“เฮื่อออ!!....”
ชมพูนิกข์ถอนหายใจออกมาดังๆ แรงๆ ขณะที่ยืนอยู่ตรงหน้าตึกของบริษัท เทรนซิท เรียล คอปเปอเรชั่น เธอไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาทำงานร่วมกับบริษัทซึ่งเป็บริษัทของ กฤษกร พงษ์กมลวิจิตร ซึ่งเป็พี่ชายของเพื่อนรักของเธอ
แต่แทนที่เธอจะดีใจที่ได้มาเจอและร่วมงานกับคนรู้จัก กลับเปล่าเลย เธอไม่อยากมาเจอและอยู่ใกล้เขาด้วยซ้ำ หากเป็ไปได้อยากหนีให้ไกลห่าง ไม่เจอหน้า ไม่รู้ข่าวกันได้ยิ่งดี แต่ก็เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้งหรืออย่างไรกันนะ ที่บริษัทที่เธอทำงานอยู่ ได้มาลงทุนร่วมกันกับบริษัทนี้ และส่งตัวเธอมาเป็ผู้ประสานงานและทำงานร่วมกัน เธอปฏิเสธว่าไม่้ามาได้ที่ไหนกันล่ะ งานก็คืองาน และก็ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด
“เอาวะงานก็คืองาน ต้องทำให้ดีที่สุด เราต้องไม่เอาเื่ส่วนตัวมาปนกับเื่งาน”
ชมพูนิกข์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด ให้กำลังใจตัวเอง และทำใจให้กล้า ที่จะต้องพบเจอหน้ากับกฤษกรอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปภายในตึก อย่างมั่นคงและไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใดๆ
“สวัสดีค่ะ ฉันชมพูนิกข์ จากบริษัทเวลคัม เรียล มาประชุมกับคุณกฤษกรค่ะ”
ชมพูนิกข์แจ้งกับพนักงานต้อนรับที่อยู่ที่เคาน์เตอร์ เมื่อเธอได้เดินเข้าภายในตึกของบริษัท เทรนซิท เรียล คอปเปอเรชั่นแล้ว
“สวัสดีค่ะ ถ้ายังไงรบกวนขึ้นไปชั้นแปดนะคะ”
พนักงานต้อนรับส่งยิ้มทักทาย และแจ้งแก่ชมพูนิกข์ ให้ขึ้นไปยังชั้นแปดซึ่งเป็ชั้นที่กฤษกรทำงานอยู่
“ขอบคุณค่ะ” ชมพูนิกข์กล่าวขอบคุณ ก่อนจะเดินตรงไปยังลิฟต์
เมื่อประตูลิฟต์ที่ชมพูนิกข์โดยสารขึ้นมายังชั้นแปดเปิดออก ชมพูนิกข์ก็ก้าวเดินออกจากลิฟต์ ตรงไปยังเลขานุการที่นั่งทำงานอยู่ที่หน้าห้องทำงานของกฤษกร
“สวัสดีค่ะ ฉันมาประชุมกับคุณกฤษกรค่ะ” ชมพูนิกข์แจ้งแก่เลขานุการให้รับทราบเมื่อเดินเข้าไปใกล้แล้ว
“สวัสดีค่ะคุณชมพูนิกข์ จากบริษัทเวลคัม เรียล นะคะ?”
พรรณวดี เลขานุการกล่าวทักทายพร้อมกับ ถามชื่อเพื่อยืนยันว่าใช่คนที่จะมาประชุมกับกฤษกรจริงๆ ไม่ผิดตัว
“ใช่ค่ะ” ชมพูนิกข์กล่าวตอบรับด้วยรอยยิ้มบางๆ
“เดี๋ยวเชิญทางนี้เลยค่ะ” เลขานุการลุกจากโต๊ะทำงานพาเดินไปยังห้องประชุมทันที
“รบกวนรอสักครู่นะคะ ไม่ทราบว่าจะรับน้ำชากาแฟไหมคะ?”
