หลังจากิเยว่ได้รับมอบหมายภารกิจให้มาดูแลดวงิญญาของหญิงสาวผู้หนึ่งแล้วในแต่ละวันเขาก็วุ่นวายกับการต้องตามติดเธอโดยตลอดจึงต้องมอบหมายงานส่วนอื่นที่เหลือให้กับเพื่อนร่วมงานของตนรับผิดชอบแทนไป่หนึ่งก่อน
ตอนนี้เขากำลังตามติดหญิงสาวคนนั้นมาที่มหาลัยของเธอผู้คนค่อนข้างแ่าทำให้บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างคึกครื้นซึ่งเป็บรรยากาศที่ิเยว่เกลียดเป็อย่างมาก
เขานั่งห้อยขาอยู่ตรงระเบียงข้างริมหน้าต่างโต๊ะเรียนของผู้หญิงคนนั้นเพียงแต่หันหน้าออกเพื่อจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ข้างนอกแทนการมองดูผู้คนแ่าที่อยู่ในห้องนั้นแทน
“ิเยว่ข้าไม่ไหวแล้ว” ซีซวน ยมทูตคู่หูผู้ทำงานร่วมกับิเยว่ปรากฎกายขึ้นข้างสหายของตนสีหน้าของเขาค่อนข้างหม่นหมองประหนึ่งคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ
จะไม่ให้หม่นหมองได้เช่นไรเล่า เดิมทีแค่ดวงิญญาในบัญชีของตัวเองก็ยุ่งวุ่นวายมากพออยู่แล้วตอนนี้กลับต้องมาตามเก็บรายชื่อดวงิญญาของิเยว่อีก
ิเยว่ปรายตามองสหายของตนด้วยใบหน้าเรียบเฉย “...........”
“เ้าต้องทำงานนี้ไปถึงเมื่อใดกัน” ซีซวนยืนขึ้นก่อนจะใช้ใบหน้าแนบกระจกเพื่อสำรวจในห้องนั้นตามประสาความอยากรู้อยากเห็น
“เอ๊ะนางเห็นข้าด้วยหรือ?”
ซีซวนใจนต้องรีบย่อตัวนั่งลงก่อนจะมองชะเง้อคอขึ้นมองอีกครั้ง
“เ้าพูดอะไรมีใครเห็นพวกเราได้อย่างนั้นหรือ พวกเราเป็ยมทูตนะ?” ิเยว่ยังคงนั่งหันหลังให้หน้าต่างแล้วพูดออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
เ้าซีซวนนี่เงอะงะไม่เคยเปลี่ยนเลย
“แม่นางคนนั้นไงชื่อแซ่ว่าอะไรกันนะ....”ซีซวนพยายามเพ่งเล็งมองตัวอักษรรายชื่อที่อยู่เหนือศีรษะของเธอ “เฉิน....อะไรน่ะ....เสี่ยวอวี้....เฉินเสี่ยวอวี้....”
เมื่อได้ยินชื่อที่หลุดออกมาจากปากสหายของตนิเยว่ก็รีบลุกขึ้นพรวดในทันที “เสี่ยวอวี้มองเห็นอย่างนั้นเหรอ?”
