บทที่66
ภายในงานเทศกาล
ผมสีดำขลับถูกปล่อยยาวสลวยไร้ซึ่งทรงจัดแต่งก่อนที่มันจะถูกจัดแต่งด้วยมือของบุรุษมีปิ่นสีทองปักเอาไว้บนเรือนผมเด็กน้อยผู้ที่อยู่ด้านหน้าจ้องอย่างตาเป็นมันดวงตาคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับบ่งบอกถึงความรู้สึกที่มีต่อทรงผมที่ถูกจัดแต่ง
หนิงหนิงยังยืนจ้องมองบิดาของตนเองจัดแต่งทรงผมให้กับท่านอาไป๋มาอยู่สักพักด้วยดวงตาที่เปล่งประกายมองเห็นว่าทรงผมนั้นถูกจับแต่งเสร็จเรียบร้อยทำการเผยโฉมออกมาในทันที “ยอดเยี่ยมเลยเจ้าค่ะท่านพ่อ ”
ไป๋เฟิ่งนั่งอยู่ด้วยท่าทางเรียบเฉยเย็นชานางไม่รู้เลยว่าตอนนี้ทรงผมของนางเป็นอย่างไรบ้าง
ลู่หยางทำการจัดแต่งทรงผมของนางจนเสร็จหยิบกระจกหนึ่งบานก่อนที่จะนำมาให้นางดูทรงผมของตนเอง
บัดนี้ทรงผมสีดำเงาที่งดงามที่เคยถูกรวบมัดอย่างง่ายดายถูกจัดแต่งเป็นทรงสวยงามมันยิ่งทำให้ใบหน้าของนางดูงดงามมากขึ้นอีกระดับ
ในยามนี้แต่งกายด้วยชุดสตรีทำทรงผมสั้นสตรีนางก็เหมือนกับหญิงสาวผู้งดงามผู้หนึ่ง
ลู่หยางก้าวถอยออกมาจากจุดนั้นใช้ดวงตามององค์ประกอบโดยรวมของร่างกายก่อนที่จะทำการพยักหน้าแล้วก็กล่าวออกมา“ ยอดเยี่ยมยอดเยี่ยมเช่นนี้ถือว่าครบแล้ว!! ”
“ หรือว่าสามารถเดินทางออกไปร่วมงานเทศกาลได้ ”
ก่อนหน้านี้ใบหน้าของนางงดงามชุดที่นางสวมใส่เองก็เข้ากับนางแต่ว่ายังขาดทรงผมนางรวบมัดทรงผมอย่างง่ายดาย
ตอนนี้เขาเลยทำการจัดแต่งทรงผมให้กับนางใหม่ให้ทรงผมของนางนั้นงามมากขึ้น
ไป๋เฟิ่งใช้ดวงตาที่เรียบเฉยของตนเองมองภาพของนางที่สะท้อนอยู่ภายในกระจกก่อนที่จะทำการเบนใบหน้าของตัวเองไปทางซ้ายและขวาก่อนที่จะกล่าวขึ้น “ไม่คิดเลยว่าบุรุษเช่นเจ้าจะทำการจัดแต่งทรงผมของสตรีได้ด้วย ”
ลู่หยางฉีกยิ้ม“ ตัวของข้าจำเป็นจะต้องทำผมให้กับหนิงหนิงในทุกๆวันเหตุใดจะทำไม่ได้เล่า ”
“ ถึงแม้ว่าในครั้งแรกที่ลองทำมันจะบูดเบี้ยวสิ้นดีก็เถอะแต่ในตอนนี้ค่าทำเก่งขึ้นมากแล้ว ”
“ เอาล่ะถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะตอนนี้งานเทศกาลคงจะเริ่มขึ้นแล้วเดี๋ยวจะไม่ทันดอกไม้ไฟ” ลู่หยางก้าวเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้พร้อมกับหนิงหนิงและไป๋เฟิ่ง
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาเดินเข้าไปภายในเมืองโดยที่ไม่มีกล่องกระบี่สภาอยู่ด้านหลังที่เป็นงานเทศกาลถ้าเขาทำการสะพายกล่องไม้ของตนเองไปด้วยก็จะกลายเป็นที่สะดุดตาและผู้คนนั้นก็คงจะสงสัย
