทุกคนเริ่มสั่งอาหารซึ่งแต่ละคนล้วนแล้วสั่งสิ่งที่ตัวเองไม่เคยกินมาทั้งสิ้นสมิธเองก็เช่นกัน โดยอาหารที่เขาสั่งคือ ไก่ทอดราดด้วยซอสหอยอะไรสักอย่างพร้อมกับเครื่องเขียงที่เป็นผักอะไรสักอย่างเช่นกัน เป็นเมนูที่โคตรแปลกและน่าลองสำหรับสมิธเป็นอย่าง แล้วก็อีกเมนูที่เขาสั่งแปลกไม่แพ้กันคือ เมนูเส้นที่เอาเนื้อมาทำเป็นเส้นแล้วนำไปผัด 

     

    แต่ แต่...กรีนชิลดนั้นสั่งอาหารไปหลาย 10 เมนู ซึ่งสมิธก็พยายามจะห้ามแล้วแต่ผู้อำนวยการนี้สิยิ่งกรีนชิลดสั่งเยอะยิ่งยุให้สั่งเพิ่มไปอีกจนมันมากกว่าหลายสิบเมนูแล้วตอนนี้ สมิธรู้แหละว่าการกระทำนี้ของผู้อำนวยการคือพยายามเอาใจกรีนชิลดเพื่อเหตุผลเดียวกับที่ชวนเขามากินอาหารโคตรหรูระดับนี้

     

    พวกเขารับประทานอาหารที่เคยไม่กันอย่างเพลิดเพลินและในระหว่างนั้นผู้อำนวยการโรเบิร์ตก็พูดคุยกับพ่อสมิธอย่างต่อเนื่องและทุกเรื่องที่สามารถคุยได้ พออาหารหมดเท่านั้น...สายตาของผู้อำนวยการโรเบิร์ตจ้องมาที่เขาอย่างแน่นิ่งและจริงจัง หากเป็นคนสมิธผู้จืดจางคนเก่าคงเลือกที่จะหลบสายตาไม่กล้าโตอบเพราะมันเป็นสายตาที่เขาไม่อาจทนรรับแรงกดดันได้แน่นอน แต่กับสมิธที่เคยเผชิญนรกกว่า 30 ปี เขาไม่สั่นไหวหรือรู้สึกถึงแรงกกดดันต่อสายตาดั่งกล่าวเลยแม้แต่นิดเดียว

     

    “ผมขออณุญาตคุยกับลูกชายของพวกคุณสักครู่นะครับ” หลังจากเล่นเกมจ้องตากันเกือบนาทีผู้อำนวยการโรเบิร์ตก็ขออณุญาตตัวสมิธมาที่โต๊ะโต๊ะหนึ่งที่จัดแยกเอาไว้

     

    “นายรู้ไหมว่าทำไมถึงต้องเป็นที่นี้?” โรเบิร์ตเป็นฝ่ายเริ่มพูด

     

    “แสดงอำนาจ ผูกมิตร สร้างความประทับใจ บลา บลา...อีกเป็นสิบเป็นร้อยเหตุผลมั้ง” เหมือนสมิธจะตอบออกแนวตลกแต่นี้แหละคือความจริงเพราะคนระดับผู้อำนวยการหน่วยพิเศษคงไม่ได้แค่แบบ ‘ว้าวเราอยากทำงานร่วมกับคนนี้งั้นพาไปร้านสุดหรูแล้วกัน’ แค่นี้อย่างแน่นอน

     

    “นายรู้ใช่ไหมว่าช่วงนี้พวกตัวประหลาดบุกโจมตีมนุษย์อย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นในทุก ๆ วัน ในทุกวันอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นทุก 0.6% แล้วพื้นที่ทั้งหมดบนโลกล้วนแล้วปกครองโดยมนุษย์ทั้งสิ้นแต่สถานการณ์ ณ ปัจจุบันเริ่มที่จะไม่ใช่เช่นนั้นอีกต่อไปแล้วหลังเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติขึ้น! นั้นหมายความว่าพื้นที่ใช้สอยน้อยลง อาหารก็น้อยลงตาม พื้นที่ปลอดภัยก็เริ่มมีจำกัดและเมืองของนาย เมืองที่มีบาร์คสุดยอดเผ่าพันธุ์อยู่ถึง 2 ตนและเมืองที่ได้รับการยอมรับจากฟีนิกซ์”

     

    “ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ดินแดนที่ปลอดภัย ฉันจะบอกนายอย่างตรงไปตรงมาเลยแล้วกันเจ้าหนุ่มสมิธ ข้าอยากเปิดฐานลับของหน่วยพิเศษที่เมืองของเจ้า!” 

     

    เป็นไปตามที่สมิธคิดไว้ไม่มีผิดว่ามันต้องเกี่ยวกับหน่วยพิเศษและความปลอดภัย แต่กระนั้นการที่คนระดับผู้อำนวยการเอ้ยปากอย่างตรงไปตรงมากแบบนี้ สมิธจึงคิดว่า...

     

    “เอาสิครับผมไม่ติดอะไรที่จะมีฐานของหน่วยพิเศษอยู่ในเมือง แต่ผมไม่มีสิทธิ์มาอนุมัติอะไรทั้งนั้นผมก็เป็นแค่ชาวเมืองธรรมดา ทางที่ดีคุณไปคุยกับพ่อผมและให้พ่อผมคุยกับเพื่อนที่มีอำนาจภายในเมืองดีกว่า”