ในตอนนี้ยมทูตทั้งสองตนต่างพากันเกาะกระจกห้องเรียนกันถ้วนหน้า
“อืม...นางสบตามาที่ข้า....เฮ้อ....ช่างน่าสงสารจังเลยอีกไม่นานนางคงใกล้ถึงฆาตแล้วเป็แน่....ทั้งที่เป็เด็กตั้งใจเรียนแท้ ๆ” แววตาของซีซวนที่กำลังจ้องมองไปยังหญิงสาวคนนั้นเต็มไปด้วยความสงสาร
“เ้ากลับไปก่อนเถิด....ส่วนเื่งานข้าจะทำส่วนตอนกลางคืนให้ส่วนเ้าทำส่วนรายชื่อตอนกลางวันไป”
หลังจากตกลงเื่หน้าที่การงานกันเรียบร้อยแล้ว ซีซวนก็จากไป
ในตอนนี้ ิเยว่ได้ไปปรากฎตัวข้างกายหญิงสาวคนนั้นเป็ที่เรียบร้อยแล้วห้องเรียนนี้มีลักษณะเป็เนินโค้งชั้นหรือที่เรียกว่าห้องสโลปทำให้เขาไปเลือกนั่งอยู่บนเก้าอี้ว่างข้างหลังเธอ ซึ่งอยู่เหนือไปไม่กี่ลำดับสองแขนพลางสวมไคว่กันไว้ ก่อนจะยกขาขึ้นพาดเป็ท่านั่งไขว่ห้าง
เธอเพียงแค่หยิบจับและตั้งใจเรียนหนังสือเพียงเท่านั้นแต่อิริยาบถของเธอนั้นกลับค่อนข้างเพลิดเพลินตาเป็อย่างมากทำให้สายตาของิเยว่จับจ้องไปอย่างล่องลอยโดยไม่วางตากันเลยทีเดียว
ยิ่งมองยิ่งเพลิดเพลินและอยากมองเข้าไปอีก....
‘ตั้งใจเรียนดีนะ’ เขาแอบกรซิบพูดให้ส่งไปถึงเธอ
ทันใดนั้น ได้เกิดภาพปรากฎขึ้นซ้อนทับกับเหตุการณ์ตรงหน้าขึ้นมาเป็ภาพของหญิงสาวในชุดฮั่นฝูสีแดงในยุคสมัยพันกว่าปีก่อนกำลังนั่งกวัดแกว่งพู่กันจีนอย่างขะมักเขม้นแต่เขามิได้เห็นหน้าคร่าตาของหญิงสาวผู้นั้นเสียทั้งหมดเนื่องจากมุมมองที่มองไปนั้นเป็การนั่งซ้อนอยู่ทางด้านหลังในมุมแทยง
หลังจากตกอยู๋ในภวังค์ภาพตรงหน้าสักครู่ิเยว่ก็ส่ายศีรษะไปมาเพื่อเรียกสติ
ช้าก่อน....นี่เขาเป็อะไรกัน....
.
.
.
.
.
ร่างบางกำลังนั่งอยู่ในคลาสเรียนวันนี้ค่อนข้างไม่มีสมาธิเอาเสียเลย อยากให้อาจารย์เลิกสอนใจแทบขาด อาจเป็เพราะเมื่อคืนนอนหลับไม่สนิทนอกจากนี้ ตลอด่ระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเธอยังได้ยินเสียงคนกระซิบข้างหูเป็ครั้งคราวด้วย
แค่คิดก็ขนลุกซู่แล้ว….
‘ตั้งใจเรียนดีนะ’เสียงชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกลาง ๆ ดังขึ้นข้างหูของเธออีกครั้งทำให้เธอสะดุ้งแล้วลุกขึ้นยืนพรวดพลางกอดแขนตัวเองแล้วหันซ้ายหันขวาประหนึ่งกำลังหลอนอะไรสักอย่าง
เพื่อนที่นั่งเรียนอยู่ข้าง ๆต่างใไปตามกัน
“เป็อะไรหรือเปล่าเสี่ยวอวี้?”เอ้อสวี่ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเสี่ยวอวี้เอ่ยถามขึ้น
เมื่อเห็นว่าคนข้าง ๆนิ่งไปอยู่พักหนึ่งราวกับสติหลุด เอ้อสวี่จึงพยายามเขย่าแขนให้นั่งลงพลางสำรวจมองใบหน้าของเพื่อนสาวก่อนจะพบว่าขอบตาของเธอในวันนี้ค่อนข้างคล้ำสภาพดูไม่ได้เลย
“นักศึกษาตรงนั้นมีอะไรหรือเปล่าอยากถามอะไรไหม?”