ไป๋เฟิ่งเองเช่นเดียวกันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นางสวมใส่ชุดเช่นสตรีเดินไปมาแถมบริเวณภายในมือยังไม่มีกระบี่ถืออยู่ด้วย มันทำให้นางรู้สึกไม่คุ้นชินเล็กน้อย
ถึงเช่นนั้นต่างก็พยายามจะปรับตัวเดินชุดสตรีให้สะดวกมาขึ้นแต่มันก็ไม่ง่ายดายเลยชุดที่นางสวมใส่ก่อนหน้านี้ล้วนแล้วแต่เป็นชุดของบุรุษเน้นความทะมัดทะแมง
แต่ว่าชุดของสตรีมันเน้นความงดงามเลยทำให้ชายอาภรณ์หรือการขยับเขยื้อนร่างกายต่างๆมันไม่สามารถทำได้ง่ายดายนะ
ทั้งสามเดินเข้าไปภายในงานเทศกาลที่ถูกจัดขึ้นทั่วทั้งเมืองเมื่อเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปก็จะพบเจอกับงานเทศกาลขนาดใหญ่ที่ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองถูกตกแต่งด้วยแสงไฟและประดับประดาไปด้วยผ้าสีแดง
ทั่วทั้งเมืองถูกจัดอย่างงดงามลู่หยางยืนอยู่ทางด้านขวา หนิงหนิงอยู่ตรงกลางส่วนด้านของไป๋เฟิ่งยืนอยู่ทางด้านซ้าย ทั้งสองยืนประกบข้างของหนิงหนิงเอาไว้
เดินผ่านพ้นประตูเมืองเข้ามาดวงตานั้นก็รู้สึกตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้
สองพ่อลูกดูตกตะลึงและดูแตกตื่นกับงานตระการตาที่ถูกจัดขึ้นลู่หยางมาจากอีกยุคสมัยนึงเขาไม่เคยพบเจองานเทศกาลที่คล้ายคลึงกับงานเทศกาลในยุคโบราณเช่นนี้มาก่อน
เมื่อได้มาพบเจอกับตาของตนเองก็ต้องรู้สึกตกตะลึงและก็ต้องให้ความสนใจกับมันเป็นอย่างมาก
เช่นเดียวกับหนิงหนิงแม้ว่านาจะเป็นคนภายในยุคสมัยนี้แต่ว่าก็เติบโตมาจากเมืองเล็กๆที่นาจากมาเป็นเมืองเล็กๆถึงแม้ว่างานเทศกาลจะถูกจัดขึ้นมาบ้างแต่มันก็ไม่ได้ใหญ่โตอันใด
เมื่อเทียบกับงานเทศกาลภายในเมืองแห่งนี้แล้วเทียบกันไม่ได้เลยไปในเมืองแห่งนี้ถูกจัดงานเทศกาลขึ้นมาอย่างใหญ่โต
แต่ถ้าพูดถึงคนที่ดูจะไม่ตกตะลึงกับงานเทศกาลอันใหญ่โตที่ถูกจัดขึ้นก็คงจะเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ตอนนี้อยู่ในชุดของสตรี
แสดงใบหน้าเรียบเฉยใช้ดวงตากวาดมองสิ่งที่อยู่บริเวณรอบๆร่างกายของตนเอง
ตอนที่นางไม่รู้สึกตกตะลึงก็เป็นเพราะว่ายามที่เมืองหลวงจัดงานเทศกาลขึ้นมาใหญ่โตมากกว่านี้ไม่รู้ตั้งกี่เท่า
แต่ก็ไม่ใช่ว่านางนั้นจะไม่รู้สึกกับงานเทศกาลที่ถูกจัดขึ้นในตอนนี้ความรู้สึกก็รู้สึกแปลกใหม่ดีเพราะว่านางนั้นพบเจองานเทศกาลไทยในเมืองหลวงมาตั้งไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
ทั้งสามเดินชื่นชมทัศนียภาพภายในงานเทศกาลจนเข้าสู่ถนนเส้นหลักเมื่อเดินเข้าสู่ถนนเส้นหลัก ไป๋เฟิ่งเป็นเป้าสายตาอย่างรวดเร็ว
ดวงตาของบุรุษมากมายที่อยู่ตามทางต่างพากันจ้องมองมาที่นางเป็นตาเดียว