พรรณวดีเปิดประตูห้องประชุมให้ ชมพูนิกข์ เข้าไปนั่งรอ พร้อมกับถามความ้าในการดื่มเครื่องดื่ม
“ขอน้ำเปล่าก็แล้วกันค่ะ ขอบคุณค่ะ”
เมื่อพรรณวดีได้ยินอย่างนั้นแล้ว ก็ปล่อยให้ชมพูนิกข์รออยู่ภายในห้องนั้น ส่วนตัวเธอก็ไปแจ้งแก่ผู้เป็เ้านายให้รับทราบ และไปแจ้งให้แม่บ้านจัดหาน้ำดื่มมาให้แขกผู้มาประชุม
ชมพูนิกข์นั่งรออยู่ภายในห้องประชุมด้วยหัวใจเต้นรัวเร็ว สองมือเรียวเล็กประสานกันอยู่ที่ตัก เธอรับรู้ได้ว่ามือเธอเย็นมากเลยตอนนี้ กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้เจอเขา ผู้ชายคนที่เธอแอบรัก เขาจะยังจำเธอได้หรือเปล่านะ ชมพูนิกข์คิดได้แค่นั้นประตูห้องประชุมก็เปิดออก และคนที่เดินเข้ามาภายในห้องนั้น ก็คือผู้ชายที่เธอตั้งหน้าตั้งตารอประชุมด้วยนั้นเอง
ชมพูนิกข์หันไปมองคนที่เดินเข้ามาภายในห้องประชุม
‘เขายังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลย’ และพูดบอกกับตัวเองอยู่ภายในใจ
“สวัสดีค่ะ”
ชมพูนิกข์ลุกขึ้นยืน ยกมือเรียวเล็กขึ้นไหว้ชายหนุ่มผู้มีอายุอานามมากกว่าเธอเกือบๆ สี่ปี ซึ่งเธอไม่รู้ว่าเขาจะจำเธอได้หรือเปล่า เธอจะทำเพียงแค่กล่าวสวัสดีออกไปเฉยๆ
“สวัสดีครับน้องนิกข์ สบายดีนะครับ เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
กฤษกรกล่าวทักทายพร้อมกับถามสารทุกข์สุกดิบ อย่างคนรู้จักกันมาก่อน ซึ่งกฤษกรทำไมจะจำผู้หญิงตัวเล็กๆ รูปร่างบอบบางกลมกลึงน่าทะนุถนอมคนนี้ไม่ได้ล่ะ ก็เธอเป็เพื่อนรักกับน้องสาวของเขานี่ และเธอก็ยังมาที่บ้านของเขาบ่อยๆ ตอนที่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย
“นิกข์สบายดีค่ะ พี่กรละคะสบายดีหรือเปล่า?” ชมพูนิกข์รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ที่เขายังจำเธอได้
“พี่สบายดีครับ พี่ยินดีมากเลยนะที่รู้ว่าเราจะมาเป็ผู้ติดต่อประสานงานน่ะ”
กฤษกรพูดบอกพร้อมกับมีรอยยิ้มบางเปื้อนอยู่บนใบหน้า ทั้งยังมองสบประสานสายตากับดวงตากลมโตราวตากวางนั้นด้วย
ซึ่งก็เป็ชมพูนิกข์เอง ที่ต้องแสร้งหลบสายตาคู่นั้น เพราะทานทนต่อแรงพลังภายในไม่ไหว
“เรามาเริ่มงานกันเลยนะคะ” ชมพูนิกข์กล่าวตัดบท เพื่อจะได้ทำงานที่รับผิดชอบนี้ให้เสร็จๆ ไปโดยเร็ว เพื่อเธอจะได้ออกไปจากความรู้สึกอึดอัดนี้สักที
“โอเคครับ เรามาเริ่มกันเลย”
กฤษกรพูดทั้งที่ยังคงมองจ้องใบหน้าสวยหวานนั้นอยู่ ซึ่งการมองเช่นนั้นไม่มีใครคาดเดาความหมายนั้นออกนอกจากตัวเขาเอง
๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗
ฝากผลงานเื่นี้กันด้วยนะคะรีดขา.......................................................................... :)