บรรยากาศยามค่ำคืนใจกลางทะเลทรายของภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นหนาวเหน็บและแห้งแล้งผิดกับ่เวลากลางวันที่ร้อนระอุทว่าภายในห้องพักรับรองระดับวีไอพีที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็พิเศษสำหรับแขกผู้มาเยือนจากสิรินทรากรุ๊ป กลับได้รับการปรับอุณหภูมิให้อบอุ่นและสะดวกสบายที่สุดเท่าที่ฐานทัพทหารรับจ้างกลางสมรภูมิจะอำนวยให้ได้
ที่บริเวณระเบียงทางเดินด้านนอกมีชายฉกรรจ์ในชุดสูทสากลสีดำสนิทสวมหูฟังอินเอียร์ยืนกระจายกำลังคุ้มกันอยู่อย่างแ่าพวกเขาคือบอดี้การ์ดมืออาชีพที่ติดตามมาอารักขาผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจอันดับหนึ่งทว่าแม้จะมีการคุ้มกันที่แ่าเพียงใด มันก็ไม่อาจปกป้องหัวใจที่กำลังแหลกสลายของชายชราผู้อยู่ด้านในได้เลย
บนโซฟาบุหนังตัวใหญ่กลางห้องพักเ้าสัวสิรินทร์นั่งเหม่อลอยด้วยท่าทีอิดโรยและสิ้นหวังอย่างเห็นได้ชัดแผ่นหลังที่เคยตั้งตรงอย่างสง่าผ่าเผยและทรงอำนาจบัดนี้กลับค่อมลงราวกับแบกรับน้ำหนักของูเาทั้งลูกเอาไว้ร่องรอยของความเหนื่อยล้าและรอยตีนกาบนใบหน้าดูเด่นชัดขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งก้าวเท้าลงจากรถจี๊บหลายเท่านักภาพของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่เดินทางมาที่นี่ด้วยดวงตาเป็ประกายและเปี่ยมล้นไปด้วยความหวังที่จะได้พบเืเนื้อเชื้อไขได้มลายหายไปจนหมดสิ้น
เหลือเพียงแค่ชายแก่คนหนึ่งที่เพิ่งถูกหลานชายแท้ๆสายเืเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ปฏิเสธความหวังดีอย่างไร้เยื่อใยด้วยประโยคที่ว่า 'าคือบ้านของผม'
เพียงฟ้า หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามดุจนางพญา นั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวฝั่งตรงข้ามั์ตาสีเข้มของเธอทอดมองผู้มีพระคุณด้วยความรู้สึกเป็ห่วงอย่างจับใจแม้ใบหน้าของเธอจะยังคงความสงบนิ่งและเยือกเย็นตามนิสัยที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อเป็ผู้บริหารระดับสูงแต่ลึกๆ แล้วหัวใจของเธอก็สั่นไหวและเ็ปไม่แพ้กันเมื่อเห็นชายชราที่เธอรักและเคารพดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรต้องมามีสภาพทนทุกข์ทรมานเช่นนี้
ในตอนที่พวกเขาได้รับคำตอบอันเ็าจากปากของธีร์ที่หน้าห้องกระจกเ้าสัวสิรินทร์ถึงกับช็อกจนแทบจะยืนนิ่งเป็หินไปชั่วขณะหากไม่ได้บอดี้การ์ดและเพียงฟ้าช่วยประคองเอาไว้ ชายชราคงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วโชคดีที่อีวาน่า ผู้บัญชาการสาวชาวรัสเซียได้เดินเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์อันตึงเครียดนั้นไว้ได้ทันท่วงที
'ฉันให้เวลาเขาคิดทบทวน 1 คืน...' เสียงของอีวาน่าที่เอ่ยกับเพียงฟ้าและเ้าสัวก่อนหน้านี้ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ'เลยอยากให้พวกคุณทั้งสองคนเข้าพักที่ห้องรับรองของที่นี่ก่อนอย่าเพิ่งรีบเดินทางกลับ ปล่อยให้เขาได้อยู่กับตัวเองสักพัก'
เพียงฟ้าสูดลมหายใจเข้าลึกรวบรวมความกล้าเพื่อทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัดนี้หญิงสาวขยับตัวลุกจากโซฟาเดี่ยวเข้าไปนั่งเคียงข้างชายชราแล้วเอื้อมมือเรียวสวยไปกุมมือที่เหี่ยวย่นและเย็นเฉียบของท่านเอาไว้เบาๆ
"คุณปู่คะ...ทานน้ำอุ่นๆ สักนิดนะคะ" เพียงฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ "อย่าเพิ่งด่วนหมดหวังไปเลยนะคะผู้บัญชาการอีวาน่าบอกเองว่าให้เวลาเขาคิดทบทวนหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้า... ธีร์เขาจะต้องเปลี่ยนใจแน่ๆ ค่ะ"
เ้าสัวสิรินทร์ไม่ได้ตอบรับอะไร ชายชราทำเพียงแค่ส่ายหน้าช้าๆั์ตาฝ้าฟางเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมายความผิดหวังมันจุกแน่นอยู่เต็มอกจนแทบจะปริปากพูดไม่ออก
"ที่เขาปฏิเสธในวันนี้ มันอาจจะเป็เพราะเขายังตั้งตัวไม่ติดก็ได้นะคะคุณปู่..." เพียงฟ้าพยายามหาเหตุผลมาปลอบประโลมและอธิบายการกระทำอันก้าวร้าวของคู่หมั้นหนุ่ม"ลองคิดดูสิคะ เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมาั้แ่เด็กต้องต่อสู้ดิ้นรนเพียงลำพังมาตลอด เขาอาจจะไม่คุ้นชินกับการจู่ๆก็มีญาติผู้ใหญ่มาหา หรือการถูกบอกว่ามีครอบครัวที่รอคอยเขาอยู่..."