แน่นอนว่าพวกเขานั้นต้องต้องมองความสง่างามและความงดงามของนางตอนนี้แม่ทัพใหญ่ผู้นี้ไม่เหลือคราบของแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรบนหลังม้าเลย
ตอนนี้นางเหมือนกับเทพธิดาที่กำลังเดินอยู่บนพื้นปฐพีทุกย่างก้าวสะกดสายตาของบุรุษมากมาย
ไป๋เฟิ่งเคลื่อนไหวได้ยากลำบากโดยที่ไม่ถนัดกับการเคลื่อนไหวด้วยชุดของสตรีทำให้นางจำเป็นจะต้องเคลื่อนไหวโดยการก้าวเดินไปด้านหน้าอย่างช้าๆ
หารู้ไม่ว่าการที่นางก้าวเดินไปด้านหน้าอย่างช้าๆมันกลับกลายเป็นว่าผู้คนมากมายมองเห็นนางก้าวเดินด้วยพวกทาสที่งดงามเหมือนกับเทพธิดาที่ค่อยๆทิ้งฝ่าเท้าลงบนดอกบัว
แม้ว่าดวงตาของบุรุษมากมายจะจ้องมองนางเป็นตาเดียวว่าสตรีผู้นี้ก็ไม่ได้แสดงท่าทางอันใดตอบรับกลับมาเลยสักนิด
เหมือนว่านางจะชินชากับสายตาของบุรุษมากมายที่จ้องมองมาที่นั่งอย่างไรอย่างนั้น
ลู่หยางได้ถึงดวงตาของบุรุษมากมายที่จ้องมองมาที่นางแต่ลู่หยางก็ได้แต่เฝ้ามองอยู่อย่างเงียบๆเท่านั้น
พวกเขาเดินอยู่บนถนนอยู่สักพักก่อนที่จะมีคนผู้หนึ่งเข้ามาขวางด้านหน้าของพวกเขาทั้งสามเอาไว้
ผู้ที่เข้ามาขวางด้านหน้าเอาไว้เป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่งที่ช่วงอายุน่าจะอยู่ราวๆซักประมาณ20 ต้นๆ ลองดูแล้วมันน่าจะมีอายุไล่เลี่ยกับไป๋เฟิ่ง
คนผู้นี้ลู่หยางจะรู้จักอยู่เป็นตระกูลพ่อค้าภายในเมืองแห่งนี้ที่ถือได้ว่ามีชื่อเสียงเรียกได้ว่ามันเป็นคุณชายจากตระกูลที่มั่งมี
บริเวณด้านหลังของมันก็มีผู้ติดตามอยู่ประมาณ2 คนทำการเข้ามาขวางหน้าของพวกเขาเอาไว้แสดงท่าทางไม่ได้รุกราน
แต่มันกลับแสดงท่าทางนอบน้อมมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานการต้มคารวะสตรีผู้เลอโฉมเบื้องหน้า “ คารวะแม่นาง… ”
ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าเย็นชาใช้ดวงตาหงส์จ้องมองไปที่มันยังไม่รู้สึกอันใด
หนิงหนิงที่ยืนอยู่ราวกับรู้ถึงจุดประสงค์ของคนผู้นี้ชายผู้นี้อยู่ๆก็ตรงเข้ามาแล้วมาหยุดลงตรงบริเวณด้านหน้าของพวกนางมาขวางกั้นด้านหน้าเช่นนี้มีจุดประสงค์อย่างแน่นอนอยู่แล้ว
มันไม่ทำการแม้แต่จะทักทายท่านพ่อของนางมุ่งตรงมาที่ท่านอาแสดงแววตาอย่างชัดเจนว่าต้องการอยากจะเข้าหาท่านอาไป๋
คิ้วทั้งสองข้างของหนิงหนิงขมวดเข้ามาหากันอย่างรวดเร็วแสดงใบหน้าที่จริงจังนางเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียวมากพอที่จะรู้เกี่ยวกับความประสงค์ของคนผู้นี้
