หลินเฟิงที่แถบจะขยับตัวไม่ได้นั้น มองไปที่ดาบของหลินอี้หานที่กำลังจะเข้าหามาเขาอย่างรวดเร็ว หากยังเป็เช่นนี้ เขาจะไม่สามารถหลบหรือเลี่ยงการโจมตีจุดสำคัญที่ทำให้สาหัญได้เลยหากยังใช้วิธีการเดิมใยการเลี่ยงการโจมตีของหลินอี้หาน
‘ ในเมื่อมองไม่เห็น ก็ไม่ต้องใช้ตามอง ’ หลินเฟิงคิดในใจขณะหลับตา
แน่นอนว่าฉากนี้ยิ่งทำให้คนอื่นๆต่างฮือฮาและคิดกันไปต่างๆนาๆ
“อะไรกัน หลินเฟิงยอมแพ้แล้วอย่างนั้นรึ”
“จะยอมแพ้ก็ไม่แปลก แค่ทนมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว”
“นั้นสินะ จะมีรุ่นเยาว์คนไหนที่ทำแบบหลินเฟิงได้อีกละ”
สำหรับผู้ชมส่วนมากนั้น หลินเฟิงยอมแพ้ไปแล้ว แต่แน่นอนว่าสำหรับคนเจนจัดประสบการณ์ พวกเขามองออกว่าหลินเฟิงยังไม่ได้ยอมแพ้ และนี้ทำให้หลินหยางกับเซี่ยคงต้องหยุดชะงักระหว่างกำลังเข้าไปหยุดการประลอง
“หิม!!” พวกเขาทั้งสองคนค่อนข้างประหลาดใจกับหลินเฟิงอย่างมาก พวกเขาไม่คิดว่าหลินเฟิงจะใจเด็ด สู้ไม่ถอยเช่นนี้ พวกเขาจึงเลือกที่จะปล่อยให้หลานของพวกเขาเผชิญหน้ากับสิ่งที่ท้าทายแทนจะเข้าไปช่วยเหลือ
ฉึบบบบบ
ระหว่างที่ผู้ชมการประลองคิดไปต่างๆนา หลินเฟิงก็เอี่ยวตัวหลบการโจมตีของหลินอี้หาน ขณะที่หลบตาอยู่ ด้วยการหลบครั้งนี้ทำให้หลินเฟิงสามารถเลี่ยงการโจมตีโดนจุดสำคัญได้อย่างฉิวเฉียด มันฉิวเฉียดไปเพียงไม่กี่เซนเท่านั้น
“หืม…?” หลินอี้หานกล่าวพร้อมด้วยความประหลาดใจ
หลินอี้หานที่เห็นหลินเฟิงสามารถเลี่ยงการโจมตีได้ ขณะหลับตาอยู่นั้นก็ตกตะลึงอย่างมาก เขาได้รับการสอนมาจากหลินหยางผู้เป็พ่อบุญธรรมมาบ้าง ดังนั้นเขาจึงเข้าใจว่าหลินเฟิงใช้สัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวในการหลบเลี่ยงการโจมตีของเขา
ส่วนผู้ชมการประลองคนอื่นๆก็ต่างตกตะลึงไม่แพ้หลินอี้หานเช่นกัน พวกเขาต่างคิดว่าหลินเฟิงยอมแพ้ แต่ใครจะคิดว่าหลินเฟิงยังใจสู้เช่นนี้ และยิ่งกว่านั้นคือการหลบเลี่ยงของหลินเฟิง ทั้งๆที่ความเร็วของการเคลื่อนที่และการโจมตีของหลินอี้หานเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว ยังจะสามารถหลบได้ขณะที่หลับตา จะไม่ให้พวกเขาตกตะลึงได้อย่างไร
แต่แน่นอนว่า แม้หลินอี้หานจะตกตะลึงและประหลาดใจอย่างมาก เขาก็ไม่ได้ให้เวลาพักกับหลินเฟิง เขายังคงโจมตีต่อเนื่องด้วยความเร็วที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งเขากวัดแกว่งดาบมากขึ้นเท่าใด ดาบของเขาก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น
แต่แน่นอนว่าด้วยสัญชาตญาณทำให้เขาหลบเลี่ยงจุดสำคัญของร่างกายไปได้อย่างฉิวเฉียด แต่าแที่ได้รับนั้นค่อนค้างลึก ทำให้เสียเืไปไม่น้อยและยิ่งนานเข้าร่างกายของเขาก็ยิ่งชา เริ่มไม่รู้สึกตัว
การต่อสู้ยังดำเนินต่อไปอีกหลายนาที จนทำให้ผู้ชมการประลองคนอื่นๆต่างรู้สึกเป็กังวลกับหลินเฟิง นี้มันไม่ใช่การประลองแล้วกระมั้ง หลายๆคนคิดเช่นนี้เพราะหากเป็รุ่นเยาว์คนอื่นๆคงถอดใจยอมแพ้ไปนานแล้ว
‘ ไม่ได้ ข้าจะรับการโจมตีอยู่แบบนี้ไม่ได้ ข้อต้องหลบการโจมตีให้พ้น’ หลินเฟิงคิดกับตัวอย่าง