เมื่อเห็นเพื่อนในเซ็คและอาจารย์ต่างพากันหันมองเธอก็รีบดึงสติกลับมาอีกครั้ง
“ฉ....ฉันโอเค...ไม่มีอะไรค่ะขอโทษค่ะอาจารย์....” พูดพลางก้มหัวขอโทษขอโพยอย่างจริงจังก่อนจะนั่งลง
“เสียเวลาชะมัด”
“ยัยเพี้ยนเอ๊ย!”
เพื่อนในเซ็คทุกคนต่างพากันก่นด่าเนื่องจากเนื้อหาที่อาจารย์สอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มแต่แล้วก็ต้องโดนขัดจังหวะในการปะติดปะต่อ เสี่ยวอวี้จึงทำได้เพียงยอมก้มหน้าก้มตารับคำด่าจากเพื่อนๆ อย่างนึกอดทน
ในตอนนั้นเองิเยว่กลับรู้สึกโกรธและเป็เดือดเป็ร้อนแทนขึ้นมาเสียอย่างนั้นแบบนี้มันเกินไปหรือเปล่า รู้ว่าเป็เด็กตั้งใจเรียนมันก็ดีอยู่หรอก
แต่พวกเ้าไม่เห็นต้องด่านางว่ายัยเพี้ยนเลย!
“เอ๊ะ ทำไมห้องมันดูมืดๆ ลงล่ะ”
“สงสัยหลอดไฟจะเริ่มเสียล่ะมั้ง”
“ฉันหนาวจังเลย”
ด้วยความรู้สึกโกรธของิเยว่จึงทำให้บรรยากาศรอบตัวค่อนข้างขุ่นมัวและเย็นเฉียบลงนักศึกษาที่อยู่ในห้องจึงเริ่มบ่น
“ช่างมันเถอะนะเสี่ยวอวี้อย่าไปใส่ใจเลย...แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้นอนเลยนะเสี่ยวอวี้....จบคลาสก็กลับไปนอนสักหน่อยเถอะ”เอ้อสวี่พูดปลอบ
พูดมันก็ง่ายอยู่หรอกแต่เธอข่มตาหลับไม่ได้เลยเนี่ยะสิ เพราะทุกครั้งที่จิตใจว่างเปล่าเธอจะได้ยินเสียงกระซิบนี้ดังขึ้นตลอด ราวกับมีคนคอยตามติดเธออยู่ไม่ห่าง
หรือว่า....อาการวิตกกังวลมันกลับมาอีกแล้ว....
หลังจากคิดได้เช่นนั้นเธอจึงตัดสินใจยอมไปโรงพยาบาลอีกครั้งแต่ผลกลับปรากฎว่าเธอไม่ได้มีความผิดปกติอะไรเลยมีเพียงเื่ราวที่เล่าให้จิตแพทย์ฟังเขาก็ยืนกรานให้เธอนอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้นโดยอาจใช้เพลงคลาสสิคคอยกล่อมนอนเพื่อกลบความคิดในหัวแบบนั้นอาจทำให้นอนหลับได้ง่ายกว่าเดิมนิดหน่อย
เมื่อเห็นว่าวิธีอาจได้ผลเธอจึงยอมทำตามคำแนะนำของจิตแพทย์
ในกลางดึกคืนนั้นเสี่ยวอวี้เปิดเสียงเพลงคลาสสิคจากโทรศัพท์เอาไว้ทั้งคืนและนอนหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้
มันทำให้เธอรู้สึกดีและสดใสขึ้นกว่าเดิม
แต่หลังจากนั้นสักสองอาทิตย์เธอก็กลับมามีอาการอีกครั้งสาเหตุเป็เพราะ.....