เมื่อรู้ว่ามันจะลงมือทำอันใดเพียงแค่คนพูดนั้นทำการเอ่อคารวะหนิงหนิงลงมืออย่างรวดเร็วยื่นมือของตนเองเข้าไปคว้าจับมือของไป๋เฟิ่งอย่างรวดเร็วแล้วก็ทำการร้องเรียกขึ้นอย่างใสซื่อ“ ท่านแม่เจ้าคะ!! ท่านลุงผู้นี้เป็นผู้ใดหรือเจ้าค่ะ!! ”
นางทำการเอ่ยออกมาอย่างใสชื่อเมื่อนางทำการพูดออกมาผู้ที่อยู่ด้านหน้าถึงกับหยุดนิ่งใบหน้าของคุณชายผู้นั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วบนใบหน้าของมันกระตุกไปมา
ภายในใจบังเกิดความผิดหวังขึ้นหลายอย่างความผิดหวังแรกก็คือการที่เด็กน้อยผู้นี้เรียกสตรีผู้งดงามด้านหน้าของมันว่าท่านแม่
ความผิดหวังที่สองที่ทำให้มันโกรธจนเลือดขึ้นหน้าก็คือเด็กน้อยผู้นี้ทำการเรียกมันว่าท่านลุงอายุของมันเพียงแค่ยี่สิบต้นเท่านั้นเองอีกนัยหนึ่งเด็กน้อยผู้นี้ก็จะกล่าวแล้วก็บอกกับมันว่ามันนั้นหน้าแก่
มุมปากของคุณชายที่อยู่ด้านหน้ากระตุกไปมายังไม่หยุดอยากจะแสดงความโกรธออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ผู้คนบริเวณนี้มากมายเกินไป
สุดท้ายแล้วมันก็พยายามเก็บความรู้สึกของตนเองเอาไว้พยายามสงบใจของตัวเองให้มากที่สุดสูดหายใจเข้าออกอย่างช้าๆเพื่อควบคุมสติของตนเอง
จากนั้นมันก็ใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปที่ผู้ที่อยู่ด้านหน้าตาของมันเฝ้ามองปฏิกิริยาและการตอบรับของแม่นางผู้นั้น
การที่เด็กน้อยผู้นี้ทำการเรียกนางว่าท่านแม่แน่นอนว่ามันยังไม่ปักใจเชื่อ
ไป๋เฟิ่งมองเห็นดวงตาที่จ้องมองมาของมันในตอนแรกแสดงใบหน้าเรียบเฉยผ่านพ้นมามุมปากทั้งสองข้างของนางปรากฏรอยยิ้มอย่างอบอุ่นยกฝ่ามือที่เรียวยาวงดงามขึ้นมาลูบศีรษะของหนิงหนิงอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะกล่าว“ แม่เองก็ไม่รู้จักเช่นเดียวกัน.. ”
คำยืนยันนั้นราวกับว่าเป็นกระบี่เล่มที่สามที่พุ่งเข้ามาปักกลางหน้าอกของคุณชายผู้นั้นที่หวังจะเข้ามาทำความรู้จักกับแม่นางผู้งดงามเบื้องหน้า
ตอนนี้มันแทบอยากจะกระอักเลือดสุดท้ายแล้วมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้ได้แต่เก็บความอับอายก้มศีรษะแล้วหันใบหน้าของตนเองกลับไปยังไม่พูดจาอันใด
หนิงหนิงน้อยที่ยืนอยู่ดวงตาบังเกิดความตื้นตันนางไม่คิดว่าท่านอาจะกล่าวเช่นนั้นขึ้นมามือของเด็กน้อยกำมือข้างหนึ่งของไป๋เฟิ่งแน่นขึ้นหลังจากนั้นทั้งสามก็ได้เริ่มเดินชมงานเทศกาลภายในเมืองแห่งนี้ต่อ
สะพานหินลากยาวตัดผ่านแม่น้ำขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่ไหลเชี่ยวผู้คนมากมายต่างพากันมารวมตัวภายในบริเวณนี้ยามกลางราตรีดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น
จบบท