เพียงฟ้าเว้นจังหวะไปเล็กน้อยั์ตาของเธอฉายแววเห็นใจเมื่อนึกถึงประวัติอันแสนรันทดของชายหนุ่มที่เธอได้อ่านจากข้อมูลลับ"ยิ่งเขาต้องสูญเสียคุณพ่อไปั้แ่ยังจำความไม่ได้แถมคุณแม่ของเขายังมา..."
"อย่าพูดถึงนางผู้หญิงแพศยานั่นให้ปู่ได้ยิน!!"
เปรี้ยง!!
จู่ๆ เ้าสัวสิรินทร์ก็แผดเสียงตวาดลั่นขึ้นมาดังกึกก้องไปทั่วห้องพักอารมณ์เกรี้ยวกราดและโทสะที่ถูกเก็บกดเอาไว้ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนน่าใชายชรากระแทกฝ่ามือลงบนพนักพิงโซฟาอย่างแรง ั์ตาที่เคยเศร้าหมองเมื่อครู่บัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้นและเกลียดชังอย่างหาที่สุดไม่ได้
เพียงฟ้าชะงักงันไปทันทีหญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความใเพราะแทบไม่เคยเห็นผู้มีพระคุณเกรี้ยวกราดและหลุดการควบคุมอารมณ์ถึงขั้นนี้มาก่อน
"เพราะผู้หญิงคนนั้น!เพราะความมักมากและเห็นแก่ตัวของมัน!" เ้าสัวสิรินทร์คำรามลอดไรฟันร่างกายสั่นเทิ้มไปด้วยความโกรธแค้นเมื่อนึกถึงอดีตลูกสะใภ้ที่ทิ้งเืเนื้อเชื้อไขของสิรินทรากรุ๊ปไปอย่างหน้าไม่อาย "มันทิ้งธีร์ไป! มันทิ้งลูกชายแท้ๆ ของตัวเองให้เผชิญชะตากรรมอย่างโดดเดี่ยวเพื่อที่ตัวมันจะได้ไปเสพสุขกับผัวใหม่ของมัน!"
ชายชรายกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายของตนเองหอบหายใจแรงด้วยความเ็ปที่บาดลึกลงไปในจิตใจ "ถ้าไม่ใช่เพราะมันทิ้งหลานชายของปู่ไป... ถ้ามันมีความเป็แม่สักนิด ธีร์ก็คงไม่ต้องกลายเป็เด็กกำพร้าเร่ร่อน! หลานของปู่ก็คงไม่ต้องไปดิ้นรนเอาชีวิตรอดข้างถนนใน่ที่าลัทธินิวอีเดนกำลังทำให้โลกฉิบหายวายป่วง! และเขาก็คงไม่ต้องปลอมอายุตัวเองเพื่อเข้าไปเป็ทหารแนวหน้าจนต้องมาจบลงด้วยการเป็ทหารรับจ้างที่ใช้ชีวิตเสี่ยงตายกินนอนอยู่กับคาวเืแบบนี้หรอก!!"
ทุกถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาจากปากของเ้าสัวล้วนเต็มไปด้วยความรวดร้าวและความแค้นฝังลึกมันคือความจริงอันโหดร้ายที่ผลักไสให้เด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ต้องกลายร่างเป็ 'เครื่องจักรสังหาร' ที่เ็าและไร้หัวใจากวาดล้างลัทธินิวอีเดนที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนของพวกคลั่งลัทธิได้บีบบังคับให้ธีร์ต้องดึงสัญชาตญาณสัตว์ป่าออกมาใช้เพื่อแลกกับอาหารและที่ซุกหัวนอนจนหล่อหลอมให้เขากลายเป็หัวกะทิของวูลฟ์แฟงในวันนี้
เพียงฟ้าเงียบไปทันทีหญิงสาวรับรู้ได้ถึงความเ็ปอันแสนสาหัสที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงเกรี้ยวกราดนั้นเธอค่อยๆ บีบมือของชายชราให้แน่นขึ้นอีกนิดเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นและยืนยันว่าท่านไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
"ฟ้าขอโทษค่ะคุณปู่ ที่ฟ้าเผลอพูดถึงเื่ะเืใจ..." เพียงฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและปลอบประโลม "ที่ฟ้าจะบอกก็คือ... คุณปู่อย่าเพิ่งกังวลและคิดมากไปเลยนะคะ คืนนี้เราพักผ่อนกันก่อนเถอะค่ะฉันเชื่อว่าเมื่อเขาได้ใช้เวลาคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วน พรุ่งนี้เช้า... เราจะต้องได้ยินคำตอบที่ดีจากเขาแน่นอนค่ะ"
เ้าสัวสิรินทร์ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง ชายชราถอนหายใจยาวๆ เพื่อระบายความอึดอัดก่อนจะพยักหน้ารับคำของหลานสาวบุญธรรมอย่างอ่อนล้าหวังเพียงว่าปาฏิหาริย์และสายใยครอบครัวที่ตัดไม่ขาดจะดลใจให้หมาป่าหนุ่มยอมหวนคืนสู่รังที่แท้จริง
ในขณะเดียวกัน ณ อีกฟากหนึ่งของฐานทัพภายในอาคารปูนเปลือยซึ่งเป็ที่พักรวมของหน่วยทะลวงฟัน
บรรยากาศภายในห้องพักสี่เหลี่ยมคับแคบนั้นเงียบสงัดมีเพียงเสียงโลหะกระทบกันดัง กริ๊ก... แกร๊ก... ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
บนเตียงเหล็กชั้นล่างตรงมุมห้อง ร่างกำยำของ 'ธีร์'ในชุดเสื้อกล้ามทหารสีขี้ม้ากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างเงียบๆแสงไฟนีออนสลัวๆสะท้อนให้เห็นร่องรอยาแและมัดกล้ามเนื้อที่ถูกหล่อหลอมมาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงบนหน้าตักของเขามีผ้าใบผืนเล็กปูรองเอาไว้และบนผ้านั้นก็คือชิ้นส่วนของปืนพกกึ่งอัตโนมัติคู่ใจที่ถูกถอดแยกชิ้นส่วนออกมาอย่างละเอียด
ั์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของทหารหนุ่มจดจ่ออยู่กับชิ้นส่วนโลหะตรงหน้ามือหนาที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธและมีดพกมาทั้งชีวิตกำลังหยิบแปรงขนทองเหลืองขนาดเล็กจุ่มลงในน้ำมันล้างปืนแล้วบรรจงขัดถูคราบเขม่าดินปืนที่เกาะอยู่ตามเกลียวลำกล้องและสไลด์ปืนอย่างใจเย็นและทะนุถนอมเขากระทำทุกขั้นตอนด้วยความเชี่ยวชาญราวกับมันเป็อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายเมื่อขัดคราบสกปรกออกจนหมด เขาก็หยดน้ำมันหล่อลื่นลงบนจุดเสียดสีเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มก่อนจะเริ่มประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดกลับเข้าที่เดิมอย่างคล่องแคล่ว
ทุกการเคลื่อนไหวของธีร์นั้นราบเรียบ นิ่งสงบ และปราศจากการแสดงอารมณ์ใดๆออกมาทางสีหน้า ทว่าภายใต้ความเงียบงันนั้นสองเพื่อนร่วมห้องของเขาที่กำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่กลับััได้ถึงคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวขึ้น
แซม สไนเปอร์หนุ่มผมบลอนด์ชาวอเมริกันยืนพิงล็อกเกอร์เหล็กพลางกอดอกมองเพื่อนรักด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ ในขณะที่ โลแกนกัปตันทีมบุกจอมบ้าระห่ำชาวแคนาดา นั่งห้อยขาอยู่บนเตียงชั้นสองฝั่งตรงข้ามั์ตาดุดันของเขาจ้องมองการกระทำของธีร์ไม่วางตา
