นักล่าั คำเรียกขานที่เป็ดั่งเส้นทางที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ เืเนื้อ และความมุ่งมั่นเหนืุ์
นอกเหนือไปจากพละกำลังและพลังิญญาซึ่งสามารถยกระดับร่างกายให้ก้าวพ้นขีดจำกัดของมนุษย์แล้วนั้น
สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยก็คือวิชาขับเคลื่อนพลัง
ว่ากันว่าวิชาขับเคลื่อนพลังถูกคิดค้นขึ้นเพื่อเร่งการพัฒนาอย่างเป็ระบบ ให้ผู้ฝึกสามารถเปิดประตูของร่างกายและจิติญญาได้พร้อมกัน มันทำให้ร่างกายซึมซับพลังิญญาที่ลอยอยู่รอบตัวได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนสิ่งที่มองไม่เห็นให้กลายเป็พลังงานภายใน
เมื่อพลังเ่าั้ไหลเข้าสู่ร่าง มันจะถูกหลอมรวม กลั่นกรอง และสะสม จนกลายเป็แก่นพลังที่หนาแน่นและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
ยิ่งวิชาขับเคลื่อนพลังมีระดับสูงเท่าใด ความเร็วในการดูดกลืนและคุณภาพของพลังที่ได้ก็ยิ่งแตกต่างกันมากเท่านั้น
ระดับพื้นฐาน
ระดับต่ำ
ระดับกลาง
ระดับสูง
ระดับสูงสุด
ระดับาา
ระดับจักรพรรดิ
หรือกระทั่งระดับเทพ
แต่ละขั้นคือช่องว่างที่กว้างใหญ่ราวฟ้ากับเหว การก้าวข้ามมันเกี่ยวข้องกับโอกาสและพื้นฐานที่แต่ละคนได้รับ
และในวินาทีนั้นเอง ความแตกต่างก็ถูกเผยออกมาอย่างชัดเจน
เหยินเฟยยกมือขึ้นโบกเล็กน้อย ราวกับสิ่งที่กำลังจะกล่าวมิใช่เื่สำคัญสำหรับนางเลยซักนิด
“เราไม่เอานะท่านอาจารย์ใหญ่ เพราะตระกูลเหยินของเราได้จัดเตรียมสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้แล้ว”
น้ำเสียงของนางเรียบง่าย ไม่ได้ตั้งใจโอ้อวด แต่คำพูดนั้นกลับเหมือนมีคมแหลมซ่อนอยู่ในความธรรมดา
ทันทีที่คำกล่าวนั้นจบลง บรรดานักเรียนจำนวนมากก็เกิดความรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
พวกเขาได้เพียงวิชาขับเคลื่อนพลังขั้นพื้นฐาน สิ่งที่เป็เพียงจุดเริ่มต้น
แต่สำหรับตระกูลเหยิน วิชาขับเคลื่อนพลังระดับกลาง หรือแม้กระทั่งระดับสูง กลับเป็สิ่งที่สามารถหยิบยื่นให้ได้อย่างไม่ยากเย็น
นี่คือความแตกต่าง ความแตกต่างระหว่างผู้ที่มีภูมิหลัง กับผู้ที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เื้ั
บางคนกัดฟันแน่น บางคนหลบสายตา บางคนเพียงยืนเงียบโดยไม่เอ่ยคำใด เพราะรู้ดีว่านี่คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เหยินเฟยหันศีรษะเล็กน้อย ดวงตาของนางหยุดลงที่หวงเยี่ย ก่อนจะเผยรอยยิ้มงดงามซึ่งแฝงความท้าทายบางอย่าง
“คิดว่ายังไงล่ะหวงเยี่ย สนใจวิชาขับเคลื่อนพลังระดับกลางหรือไม่?”
“ถ้าสนใจ.. ก็ยอมรับว่าเราคือพี่สาว แล้วต้องขอโทษเื่ที่ต่อว่าเราอย่างการมีหน้าอกไม้กระดานด้วย!”
คำพูดนั้นทำให้บางคนที่ยืนใกล้ถึงกับสำลักลมหายใจ
ความเงียบแผ่กระจายอีกครั้ง แต่คราวนี้เต็มไปด้วยความคาดหวังต่อคำตอบของเ้าชายน้อย
หวงเยี่ยยืนอยู่กับที่ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบางซึ่งแฝงความเหยียดหยามเล็กน้อย เขาส่ายศีรษะช้าๆอย่างไม่ลังเล
“ไม่ล่ะ”
“ข้าไม่จำเป็ต้องพึ่งพาใคร ข้าไม่จำเป็ต้องเป็หนี้บุญคุณใคร”
“เพราะถึงยังไง ผู้มีเจตจำนงระดับาาก็ไม่จำเป็ต้องเคลื่อนไหว แต่จะมีคนที่มาเข้าหาข้าแทนน่ะสิ!”
【อะไรเนี่ยโฮสต์ ก็บอกแล้วไงว่าศักดิ์ศรีน่ะมันกินไม่ได้】
【แต่ก็นะ โฮสต์ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาใครอยู่แล้ว เพราะโฮสต์มีระบบกลืนกินัเช่นดิฉันอยู่ยังไงละ】
เหยินเฟยยืนตัวแข็งอยู่ชั่วขณะ ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันค่อยๆแข็งค้าง ั์ตาฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน
จนตัวของนางยังอดไม่ได้ที่จะขบฟันแน่น
“งั้นเรอะ? อยากทำอะไรก็ทำไปเลยไอ้เ้าบ้า!”
“แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังละ”
“เพราะต่อให้จะมีเจตจำนงระดับาาอยู่ก็ตาม แต่มันก็เป็เพียงแค่ศักยภาพและรากฐานที่เหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันไปเล็กน้อย มันต่างไปจากคนที่มีภูมิหลังเช่นเราหรืออัจฉริยะคนอื่นๆ”
เหยินเฟยกล่าวจบก็สะบัดชายเสื้อ กระทืบเท้าออกจากห้องโถงด้วยอาการฉุนเฉียว ฝีเท้าที่กระทบพื้นศิลาเกิดเสียงก้องสะท้อน ราวกับ้าทิ้งร่องรอยแห่งความไม่พอใจไว้เื้ั บรรยากาศที่ตึงเครียดก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็ความเงียบงันอันหนักอึ้ง
อาจารย์ใหญ่เหยียนลี่ซึ่งเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดั้แ่ต้นจนจบ กระแอมเบาๆเพื่อดึงสติของทุกคนกลับมา
“เอาละๆ มารับวิชาขับเคลื่อนพลังพื้นฐานไปเลยละกัน หนึ่งคนหนึ่งฉบับ”
“และจงใช้มันเพื่อฝึกฝนตนเองให้กลายเป็นักล่าัที่แข็งแกร่งซะ”
“แล้วอีกสองวัน.. การทดสอบที่แท้จริงก็จะเริ่มต้นขึ้น เพราะงั้นจงตั้งใจให้ดีๆ”
คำเตือนนั้นทำให้หลายคนสะท้านเล็กน้อย แววตาที่เคยลุกโชนด้วยอารมณ์ส่วนตัวกลับค่อยๆถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น
หนังสือปกเรียบถูกแจกจ่ายไปยังมือของนักเรียนทีละคน แผ่นกระดาษบางแต่แ่า ราวกับเก็บซ่อนแก่นแท้บางอย่างไว้ภายใน
หวงเยี่ยรับฉบับของตนอย่างสงบ เพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องโถงโดยไม่หันกลับไปมอง
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายฟ้าก็ถูกแต่งแต้มด้วยเฉดสีเข้มของยามค่ำคืน
เวลาผ่านไป่มืดค่ำ หวงเยี่ยกลับมายังห้องพักที่ตั้งอยู่บนตึกสูงของตนเอง
ภายในห้องเงียบสงบ รูที่เคยถูกทำลายด้วยพลังของเขาก่อนหน้านี้ บัดนี้ได้รับการซ่อมแซมจนแทบมองไม่เห็นร่องรอยเดิม ผนังเรียบสนิท เสมือนว่าเหตุการณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น หวงเยี่ยโยนกระเป๋าลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ เสียงผ้ากระทบที่นอนดังเบาๆในห้องที่ว่างเปล่า
จากนั้นชายหนุ่มก็หยิบหนังสือที่บันทึกข้อมูลของวิชาขับเคลื่อนพลังขั้นพื้นฐานออกมา
ปกสีหม่นเรียบง่าย ไม่มีลวดลายโดดเด่น ทว่ากลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด
ข้อมูลและรายละเอียดปรากฏครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็หลักการชักนำพลังิญญาเข้าสู่ร่าง วิธีการกำหนดลมหายใจเข้าออกให้สอดคล้องกับจังหวะการไหลเวียน หรือแม้กระทั่งแนวทางควบคุมกระแสพลังให้เคลื่อนผ่านอวัยวะภายในอย่างปลอดภัย
ทุกประโยคถูกอธิบายอย่างชัดเจนเป็ลำดับขั้น เหมือนผู้เขียนได้ผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลั่นกรองออกมาเป็รูปแบบที่สมบูรณ์
หวงเยี่ยไล่อ่านทีละบรรทัดอย่างตั้งใจ ตัวของเขามิได้เร่งรีบ ดวงตาสะท้อนความคิดวิเคราะห์ที่ต่อเนื่อง
“ชักนำพลังิญญาด้วยจิตที่สงบนิ่ง ควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ เปิดจุดรับพลังที่กระจายอยู่ทั่วร่าง..”
ทว่าขณะที่กำลังจะอ่านต่อ เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นในห้วงจิตอย่างฉับพลัน
【ตรวจพบวิชาขับเคลื่อนพลังขั้นพื้นฐาน ในการเรียนรู้ครั้งแรกแน่นอนว่าไม่เสียแต้มิญญา โฮสต์จะร่ำเรียนมันเลยหรือไม่?】
หวงเยี่ยชะงักเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด
“ถ้าข้าตอบตกลง..”
“ผลลัพธ์จะเป็อย่างไร?”
【ระบบจะทำการวิเคราะห์ โครงสร้างพลังและวิถีการไหลเวียนทั้งหมด ก่อนจะถ่ายทอดเข้าสู่ความเข้าใจของโฮสต์โดยตรง】
คำตอบนั้นกระชับและเป็ระเบียบ
หวงเยี่ยปิดหนังสือชั่วคราว วางมันลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“ถ้าเป็เพียงขั้นพื้นฐาน ข้าควรเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนหรือไม่?”
【การเรียนรู้ด้วยตนเองช่วยเสริมความเข้าใจเชิงลึก แต่ระบบสามารถย่นระยะเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ】
【ถือเป็ทางลัดที่รวดเร็วและสะดวกสบายอย่างมาก คนอื่นๆอาจต้องใช้เวลาในการศึกษา แต่โฮสต์ไม่!】
แสงในดวงตาของเขาวูบไหวเล็กน้อย
สองวัน
การทดสอบที่แท้จริงกำลังจะมาถึง และเวลาที่มีอยู่ไม่มากนักแล้ว
หวงเยี่ยหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยแววตาที่แน่วแน่กว่าเดิม
“ร่ำเรียนมัน!”