กลางดึกคืนหนึ่งในขณะที่เธอกำลังนอนหลับได้สะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับพบว่าเสียงเพลงคลาสสิคตอนแรกที่เปิดเอาไว้กลับเปลี่ยนเป็เสียงเครื่องดนตรีจีนโบราณก่อนจะรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่อยู่ตรงปลายเตียงสายลมโบกพัดผ่านตรงหน้าของก่อนจะได้รับััของชายเสื้อที่ผ่านใบหน้าของเธอไป
ราวกับมีคนกำลังร่ายรำบทเพลงจีนโบราณที่กำลังเปิดอยู่ณ ขณะนี้ อยู่ตรงปลายเตียง....
เธอไม่ได้มองเห็นสิ่งที่ควรมองไม่เห็นแต่อย่างใดแต่กลับััได้ว่ามีอย่างแน่นอนแค่เพียงสิ่งนั้นไม่ได้ปรากฎให้เห็นเป็ที่ประจักต่อสายตา
เช่นนี้จึงเป็สาเหตุที่ทำให้เธอกลับมานอนไม่หลับอีกครั้ง....
เช้าวันต่อมาเสี่ยวอวี้นั่งจมปลักอยู่บนโต๊ะหนังสือภายในห้องนอนของตนด้วยจิตใจเหม่อลอยนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้น
ซึ่งต้องบอกก่อนว่าบ้านหลังปัจจุบันนี้เป็บ้านหลังเดียวกับที่เคยเกิดเหตุการณ์ตอนสมัยเด็กขึ้นนั่นแหละทำให้เธอแอบคิดว่า หรือบุคคลที่ร่ายรำเมื่อคืนจะเป็หม่าม้าของตน
หากเป็เช่นนั้นเธออาจคิดหวาดกลัวน้อยลงแต่ถ้าไม่ใช่แล้วจะทำอย่างไร….
ผืนแผ่นดินจีนในปัจจุบันนั้นผ่านยุคสมัยมาก็ไม่น้อยจึงไม่แปลกที่จะมีดวงิญญาปกปักรักษาถิ่นที่อยู่ของตนเอง
แต่แบบนี้มันน่ากลัวเกินไปนะ!
หลังจากตกอยู่ในภวังค์ของเื่คืนก่อนแล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดความคิดของเธอขึ้นมาได้ทันเวลาพอดี หากเสียงเรียกเข้ามาช้ากว่านี้สมองคงสั่งให้เธอจินตนาการรูปลักษณ์ของสิ่งนั้นขึ้นมาให้ได้หวาดกลัวมากกว่าเดิมเป็แน่
หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏชื่อของเอ้อสวี่เพื่อนสนิทั้แ่สมัยประถมที่อยู่กันมาจนใช้ชีวิต่มหาลัยด้วยกันแล้ว
[เสี่ยวอวี้วันนี้เธอว่างหรือเปล่า?] อีกฝ่ายน้ำเสียงตื่นเต้นเป็อย่างมาก
“ก็ไม่ได้ทำอะไรนะทำไมเหรอ?” น้ำเสียงของหญิงสาวค่อนข้างเหนื่อยหน่ายซึ่งเป็เื่ปกติของคนนอนไม่พอไม่ใช่ว่าเธอกำลังคิดเบื่อหรือรำคาญปลายสายแต่อย่างใด
[ฉันอยากไปดูดวงสักหน่อยเลยว่าจะชวนเธอไปด้วยกัน นะๆๆ ไปเป็เพื่อนฉันหน่อย]
“ดูไปทำไมไอพวกหมอดูนี่มันก็แค่ใช้หลักความน่าจะเป็วิเคราะห์จากเื่ที่เธอเล่าให้ฟังนั่นแหละ”
[ก็ฉันไม่สบายใจนี่นาอยากไปถามเื่แฟนฉันสักหน่อย นะ เสี่ยวอวี้นะ]
“....เดี๋ยวพอไปดูแล้วออกมาไม่ดีเธอก็มานั่งกังวลอีก....”ร่างบางนึกย้อนถึงเหตุการณ์ครั้งก่อนที่เพื่อนสาวของตนกระวนกระวายใจว่าแฟนของตนจะมีคนอื่นจนถึงขั้นทะเลาะกันและทั้งหมดนั้นเป็เพราะเื่ของหมอดู
[ไม่ๆๆไม่เป็แบบนั้นแล้ว เชื่อฉันสิ....นะ เห็นว่าคนนี้แม่นมากด้วย....]