"สรุปก็คือ...นายจะไม่กลับไปสินะ?" แซมเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาเป็คนแรกน้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความขี้เล่นหรือกวนประสาทเหมือนทุกครั้งแต่มันแฝงไปด้วยความจริงจังที่หาได้ยาก
ธีร์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น ชายหนุ่มทำเพียงแค่เหลือบตาขึ้นมองเพื่อนซี้แวบหนึ่งก่อนจะก้มลงไปจัดการประกบสไลด์ปืนเข้ากับโครงล่างแล้วดันสลักคันค้างสไลด์เข้าที่จนดังกริ๊ก การไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธของธีร์คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดในแบบฉบับของคนพูดไม่เก่ง
โลแกนที่นั่งอยู่้าแค่นยิ้มมุมปากออกมาอย่างพึงพอใจกัปตันทีมบุกะโตุ้บลงมาจากเตียงชั้นสอง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนพื้นปูนอย่างมั่นคงก่อนจะเอ่ยสนับสนุนการตัดสินใจของเพื่อนร่วมรบ
"แบบนี้แหละดีแล้ว ธีร์"โลแกนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งในสายอาชีพ"า... คือที่ของพวกเรา! สนามรบ ควันปืน และกลิ่นคาวเืต่างหากคือบ้านที่แท้จริงของหมาป่าอย่างพวกเรา การดันทุรังไปอยู่ที่อื่นไปสวมสูทผูกไทด์อยู่ในห้องแอร์ หรือไปบริหารบริษัทบ้าบออะไรนั่น... มันก็เหมือนกับการไปอยู่ในที่ที่แปลกประหลาดมันไม่เหมาะกับสัญชาตญาณดิบเถื่อนของเราหรอก"
ทว่าคำพูดปลุกใจของโลแกนกลับทำให้สไนเปอร์ผู้เยือกเย็นอย่างแซมต้องขมวดคิ้วมุ่นแซมดันแผ่นหลังออกจากตู้ล็อกเกอร์ก่อนจะสวนกลับคำพูดนั้นด้วยอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
"หยุดพ่นตรรกะวิบัติของนายสักทีเถอะ โลแกน" แซมเอ่ยเสียงแข็ง ั์ตาสีฟ้าจ้องมองกัปตันทีมบุกอย่างไม่ลดละ "ามันไม่ควรจะเป็ 'ที่'ของใคร หรือเป็ 'บ้าน'ของใครทั้งนั้นแหละ! นายบ้าไปแล้วหรือไง?นายคิดจะเอาลูกตะกั่วขนาด 5.56 มิลลิเมตรเจาะหัวคนอื่นไปเรื่อยๆ กินนอนอยู่กับซากศพและความตายไปจนกว่าจะแก่ตายหรือไงวะ?!"
โลแกนหันขวับมาเผชิญหน้ากับสไนเปอร์หนุ่มแววตาของชาวแคนาดาวาวโรจน์ไปด้วยความกระหายเืและความดิบเถื่อนเขาสาวเท้าเข้าไปหาแซมหนึ่งก้าวพร้อมกับสวนกลับด้วยความจริงอันโหดร้ายของโลกใต้ดิน
"ก็ถ้าพวกเราไม่เอาลูกตะกั่วไปเจาะหัวคนอื่น... มันก็ต้องจบชีวิตลงด้วยการถูกคนอื่นเอาลูกตะกั่วมาเจาะหัวพวกเราเหมือนกันนั่นแหละ!" โลแกนกระแทกเสียงตอบอย่างเกรี้ยวกราด "มันคือกฎของธรรมชาติโว้ย! ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนที่แข็งแกร่งกว่าและฆ่าได้เร็วกว่าเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์รอดชีวิต!"
"แต่นั่นมันสำหรับคนที่ไม่มีทางเลือกเว้ย!" แซมเถียงกลับทันควัน เขาชี้มือไปทางธีร์ที่ยังคงนั่งเช็ดปืนอยู่เงียบๆราวกับพายุที่กำลังปะทะคารมกันนั้นไม่เกี่ยวกับตน "แต่ไอ้ธีร์มันไม่ใช่แบบนั้น! ตอนนี้มันมีทางเลือกแล้วมันมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ มีครอบครัว มีเงินทองมีผู้หญิงที่สวยระดับโลกพร้อมจะดูแลมัน มันมีโอกาสที่จะได้หลุดพ้นจากขุมนรกนี้!"
โลแกนหัวเราะหยันในลำคอ รอยยิ้มของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความสมเพช "หึ...ชีวิตแบบไหนล่ะ ที่นายเรียกว่า 'ชีวิตที่ดีกว่า'? การตื่นเช้ามานั่งจิบกาแฟ ดูข่าวหุ้น แล้วก็ไปตีกลอ์ฟงั้นเหรอ? ไร้สาระสิ้นดี!"
กัปตันทีมบุกชี้นิ้วเข้าหาตัวเองและกราดไปยังเพื่อนร่วมห้อง "เราคือทหาร! พวกเราคือสุดยอดเครื่องจักรสังหารที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายล้าง! ถ้าไม่รบ... ถ้าไม่ฆ่า... แล้วเราจะเป็อะไรวะ? พวกเรามันก็แค่ไอ้พวกขี้แพ้ที่ไร้ค่าในสังคมปกติเท่านั้นแหละ!"
