ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 137 พบหน้า

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 137  พบหน้า



            เจ็ดวันต่อมา


            รถเกวียนค่อยๆ เคลื่อนไปด้านหน้า ล้อวงโตหมุนวนบดไปตามพื้นหญ้าเขียวชอุ่ม


            ตอนนี้กลุ่มของเมอร์ดิสและคาลอสได้เดินทางมาจนเข้าเขตเมือง B-24 ได้สำเร็จ ทุกอย่างราบรื่น ไม่มีการซุ่มโจมตีระหว่างทางอีก อาจเป็นเพราะกลุ่มคนที่ลอบสังหารวางกำลังคนไว้ที่จุดเดียว หรือไม่ก็เส้นทางใหม่ที่เดินทางมาสามารถหลบเลี่ยงการซุ่มโจมตีจากพวกนั้นได้หมด 


            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลใด แต่นั่นก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว เพราะหากเจอการลอบโจมตีจากกลุ่มคนที่แข็งแกร่งจำนวนเท่านั้นอีก สมาชิกคุ้มกันราชวงศ์ที่เหลือรวมถึงคาลอสคงไม่อาจทนรับมือพวกมันเป็นครั้งที่สอง


            “ตรงไปอีก แล้วเลี้ยวขวาแยกข้างหน้านี้” ชายหนุ่มชุดแดงนั่งอยู่บนชานพักด้านหน้าเกวียน ชี้ไม้ชี้มือบอกทางให้กับชายชราที่คอยควบคุมสัตว์อสูรทั้งสองตน


            ไม่นานรถเกวียนก็เคลื่อนมาจนถึงหน้าคฤหาสน์เล็กๆ แห่งนี้ ที่นี่ไม่ได้หรูหรายิ่งใหญ่เหมือนคฤหาสน์ตระกูลหวงหลง แม้แต่คฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ที่ในเมืองปากัสก็ยังดูโอ่โถงกว่าเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็มีพื้นที่ใช้สอยพอสำหรับสมาชิกและข้ารับใช้ในตระกูลทุกคน


            รถเกวียนหยุดรออยู่หน้าประตูรั้วครู่หนึ่งก่อนข้ารับใช้ชราจะกุลีกุจอมาเปิดประตูให้ พร้อมกับเชื้อเชิญคนทั้งคันเกวียนเข้าไป รวมถึงสัตว์อสูรลากจูงด้วย


            โชคดีที่ทั้งคณะเดินทางมีรถเกวียนเพียงหนึ่งเล่ม จึงพอจะหาพื้นที่ว่างสำหรับจอดเกวียนและผูกสัตว์อสูรไว้ได้


            แขกทั้งหมดถูกพาเข้าไปยังเรือนรับรองเล็กๆ โดยมีหัวหน้าตระกูลเดินเข้ามาทักทายทุกคนด้วยตนเอง เป็นเพราะเขารู้ดีว่าแขกที่มาในครั้งนี้มีสถานะไม่ธรรมดา


            “ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คฤหาสน์ชั่วคราวของตระกูลพีไรซ์ เนื่องจากพวกเราเพิ่งลี้ภัยมาจากเขต C สิ่งต่างๆ ก็ยังไม่ค่อยลงตัวนัก หากต้อนรับทุกท่านขาดตกบกพร่องไปบ้างก็ขออภัยด้วย” มาคัสเดินเข้ามาภายในห้องรับรองพร้อมกับประสานมือโค้งคารวะทุกคน


            นอกเหนือจากองค์ชายองค์หญิงที่มีศักดิ์ฐานะสูงกว่าตนแล้ว เหล่าผู้คุ้มกันของอีกฝ่ายก็ล้วนเป็นอเวกระดับเก้ากันทั้งนั้น ไม่น่าแปลกใจที่หัวหน้าตระกูลอย่างมาคัสจึงแสดงท่าทีนอบน้อมออกมา


            “หาได้บกพร่องไม่ ทั้งการเตรียมพร้อมที่รวดเร็ว ทั้งสมาชิกหลายคนที่ออกมารอต้อนรับ แม้ที่นี่จะเล็ก แต่ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่พวกท่านมีให้แก่กันจริงๆ” องค์ชายวาริสประสานมือขึ้นเหนืออก ตอบรับความสุภาพของมาคัสกลับไป


            คณะเดินทางที่อยู่ห่างไกลจากที่นี่กว่าหลายสิบไมล์ จะรู้ได้อย่างไรว่าจินมีความสามารถในการติดต่อระยะไกลผ่านกระแสรบกวนในชั้นบรรยากาศได้ นั่นทำให้ประทับใจการจัดการของอีกฝ่ายที่รวดเร็ว เตรียมพร้อมเหมือนรู้ว่าพวกเขาจะมาก่อนแล้วล่วงหน้า