“กี่โมงเหรอ”เธอคล้อยตามเพื่อเป็การรักษาน้ำใจเพื่อน ทั้งที่อยากปฏิเสธแต่กลับพูดออกไปไม่เป็เสียอย่างนั้น
[ออกมาเลยเจอกันที่เดิม บ๊ายบาย ขอบคุณมากนะ]
หลังจากวางสายจากเพื่อนรักแล้วเสี่ยวอวี้ก็เดินไปแต่งตัว
ระหว่างที่กำลังแต่งตัวเธอก็สอดส่องสำรวจเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองอยู่ตรงหน้ากระจกเงาใบใหญ่ก่อนจะพบว่าขอบตาของตัวเองเริ่มกลับมาคล้ำอีกแล้ว ประหนึ่งคนโดนผีสิงอย่างนั้นนั่นทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยดีนัก
แต่แล้วสายตาเธอก็ดันไปโฟกัสอะไรบางอย่างเข้าแวบหนึ่งเป็เงาสีดำที่รูปร่างเหมือนคน
“เฮือก!”
เธอรีบหันกลับไปมองตรงมุมห้องของตัวเองทันทีก่อนจะพบกับความว่างเปล่า...
‘มองเห็นคนที่ใส่ชุดดำงั้นเหรอฮิฮิ สงสัยเธอใกล้ถึงฆาตแล้ว’
‘ดีเลยจะได้มาอยู่เป็เพื่อนฉันในห้องนี้’
น้ำเสียงแ่เบาดังขึ้นมาจากมุมใดมุมหนึ่งของห้องแต่ครั้งนี้กลับเป็เสียงผู้หญิงแทนที่จะเป็เสียงของชายหนุ่มเหมือนครั้งก่อนและดูเหมือนจะเป็บทสนทนาที่มีคนสองคนพูดคุยกัน
เสี่ยวอวี้ขนลุกซู่ เย็นวาบไปทั้งตัวก่อนจะตัดสินใจรีบเดินลงมาหาคุณยายข้างล่าง
“ไปไหนแต่วันเชียววันนี้วันอาทิตย์นะ” คุณยายทักขึ้นทันทีเมื่อเห็นหลานสาวแต่งตัวสวยสดใสเธอสวมใส่เสื้อสีเบจคาดเดรสชุดเอี๊ยมสีน้ำตาลเข้ม พร้อมกับถักเปียหลวม ๆทั้งสองข้าง เปิดเผยโครงหน้าสวยของเธอให้เป็ที่ประจักเชยชมได้อย่างชัดเจน
“ยายคะ่นี้ตอนกลางคืนยายได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยสีหน้าซีดเซียว
หญิงชราคิ้วขมวดย่นด้วยความสงสัย“เสียงอะไรแบบไหนเหรอ?”
“ม...ไม่มีอะไรหรอกค่ะยายสงสัย่นี้หนูนอนน้อย เลยหูแว่วบ่อย” เธอเอ่ยพูดเสียงเรียบทั้งที่ในใจยังรู้สึกกลัวไม่หาย
แต่หากพูดไปว่าบ้านนี้อาจมีผียายคงเป็กังวลเกี่ยวกับเื่อาการทางจิตเวชของเธอมากกว่าเชื่อเื่ผีสางแน่นอน
อีกทั้ง่นี้เธอก็ไม่ได้ไปหาจิตแพทย์เพื่อรักษาอาการวิตกกังวลของตัวเองมานานแล้วด้วยหากพูดจาประหลาดเข้าข่ายอาการทางจิตออกไป มีหวังยายคงลากเธอกลับไปที่โรงพยาบาลอีกเป็แน่
พูดคุยกับ writer : ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะค้าบบ