"ทหาร...มันก็คืองานเว้ย โลแกน" แซมลดระดับเสียงลง แต่กลับหนักแน่นและแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง "มันคืออาชีพที่เราทำเพื่อแลกเงินไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของชีวิต... และถ้านายไม่ลองก้าวเท้าออกจากกะลาใบนี้แล้วออกไปดูโลกภายนอก นายจะรู้ได้ยังไงวะว่าชีวิตมันมีอะไรให้ทำมากกว่าการส่องหัวคนอื่นผ่านสโคปปืน?"
สิ้นประโยคนั้น บรรยากาศภายในห้องก็ตึงเครียดขึ้นมาจนถึงขีดสุดโลแกนและแซมยืนจ้องหน้ากันเขม็งรังสีอำมหิตและความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของสองยอดฝีมือปะทะกันอย่างรุนแรงราวกับสายฟ้าที่ฟาดฟันกันกลางอากาศไม่มีใครยอมลดละหรือก้าวถอยหลังให้กันแม้แต่ก้าวเดียว
ท่ามกลางาประสาทของสองเพื่อนรัก...
แชะ!
เสียงดึงคันรั้งปืนพกและปล่อยสไลด์กระแทกกลับเข้าที่ดังขึ้นอย่างเฉียบขาดดึงความสนใจของทั้งคู่ให้หันกลับไปมองที่เตียงชั้นล่าง
ธีร์ทำการประกอบปืนพกเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งขยับคันบังคับการยิงเพื่อ 'ขึ้นเซฟ'ระบบนิรภัยของปืนดังกริ๊ก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจัดการเสียบปืนพกกระบอกนั้นกลับเข้าซองโฮลสเตอร์พลาสติกแข็งที่ต้นขาอย่างทะมัดทะแมงและคุ้นชิน
ชายหนุ่มผู้เป็ศูนย์กลางของความขัดแย้งทั้งหมด ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆออกมาเพื่อห้ามทัพ หรือแสดงความคิดเห็นเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเขาทำเพียงแค่ปัดฝุ่นออกจากเสื้อกล้ามกวาดสายตาเรียบเฉยสบตากับเพื่อนร่วมรบทั้งสองคนเพียงแวบเดียว...
ก่อนที่ธีร์จะหมุนตัวก้าวเท้าเดินออกจากห้องพักที่คุกรุ่นไปด้วยแรงกดดันนั้นไปอย่างเงียบเชียบปล่อยให้เพื่อนรักทั้งสองคนยืนจมอยู่กับความขัดแย้งของพวกเขากันต่อไป
เมื่อธีร์ก้าวเท้าเดินหลบฉากออกมาจากความอึดอัดและรังสีอำมหิตของสองเพื่อนรักในห้องพักชายหนุ่มก็ทอดน่องเดินไปตามทางเดินคอนกรีตที่ทอดยาวออกสู่ภายนอกอาคารลมหนาวเยือกเย็นของทะเลทรายในยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้าคมคายกลิ่นของฝุ่นทรายแห้งแล้งผสมปนเปไปกับกลิ่นน้ำมันเครื่องและไอกระแสไฟจากเครื่องปั่นไฟขนาดมหึมาที่หล่อเลี้ยงฐานทัพแห่งนี้เอาไว้
ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของธีร์กวาดมองไปรอบอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักงานใหญ่วูลฟ์แฟง(WolfFang) สาขาตะวันออกกลาง แม้ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปนานแล้วแต่สถานที่แห่งนี้กลับสว่างไสวด้วยสปอตไลท์กำลังสูงที่สาดส่องไปทั่วทุกมุมภาพวิถีชีวิตแห่งสมรภูมิรบดำเนินไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยผ่านสายตาของเขา
รถจี๊ปฮัมวี่หุ้มเกราะติดปืนกลหนักบนหลังคากำลังแล่นตระเวนตรวจตราไปตามแนวยุทธศาสตร์อย่างเข้มงวดทหารยามในชุดพรางทะเลทรายยืนถือปืนไรเฟิลจู่โจมรักษาการณ์อยู่ตามป้อมและหอคอยด้วยท่าทีขึงขังไกลออกไปที่ลานจอดอากาศยาน เครื่องบินลำเลียงพลทางยุทธวิธีขนาดใหญ่กำลังติดเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มรอรับกำลังพลในขณะที่รถบรรทุกกำลังลำเลียงรถถังเกราะหนักเข้าสู่ใต้ท้องเครื่องบินรบเพื่อเตรียมส่งไปยังพื้นที่ขัดแย้งแห่งใหม่
ทั้งหมดนี้คือโลกของเขาโลกแห่งการทำลายล้างที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีทางการทหารระดับสูงที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่ากองทัพมหาอำนาจ
ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าลงที่ริมลานคอนกรีตกว้างสองมือสอดล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงลายพรางั์ตาสีเข้มเหม่อมองไปยังแสงไฟเตือนบนหอควบคุมการบิน
ในหัวของยอดฝีมือหน่วยทะลวงฟันกำลังประมวลผลถึงข้อเสนออันบ้าบอที่เขาเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนความเป็จริงแล้ว...เขาไม่มีความสนใจหรือแรงจูงใจใดๆเลยแม้แต่น้อยที่จะหันหลังให้กับวูลฟ์แฟงแล้วกลับไปประเทศกบดานกับปู่ของเขา
สำหรับคนที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพียงลำพังั้แ่เด็กต้องคุ้ยขยะหาเศษอาหารประทังชีวิตและต้องปลอมอายุเข้าสู่สมรภูมินรกั้แ่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คำว่าครอบครัวสายเื หรือมรดกหมื่นล้าน มันเป็เพียงแค่นามธรรมที่จับต้องไม่ได้เขาไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำว่าชายชราที่อ้างว่าเป็ปู่นั้นมีนิสัยใจคออย่างไรเป็คนแบบไหน แล้วยังมีผู้หญิงแปลกหน้าที่ถูกประทับตราว่าเป็ 'คู่หมั้น' ของเขาอีก
เมื่อนึกถึงใบหน้าของเพียงฟ้า ธีร์ก็ยอมรับกับตัวเองอย่างซื่อตรงว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ผู้หญิงที่สวยสะกดสายตาอย่างร้ายกาจรูปลักษณ์ของเธอสง่างามดุจนางพญา และเพียงแค่ได้สบตาหรือสังเกตจากท่าทางการแสดงออกเขาก็มั่นใจและััได้ทันทีว่าเธอคนนี้เป็คนที่มีความเด็ดขาด จริงจังและพร้อมจะทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายของตนเองอย่างเต็มที่
แต่ถึงกระนั้น...ความสวยงามหรือความมุ่งมั่นของเธอก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสั่นคลอนเขายังคงมองไม่เห็น 'เหตุผล' หรือน้ำหนักที่มากพอจะทำให้เขาต้องทิ้งอาวุธและละทิ้งโลกที่เขารู้จักไปสรุปก็คือ เขาไม่เคยคิดที่จะกลับไปเลยแม้แต่น้อยเขาไม่สนใจว่าคนพวกนั้นจะร่ำรวยล้นฟ้า มีอำนาจยิ่งใหญ่มาจากไหนหรือเป็เ้าของธุรกิจระดับประเทศอะไร
ทว่า...ในขณะที่เขากำลังยืนยันความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวของตนเองอยู่นั้นเองคำพูดทิ้งท้ายของผู้บัญชาการสาวชาวรัสเซียกลับผุดขึ้นมาดังก้องอยู่ในโสตประสาทราวกับเครื่องบันทึกเสียงที่ถูกเปิดซ้ำ
'า... ไม่ควรจะเป็บ้านของใครทั้งนั้นแหละ ธีร์'
ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจอุ่นๆถูกพ่นออกมาเป็เสียงถอดถอนใจอย่างเหนื่อยล้าคำพูดของอีวาน่ามันกรีดลึกลงไปในรอยแยกของกำแพงน้ำแข็งในหัวใจมันสะกิดให้เขาต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าแท้จริงแล้วสถานที่ที่เต็มไปด้วยเขม่าปืนและเสียงกรีดร้องนี้... คือ 'บ้าน' ที่เขาอยากจะฝากฝังชีวิตไปจนลมหายใจสุดท้ายจริงๆอย่างนั้นหรือ?
"เฮ้ย ธีร์!"
เสียงะโเรียกที่คุ้นเคยดังแหวกอากาศมาจากทางด้านหลังทำลายห้วงภวังค์ความคิดของชายหนุ่มลงจนหมดสิ้น
ธีร์หันขวับไปมองตามสัญชาตญาณระวังภัย ก่อนจะพบว่าเป็ร่างสูงใหญ่ของ แซมสไนเปอร์หนุ่มผมบลอนด์ชาวอเมริกันที่กำลังวิ่งเหยาะๆ ตามเขามา
"จะไปไหนวะเพื่อน?"แซมเอ่ยถามพลางหอบหายใจเล็กน้อยเมื่อวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าของแนวหน้าทะลวงฟันชายหนุ่มชาวอเมริกันกวาดสายตาสีฟ้ามองสำรวจใบหน้าที่เรียบเฉยของเพื่อนรักก่อนจะยิงคำถามที่แทงใจดำอย่างตรงไปตรงมา
"ว่าไง...นายตัดสินใจได้หรือยัง?" แซมเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "ตกลงจะยอมทิ้งกระดูกอยู่ที่นี่ต่อ... หรือจะเก็บกระเป๋ากลับไปสวมสูทแล้วก็แต่งงานเข้าหอกับเ้าสาวแสนสวยคนนั้นวะ?"