ด้วยความที่หลินเฟิงกำลังคิดหาวิธีหลบการโจมตีของหลินอี้หานให้พ้นนั้น เขาก็เสียสมาธิไปชั่วขณะทำให้หลินเฟิงเสียการทรงตัวและทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น
เมื่อเห็นเช่นนี้มีหรือที่หลินอี้หานจะยอมปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป แน่นอนว่าต้องเร่งเข้าหาหลินเฟิงด้วยวรยุทธ์ท่าร่างจากนั้นใช้วรยุทธ์ท่าโจมตีใส่หลินเฟิงด้วยความเร็วที่ไม่สามารถตอบสนองได้ทัน แม้ว่าแท้จริงหลินเฟิงจะรู้ว่าดาบจะมาตรงไหนแต่เขาก็ไม่สามารถหลบหรือเลี่ยงใดๆได้เลย เนื่องด้วยที่เสียการทรงตัวไปแล้ว
‘ ข้าจะมาจบลงแค่นี้งั้นรึ ’ ตอนนี้เขารู้สึกว่าเขาทำมามากพอแล้ว เขา้าหลับตาแล้วนอนหลับเพื่อพักร่างกายของเขา
ในขณะที่ดาบของหลินอี้หานก็เข้ามาใกล้ทุกเมื่อ สายตาของผู้ชมการประลอง และครอบครัวของหลินเฟิงต่างเป็กังวล พวกเขาอยากจะหยุดการประลองนี้ แต่ทว่ามันจะเป็ผลเสียต่อตัวหลินเฟิงเอง มันอาจทำให้หลินเฟิงพัฒนาได้ล้าช้าหรืออาจไม่พัฒนาเลยก็ได้
“ไม่!!!!!! ข้าต้องหลบการโจมตีนี้ให้ได้” เมื่อมองดาบที่ใกล้เข้ามาหลินเฟิงก็ะโออกมาพร้อมเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เร็วมากกว่าความเร็วก่อนหน้าหลายเท่าตัว และในขณะที่เขาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกว่าเดินหลายเท่าตัวนั้น สติของเขาก็ดับลงไปพร้อมกันพอดี
พึบ!!
หลินเฟิงหลบการโจมตีของหลินอี้หานได้เป็ครั้งแรกั้แ่ที่หลินอี้หานเริ่มแสดงฝีมือที่แท้จริงออกมา นี้ทำให้หลินอี้หานต้องหยุดชะงัก และไม่ใช่เพียงแค่หลินอี้หานเท่านั้น แม้แต่คนอื่นๆเองก็เช่นกัน พวกเขาต่างเบิกตาโต มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“อะไร? หลบได้? หรือว่าจะ...” หลินอี้หานพรึมพรำขณะยืนมองหลินเฟิงที่กำลังยืนก้มหน้าโดยไม่ขยับเขยื่อนด้วยความประหลาดใจมาก
“อะไรนะ ความเร็วของหลินเฟิงเมื่อกี่นี้”
“เขายังคงเก็บซ้อนความเร็วเอาไว้อีกงั้นรึ”
“ไม่ใช่ หลินเฟิงใช้ความเร็วสูงสุดออกมาแล้ว”
“หรือว่าหลินเฟิงจะพัฒนาวรยุทธ์ท่าร่าง [ ย่างก้าวไร้เงา ] สู่ขั้นใหม่ในระหว่างการต่อสู้นะ”
“คงต้องเป็เช่นนั้น ความเร็วระดับน้นมันต้องเป็ [ ย่างก้าวไร้เงา ] ขั้น 4 แน่นอน”
ผู้คนต่างพูดคุยกันอย่างตกตะลึง พัฒนาระหว่างการต่อสู้ น้อยคนนักที่จะทำได้ เพราะนอกจากต้องมีพร์แล้วยังต้องมีแรงกายแรงใจ รวมทั้งแรงกดดันที่ได้รับจากคู่ต่อสู้อย่างมหาศาลอีกด้วย ไม่เช่นนั้นเป็ไปไม่ได้เลยที่จะพัฒนาระหว่างการต่อสู้แบบหลินเฟิงได้ แล้วอย่างนี้จะไม่ทำให้พวกเขาประหลาดใจได้อย่างไร
“หลินอี้หาน ชนะ” ผู้จัดการประลองเห็นหลินเฟิงหมดสติทั้งที่ยังยืนอยู่นั้นก็ได้ประกาศผู้ชนะออกมาหลงจากตกตะลึงไปชั่วครู่
เพราะเขาเองก็ไม่คิดเช่นกันว่าเื่ราวจะเป็เช่นนี้ได้ ตัวมันเองก็เตรียมพร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือเพราะประมุขของมันเพิ่งจะบอกกล่าวให้มันดูแลและอย่าให้มีข้อผิดพลาดใดๆเกิดขึ้นกับหลินเฟิงเด็ดขาดมา ไม่เช่นนั้นตัวมันจะเดือดร้อนแน่นอน