            “ได้ฟังคำชมของท่านเช่นนี้ก็สบายใจ เดี๋ยวข้าจะให้ลูกๆ หลานๆ และข้ารับใช้ช่วยกันจัดงานเลี้ยงรับรองแขก รวมถึงต้อนรับการกลับมาของคาลอสด้วย หวังว่าพวกท่านจะไม่ปฏิเสธและเข้าร่วมกับพวกเราในช่วงเย็น” มาคัสเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร เขาตั้งใจจะให้ฮาล์ฟ และราชวงศ์ฮาวีรอนที่เหลือได้พบกันในงานเลี้ยงครั้งนี้ จะได้รื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ กลับมา


            ฮาล์ฟอยู่ภายในตระกูลพีไรซ์มาเกือบครึ่งค่อนชีวิต แม้ผู้อาวุโสห้าอย่างมิซซี่จะตายจากไป แต่อีกฝ่ายก็ยังต้องคอยดูแลเลือดเนื้อเชื้อไขของมิซซี่ไม่ยอมห่าง จึงกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลพีไรซ์โดยสมบูรณ์แบบ ทิ้งยศศักดิ์ที่เคยมีไว้เบื้องหลัง


            “นี่…เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก พวกข้าทุกคนจะเข้าร่วมงานเลี้ยงเย็นนี้อย่างแน่นอน” องค์ชายวาริสเป็นเหมือนตัวแทนพูดตอบรับแทนทุกคน ซึ่งก็ไม่มีใครติดขัด หากองค์ชายทรงเห็นชอบ ทุกคนก็ล้วนเห็นดีเห็นงามไปด้วย


            ชายชราเมอร์ดิสพยักหน้ารับอย่างพอใจ มันคิดว่าตระกูลพีไรซ์ช่างวางตัวได้ดี ดูแลรับรององค์ชายและองค์หญิงได้อย่างเหมาะสม


            “เช่นนั้นข้าจะให้ลูกชายคนโตของข้าพาพวกท่านไปดูห้องพัก อาจจะเล็กไปบ้าง แต่รับรองว่านอนสบาย” มาคัสผายมือออกไปด้านนอก เห็นชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้าประตู กำลังก้มหัวให้กับทุกคน


            จริงๆ ห้องพักรับรองสำหรับคณะเดินทางชุดนี้ มาคัสได้ให้คนจัดเตรียมไว้หลายวันแล้วเพราะรู้ตัวล่วงหน้า สิ่งต่างๆ ต้องจัดวางให้เหมาะสมที่สุด ฟูกนอนก็จัดหามาใหม่เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะพักผ่อนลำบาก


            เมื่อแจกจองเรียบร้อย คาคัสก็พาคนทั้งหมดไปที่ห้องพักที่จัดเตรียมไว้ให้ ส่วนคาลอสแยกตัวไปเรือนหลักพร้อมกับมาคัส ทั้งคู่เดินไปคุยไปตลอดทาง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาของทั้งสองฝั่ง


            และแล้วดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ คล้อยตัวลงต่ำ เหลือเพียงแสงสลัวๆ ที่โผล่พ้นขอบฟ้ามาเล็กน้อย


            หลังจากคณะเดินทางได้พักผ่อน ชำระร่างกาย ก็เป็นช่วงเวลาที่ตระกูลพีไรซ์เตรียมอาหารและงานเลี้ยงไว้พร้อม


            ทุกคนในตระกูลพีไรซ์อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่ห้องอาหาร รอการมาถึงของแขกทั้งสี่


            ขณะที่ทุกคนกำลังยืนพูดคุยกันอยู่นั้น ม่านกั้นก็ค่อยๆ ถูกแหวกออก ชายคนแรกที่ก้าวขาเข้ามาก่อนคือคาคัส เขารั้งม่านทิ้งเอาไว้ ผายมือให้แขกทั้งสี่เดินเข้ามา


            ผู้ที่เดินนำเข้ามาคือองค์ชายวาริส อีกคนที่ตามเข้ามาติดๆ คือองค์หญิงวีนัส ปิดท้ายด้วยผู้คุ้มกันทั้งสองอย่างเมอร์ดิสและอลัน