ธีร์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ั์ตาสีเข้มของเขาหลุบต่ำลงมองปลายรองเท้าบูททหารที่เปื้อนฝุ่นทรายชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำตอบรับหรือปฏิเสธออกมาในทันที เขาทำเพียงแค่ส่ายหน้าไปมาเบาๆเล็กน้อย เป็การแสดงออกถึงความสับสนที่ปกปิดเอาไว้ไม่มิด
แซมมองท่าทีของเพื่อนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานสไนเปอร์ผู้มีสายตาเฉียบแหลมย่อมมองทะลุกำแพงความเ็านั้นได้ไม่ยาก
"อะไรที่ทำให้นายลังเลวะ ธีร์?" แซมถามด้วยน้ำเสียงจริงจังและเป็ห่วงเพื่อนจากใจจริง"ปกติถ้าเป็เื่ที่นายไม่อยากทำนายคงเดินไปบอกปัดแล้วก็ปิดประตูใส่หน้าพวกเขาไปแล้ว... แต่นี่นายกำลังคิดหนัก"
ธีร์ทอดสายตามองความเวิ้งว้างของทะเลทรายยามค่ำคืนก่อนจะยอมเปิดปากตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาและแหบพร่า
"ไม่รู้สิ..."ธีร์ยอมรับออกมาตามตรงเป็ครั้งแรก "ฉันก็แค่... ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำไมที่ประเทศไทยในตอนนี้...มันไม่มีอะไรให้น่าจดจำสำหรับฉันเลยสักนิด"
ภาพจำในอดีตของเขาที่เมืองไทยมีแต่ความมืดมน พ่อที่เสียไปั้แ่เขายังเด็กแม่ที่ทิ้งเขาไปเสพสุขกับสามีใหม่ปล่อยให้เขาต้องอดมื้อกินมื้อและถูกรังแกข้างถนนจนต้องปลอมเอกสารราชการหนีตายเข้ากองทัพทุกตารางนิ้วบนแผ่นดินเกิดนั้นเต็มไปด้วยความเ็ปและการดิ้นรนที่เขาไม่อยากจะหวนกลับไปนึกถึง
แซมยืนมองเพื่อนสนิทที่กำลังจมดิ่งอยู่กับอดีตอันขมขื่นชายหนุ่มชาวอเมริกันระบายยิ้มบางๆ ออกมา มันไม่ใช่รอยยิ้มขี้เล่นอย่างที่เคยเป็แต่เป็รอยยิ้มของคนที่เข้าใจความรู้สึกนั้นดีกว่าใคร
"ถ้างั้น...เดินไปคุยไปดีกว่าไหม? ป่ะเพื่อน"แซมเอ่ยชวนพร้อมกับยกมือขึ้นตบไหล่หนาของธีร์เบาๆ สองทีเป็การให้กำลังใจ
สไนเปอร์หนุ่มออกเดินนำไปตามขอบลานคอนกรีต ธีร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินตามเพื่อนรักไปอย่างเงียบๆ
เมื่อเริ่มเดินตีคู่กันไปได้สักระยะ แซมก็ล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงแหงนหน้ามองดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้าอันมืดมิดก่อนจะเริ่มเปิดฉากเล่าเื่ราวที่เขาไม่เคยปริปากบอกใครมาก่อน
"นายรู้ไหมธีร์...ฉันน่ะ เกิดและโตมาในครอบครัวที่อเมริกาแต่มันก็ไม่ได้เป็ครอบครัวที่ดีงามอะไรอย่างในหนังฮอลลีวูดหรอกนะ..." แซมแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความสมเพชตัวเอง "เรียกว่า 'โคตรแย่' เลยจะดีกว่าฉันมีพ่อเป็ไอ้ขี้เมาหยำเปที่เมาเมื่อไหร่เป็ต้องอาละวาดทุบตีทำลายข้าวของทุกทีส่วนแม่...เธอก็อ่อนแอและไม่เคยปกป้องอะไรฉันได้เลย จนสุดท้ายวันหนึ่งเธอก็ทนรับสภาพไม่ไหวแล้วก็หนีหายตัวไปปล่อยให้ฉันต้องกลายมารองรับอารมณ์และตกเป็ทาสรองมือรองตีนของไอ้พ่อเวรนั่นแทน"
ธีร์หันมามองเสี้ยวหน้าของแซมด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าภายใต้รอยยิ้มร่าเริง พูดเก่งและนิสัยเ้าชู้ชอบแจกขนมจีบไปทั่วนั้น แซมจะซ่อนาแที่ลึกบาดใจขนาดนี้เอาไว้
"สุดท้ายฉันก็ทนให้มันกระทืบต่อไปไม่ไหว... ฉันเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้านมา" แซมเล่าต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังเล่าเื่ของคนอื่น "รู้ไหม... ตอนที่ฉันหนีออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนน่ะแม่งโคตรจะแย่เลยว่ะ ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนหาของกินตามถังขยะเคยขโมยของเขาประทังชีวิตไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ต้องปีนขึ้นบ้านคนอื่นเพื่อหาที่ซุกหัวนอนจนถูกเ้าของบ้านจับได้แล้วก็โดนรุมกระทืบปางตาย แล้วก็ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนหนีตำรวจอีกไม่รู้ตั้งกี่หน"
แซมหยุดเดินและหันมาสบตากับธีร์ตรงๆั์ตาสีฟ้าของเขาสะท้อนความจริงจังและเ็ปในอดีต
"ที่ฉันจะบอกก็คือ...ที่อเมริกาน่ะ มันแทบจะไม่มี 'ความทรงจำดีๆ' อะไรหลงเหลือให้ฉันเลยเหมือนกัน" แซมสรุปความเชื่อมโยงระหว่างตัวเขากับธีร์ "แต่รู้ไหม...ถึงอดีตมันจะห่วยแตกบัดซบแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุด ที่นั่น... มันก็เป็ที่ที่ฉันสามารถหลับตาลงได้อย่างสบายใจมากกว่าที่นี่"
แซมกางแขนออกหมุนตัวชี้ไปรอบๆ ฐานทัพวูลฟ์แฟง "เอ่อ...ฉันหมายถึงว่า การอยู่ที่นั่นมันไม่ต้องมาคอยนอนหวาดระแวงว่าจะมีะเิลูกไหนตกลงมาใส่หัวเมื่อไหร่เนี่ยสิวะ!"
"ที่นี่ก็ไม่ต้องระแวงเื่ะเิลงหัวหรอก" ธีร์เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์คนยึดติดกับข้อมูลและตรรกะทางการทหาร"ฐานทัพเรามีระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าและมีระบบปืนกลต่อสู้อากาศยาน (C-RAM) คอยสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศอยู่นะ"
คำพูดที่ขัดจังหวะซึ้งด้วยข้อมูลทางยุทธวิธีนั้นทำเอาแซมถึงกับชะงักไปชั่วครู่ก่อนที่สไนเปอร์หนุ่มจะกลอกตามองบนแล้วตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่
"โอ๊ย!ไอบ้า! กูรู้เว้ยไอ้คุณร้อยโทหัวกะทิ!" แซมโวยวายขึ้นมาทันที "กูเปรียบเปรยเว้ย!กูหมายถึงว่า... การใช้ชีวิตเป็คนธรรมดาน่ะ มันไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงว่าจะถูกศัตรูบุกโจมตีหรือต้องถูกปลุกขึ้นมากลางดึกเพราะมีคำสั่งภารกิจด่วนให้ไปเสี่ยงตายเหมือนที่นี่ต่างหากเล่า!"
แซมถอนหายใจยาว ก่อนจะปรับโหมดกลับมาจริงจังอีกครั้งชายหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดตัวเพื่อนรักแล้วตบไหล่ธีร์อย่างหนักแน่น
"ฟังนะเพื่อน...ที่ฉันพูดมาทั้งหมดเนี่ยไม่ได้หมายความว่าฉันเกลียดหรือไม่ชอบที่นี่นะ ฉันชอบวูลฟ์แฟง... แต่ฉันชอบมันในฐานะของ 'งาน'เท่านั้น" แซมย้ำคำว่างานอย่างชัดเจน"ฉันอาจจะเคยมองว่าวูลฟ์แฟงเป็เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่ให้ข้าวให้น้ำและให้อาวุธฉันแต่มันก็ไม่ได้เป็บ้านที่ฉันตั้งใจจะฝากผีฝากไข้หรือเอาชีวิตมาทิ้งไว้อย่างถาวรหรอกนะ"
สไนเปอร์ยอดฝีมือจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มที่กำลังสับสนของธีร์ก่อนจะเอ่ยประโยคที่เปรียบเสมือนการไขกุญแจปลดล็อกโซ่ตรวนในใจของเพื่อน
"และเพราะแบบนั้น...ฉันถึงมองว่านายก็ไม่ควรจะยึดติดและมองว่าที่นี่คือบ้านที่จะต้องอยู่ไปตลอดชีวิตอย่างถาวรเหมือนกัน" แซมสั่งสอนด้วยความหวังดีจากก้นบึ้งของหัวใจ "นายจะมองว่ามันคือ 'งาน'ก็ได้นะเว้ย ฉันว่ามันก็โอเค มันเป็งานที่เงินดีมากๆได้ใช้ทักษะความสามารถของนายอย่างเต็มที่และคุ้มค่า... แต่นายต้องแยกให้ออกนะธีร์ ว่ามันคือ 'งาน'... ไม่ใช่ 'บ้าน'"