            แขกทั้งสี่ล้วนคุ้นเคยกับการออกงานสังคม จึงไม่ได้มีอาการเคาะเขินหรือประหม่าแต่อย่างใด ประกอบกับสมาชิกตระกูลพีไรซ์ที่ไม่ได้สร้างบรรยากาศที่เป็นทางการเกินไปทำให้งานเลี้ยงครั้งนี้ค่อนข้างสบายๆ


            สมาชิกตระกูลพีไรซ์ทุกคนค่อยๆ หันมามองกลุ่มคนที่เข้ามาใหม่ ทุกคนประสานมือก้มหัวให้อีกฝ่ายอย่างพอประมาณไม่ได้มากหรือน้อยจนเกินไป อย่างไรพวกเขาก็เป็นเจ้าบ้าน และที่นี่ก็ไม่ใช่เขต C ทุกคนไม่จำเป็นต้องเคร่งพิธีมากจนเกินพอดี


            ซึ่งองค์ชายวาริสก็รู้สึกดีใจที่ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ ตัวเขาเองก็นับเป็นองค์ชายตกอับ ต้องลี้ภัยออกจากบ้านเมืองตนเอง สถานะที่มีก็อยู่ในสภาพง่อนแง่นไม่มั่นคง จะให้วางตัวเขื่องโขก็กระไรอยู่ ในเมื่อตระกูลพีไรซ์วางตัวได้พอเหมาะ ทุกอย่างจึงเบาสบายไม่รู้สึกอึดอัด


            “โอ้ พวกท่านมากันแล้ว งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มพอดี เชิญทั้งสี่คนตามข้ามาทางนี้ พวกเราได้เตรียมที่นั่งไว้ให้พวกท่านแล้ว” มาคัสเดินออกมาจากฝูงชนก่อนจะเดินนำคนทั้งหมดไปยังที่ที่เขาได้จัดเตรียมเอาไว้


            เมื่อเดินมาถึงโต๊ะ ชายวัยกลางคนท่าทางสุขุมไว้หนวดเคราเฟิ้มก็ลุกขึ้นต้อนรับคนทั้งหมด


            “ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะเมอร์ดิส ไม่ได้เจอกันนานเท่าไหร่แล้วล่ะนี่?” ชายวัยกลางคนที่หนวดเคราเฟิ้มผุดลุกขึ้นทักทายชายชราที่เดินมาพร้อมกับคนทั้งสี่


            ชายชรายืนค้างไปชั่วครู่ คิ้วขมวดมุ่นก่อนดวงตาจะค่อยๆ เบิกกว้าง


            “องค์ชายฮาล์ฟ! โอ ท่านเปลี่ยนไปมากจริงๆ......คงจะมีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป ดวงตาของคนจากราชวงศ์ฮาวีรอน” เมอร์ดิสตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะประสานมือคารวะอีกฝ่ายด้วยความนอบน้อม


            “ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าทิ้งบรรดาศักดิ์นั่นไปนานแล้วล่ะ ตอนนี้ข้าคือฮาล์ฟ สมาชิกคนหนึ่งของตระกูลพีไรซ์ เอาล่ะเงยหน้าขึ้นๆ อย่าได้เคร่งเครียดจนเกินไปนัก” ฮาล์ฟโบกมือให้อีกฝ่าย ก่อนจะหันไปมองวัยรุ่นทั้งสองคน “พวกเจ้าคงจะเป็น......”


            “ข้าวาริส” เด็กหนุ่มพูดขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะกล่าวจบ


            “ข้าวีนัส!” เด็กสาวส่งยิ้มอันสดใสให้กับอีกฝ่าย ก่อนที่ทั้งชายหญิงจะพูดพร้อมกัน “ยินดีที่ได้พบท่านลุงฮาล์ฟ”


            “ฮ่าฮ่า ยอดเยี่ยมๆ ไม่นึกว่าโชคชะตาจะนำพาพวกเราให้มาพบกันอีกครั้ง พวกเจ้าช่างคล้ายกับแม่ของพวกเจ้าจริงๆ... งดงาม และบริสุทธิ์” รอยยิ้มประดับบนดวงหน้าของชายวัยกลางคน สายตายามที่มองวัยรุ่นทั้งสองเต็มไปด้วยความคิดถึงคะนึงหา แต่ก็ดูเหมือนจะมีความเศร้าปะปนมาด้วยเล็กน้อย


            “พวกเราก็ยินดีที่ได้เจอท่านลุงเช่นกัน คงเป็นโชคชะตาจริงๆ ที่นำพาพวกเรากลับมาพบกันอีกครั้ง” องค์ชายวาริสประสานมือไว้ด้านหน้า ยิ้มตอบรับชายวัยกลางคนไป


            ทั้งสองฝ่ายสื่อสารกันผ่านสายตา ก่อนที่ฮาล์ฟจะเดินเข้าไปสวมกอดเด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองคน รวมถึงเดินเข้าไปกอดชายชราที่ไม่ได้พบหน้ากันมาเกือบสามสิบปี


            หลังจากรื้อฟื้นความรู้สึกเก่าๆ กันอยู่สักพัก ฮาล์ฟก็เอียงตัวไปที่เก้าอี้นั่งด้านข้างของตนเอง


            “จริงๆ แล้วข้าก็มีคนอยากแนะนำให้พวกเจ้ารู้จักเช่นกัน” ชายวัยกลางคนหันหน้าไปด้านข้าง ก่อนจะผายมือแนะนำทีละคน “นี่เจนี่ ลูกสาวคนโตของข้า ส่วนชายหนุ่มอีกคนนั่นชื่อเบรซ ทั้งสองอายุห่างกันเพียงหนึ่งปี” 


            ชายหนุ่มและหญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอีกแล้วรีบประสานมือให้กับอีกฝ่ายทันที


            “ข้าเจนี่เป็นลูกสาวคนโตของท่านพ่อ” หญิงสาวแนะนำตนเองก่อน


            “ข้าเบรซ เป็นลูกชายของท่านพ่อฮาล์ฟเช่นกัน” ชายหนุ่มประสานมือแนะนำตัวตาม


            “โอ้ ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รู้จักพวกท่าน นี่นับได้ว่าพวกเราเป็นลูกพี่น้องกันอย่างนั้นสินะ” องค์ชายวาริสประสานมือตอบรับ ใบหน้ายิ้มแย้มจริงใจ


            “ว้าว ข้าจะมีพี่ชายพี่สาวเพิ่มแล้ว! ตอนเด็กๆ ข้าเคยคิดเหมือนกันนะว่าอยากจะมีพี่สาว จะได้ทำอะไรที่ดูเป็นผู้หญิงๆ บ้าง เพราะท่านพี่วาริสมัวแต่ศึกษาการบ้านการเมือง ไม่ก็เก็บตัวฝึกฝน ข้าล่ะเบื่อที่สุด!” เด็กสาวทำหน้าแง่งอนเด็กหนุ่มด้านข้าง ก่อนจะหันหน้าไปมองคนทั้งสองเบื้องหน้าด้วยตาที่เป็นประกาย


            เจนี่ลูกสาวคนโตของฮาล์ฟหัวเราะให้กับท่าทางของเด็กสาว ก่อนจะพูดขึ้นว่า “งั้นเจ้าก็มาเป็นน้องสาวข้าเถอะ ตอนเด็กๆ ข้าก็อยากมีน้องสาวเพิ่มเช่นกัน เพียงแต่น่าเศร้าที่ท่านแม่ด่วนจากไปเสียก่อน...”


            “โอ้.... ข้าเสียใจด้วยที่ได้ยินเช่นนั้น ความจริงพวกเราสองพี่น้องก็สูญเสียพระมารดาไปเช่นเดียวกัน จะว่าไปแล้วชะตากรรมของพวกเราช่างคล้ายคลึงกันยิ่ง....” องค์หญิงวีนัสหน้าหมองลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงมารดาผู้จากไป


            “อา... ข้าผิดเองที่พูดเรื่องนั้นขึ้นมา เจ้าอย่าได้เศร้าไปเลย มานี่มา มาให้พี่สาวของเจ้ากอดเจ้าหน่อย” เจนี่ที่เห็นอารมณ์เศร้าจากเด็กสาว จึงก้าวเดินเข้าไปหาพร้อมกับอ้าแขนทั้งสองข้างออก


            เด็กสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะเดินเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย มือของเจนี่ลูบไปที่หัวของเด็กสาวเบาๆ


            ทุกคนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนที่ชายชราเมอร์ดิสจะขัดจังหวะพาทุกคนกลับมาสู่งานเลี้ยงของตระกูลพีไรซ์


            “อะแฮ่ม ถึงอย่างไรเราก็อยู่ในงานเลี้ยง นั่งประจำโต๊ะกันก่อนเถิด เรื่องต่างๆ ยังมีโอกาสได้พูดคุยกันอีกมาก” เมอร์ดิสกล่าว


            ทุกคนที่ได้ฟังก็พยักหน้ารับและลากเก้าอี้ออกมานั่งกันตามตำแหน่งที่มาคัสได้จัดวางเอาไว้


            

    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน