บทที่ 29 แค่แสดง ใครจะทำไม่เป็
เธอเห็นว่าเฉียวเหลียนเฉิงที่กำลังเดินเข้ามา ถือกล่องอาหารกลางวันมาด้วย
“เหลืออาหารในโรงอาหารอยู่นิดหน่อย คุณกินก่อนก็ได้”
เฉียวเหลียนเฉิงวางกล่องอาหารกลางวันไว้ตรงหน้าเธอทั้ง ๆ ที่พูดด้วยเสียงเ็า และก็จากไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย!
เจียงหว่านไม่คิดว่าเขาที่ออกไปด้วยความโกรธขนาดนั้น จะไปเอาอาหารมาให้เธอ
เมื่อมองดูกล่องอาหาร ก็เห็นว่าในนั้นมีซุปผักและหมั่นโถวข้าวโพดอยู่
ตอนนี้เธอหิวมาก จึงหยิบมันขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วกัดเข้าไปคำโตด้วยความโกรธ
เธอเคี้ยวแรง ๆ ราวกับว่าสิ่งที่เธอเคี้ยวอยู่ไม่ใช่หมั่นโถวข้าวโพด แต่เป็เจียงเสวี่ยกับเฉียวเหลียนเฉิง
พอมีของกินตกถึงท้อง เจียงหว่านก็รู้สึกดีขึ้น ขณะที่กำลังถอนวัชพืช เธอก็กำลังคิดหาวิธียืมเงินเฉียวเหลียนเฉิงไปพลาง ๆ
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากหาเงินเอง แต่ปัญหาคือไม่มีโอกาสให้ทำเนี่ยสิ
รอบ ๆ นี้ไม่มีูเา ทั้งบริเวณล้วนแต่เป็พื้นที่ราบทั้งนั้น
แต่ละครัวเรือนทำนาในที่ดินของตนเองและห่างไกลจากตัวเมือง ต้องใช้เวลาถึง
สี่ชั่วโมง เดินทางไปกลับตัวเมืองโดยรถประจำทาง
หลังจากคิดเื่นี้แล้ว ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจว่าจะต้องลองยืมเงินดูก่อน
ว่ากันว่า สิ่งที่จำกันการเติบโตของคนที่มั่งคั่งไม่ใช่การลงทุนหรือกลยุทธ์ แต่เป็เงินทุนก้อนแรก!
เย็นวันนั้น เจียงหว่านกลับถึงบ้าน เฉียวเหลียนเฉิงก็สั่งอาหารเย็นกลับมาแล้ว
และเขายังซื้อชามมาอีกสามชามด้วย
เมื่อเห็นว่าพ่อกลับมา ผิงอันก็ยอมไม่ไปหาเจียงเสวี่ยอย่างเชื่อฟัง หยิบสมุดบันทึกที่ไม่ได้แตะมาหลายวันขึ้นมาขีดเขียนเล่น
แต่พอเจียงหว่านกลับมา ดวงตาของเฉียวเหลียนเฉิงก็เ็าจนแทบกลายเป็น้ำแข็ง
เขาพูดขึ้นอย่างเฉยเมย "ครั้งต่อไปที่คุณโกรธ อย่าระบายกับชาม ถ้าไม่มีที่ระบาย ก็ตีผมก็ได้ แต่อย่าทำลายข้าวของ!"
เจียงหว่านแค่นเสียงตอบเบา ๆ
"ฉันทำแตกแค่ชามเดียว อีกสองชามฉันไม่รู้เื่!"
เมื่อพูดถึงเื่นี้ เดิมทีเธอเคยคิดจะไปหาหลัวิ่เพื่อทวงเงิน แต่ดันลืมไปเสียสนิท
ส่วนเฉียวเหลียนเฉิงขมวดคิ้วเขาอยากจะถามเพื่อความชัดเจน แต่เมื่อเห็นเจียงหว่านแสดงออกอย่างเ็าและเงียบขรึม เขาก็ไม่อยากถามอะไรอีก
แค่ชามสองใบ ช่างมันเถอะ!
แม้เขาจะใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ แต่ก็ไม่ใช่คนที่ใส่ใจกับทุกสิ่ง
ในคืนนั้น ทั้งบ้านเงียบงัน
บรรยากาศระหว่างเจียงหว่านและเฉียวเหลียนเฉิงก็กระอักระอ่วนมาก ทั้งคู่ต่างก็ไม่คิดจะเป็ฝ่ายพูดก่อน แต่ละคนต่างทำหน้าที่และยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเจียงหว่านลืมตา เฉียวเหลียนเฉิงก็ออกไปเสียแล้ว
แต่ไม่นาน อาหารเช้าก็มาถึง
เฉียวเหลียนเฉิงเหมือนจะรู้ว่าเจียงหว่านจะไม่คิดทำอาหาร เขาจึงมาส่งอาหารวันละสามมื้ออย่างตรงเวลา
วัน ๆ ผ่านไปเช่นนั้น จนกระทั้งวันที่สามที่เฉียวเหลียนเฉิงกลับมา
เจียงหว่านทนต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจเริ่มพูดก่อน
“ฉันมีเื่จะขอ!”
เฉียวเหลียนเฉิงมองดูเธออย่างเฉยเมย แต่ก็รอฟังคำพูดของหญิงสาว
เจียงหว่านกัดริมฝีปากคล้ายลังเล แต่ก็ตัดสินใจพูดว่า "ให้ฉันยืมเงินหน่อยได้ไหม?"
เฉียวเหลียนเฉิงขมวดคิ้ว ก่อนแววตาจะฉายแววผิดหวัง "คุณจะยืมเท่าไหร่?"
เจียงหว่านไม่รู้ว่าหัวหมูกับตีนเป็ดราคาเท่าไหร่ แต่สิ่งสำคัญคือต้องซื้อเครื่องปรุงรสสำหรับตุ๋นซึ่งมันไม่มีในเมืองนี้ บางทีพวกเธออาจจะต้องไปหาซื้อในเมืองหลวง
เธอนับนิ้วอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "ยี่สิบหยวน!"
เฉียวเหลียนเฉิงมองดูเธออย่างเฉยเมย พลางถามแปลก ๆ "พอเหรอ?"
เจียงหว่านไม่รับรู้ถึงการดูถูกเหยียดหยามของเขา เธอเพียงจดจ่อกับสิ่งที่คิดและตอบกลับอย่างจริงจัง
"ถ้านายสะดวก งั้นห้าสิบก็ได้!"
เฉียวเหลียนเฉิงรู้สึกประหลาดใจ ใครที่ได้ยินคงสามารถบอกได้ว่าคำพูดเมื่อครู่นี้เป็การประชด
แต่เธอจริงจังกับเื่นี้มาก ทั้งยังทำตัวเป็สิงโตอ้าปากทีก็ขอรับเงินห้าสิบหยวน
ยี่สิบหยวนยังไม่พองั้นเหรอ นั่นคือเงินเดือนของเขาเลยนะ
เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย "เจียงหว่าน คุณกำลังทดสอบความอดทนของผมอยู่เหรอ"
เจียงหว่านเงยหน้าขึ้นมองเขา จึงเห็นว่าดวงตาของอีกฝ่ายมีแต่ความเ็า
ตอนนี้เธอเข้าใจความหมายของเขาแล้ว
เธอเงียบ ก่อนจะถามด้วยความหวังอันริบหรี่ "ถ้าฉันบอกว่าฉัน้ายืมเงินเพราะฉันอยากทำงานเพื่อหาเงิน นายจะเชื่อฉันไหม?"
……
เฉียวเหลียนเฉิงหรี่ตาพูดอย่างดูถูกเหยียดหยาม
“ถ้าคุณเป็ผม คุณจะเชื่อไหม?”
เจียงหว่านจ้องมองเขาเป็เวลานาน จากนั้นก็พยักหน้า "ฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน"
ทั้งหมดนี้เป็ความผิดของเ้าของร่างเดิม มันไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูด!
ทว่าคำตอบนี้กลับทำให้เฉียวเหลียนเฉิงประหลาดใจ
ผิงอันที่อยู่ด้านข้างพูดอย่างเ็า "พ่ออย่าเชื่อเธอนะ เธอจะเล่นการพนันอีกแน่นอน!"
“วันนั้นในเมือง เธอร่วมมือกับคนของโรงพนันเพื่อหาวิธีโกงเงินพ่อ!”
เมื่อได้ยินอย่างนี้ เจียงหว่านก็แทบจะกระอักเืออกมาเต็มปาก
เธอเลิกคิ้วและถามอย่างเ็า "เธอรู้ได้ยังว่าฉันกำลังปรึกษาวิธีโกงเงินของพ่อเธอ เธอได้ยินงั้นเหรอ?"
ผิงอันเงียบไปทันที
ความจริงคือเขาเห็นเจียงหว่านพูดคุยกับคนพวกนั้น แต่ไม่ได้ยินว่าคุยกันเื่อะไร
เมื่อเห็นว่าเด็กชายเงียบไป เจียงหว่านก็ยิ้มเยาะ "ฉันเข้าใจแล้ว เธอไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันพูด แต่เจียงเสวี่ยบอกมาสินะ!"
ผิงอันพูดเสียงแข็ง "เพราะน้าเจียงเสวี่ยมองเห็นเจตนาชั่วร้ายของเธอไง!"
“ไม่อย่างนั้นพวกเราทุกคนคงจะถูกเธอหลอก!”
เจียงหว่านแค่นหัวเราะ ไม่อยากพูดเื่ไร้สาระกับเด็กนี่อีกต่อไป
เธอมองเฉียวเหลียนเฉิงอีกครั้ง "นายไม่อยากให้ยืมสินะ!"
เฉียวเหลียนเฉิงยังเงียบ แต่สายตาเ็านั่นได้ให้คำตอบกับเธอแล้ว
เจียงหว่านรู้สึกปวดแปลบที่ใจขึ้นมาครู่หนึ่ง เธอหายใจเข้าลึก ๆ กัดริมฝีปากแล้วพูดว่า
“นายบอกว่าจะให้ค่าหย่าร้างกับฉันไม่ใช่เหรอ?”
"ฉัน้ามันเดี๋ยวนี้!"
เฉียวเหลียนเฉิงผงะเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าเจียงหว่านจะกล้าขอเงินค่าหย่าร้าง
เมื่อมองดูใบหน้าอ้วน ๆ ตรงหน้า เฉียวเหลียนเฉิงรู้สึกผิดหวังอย่างมาก
“คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าคุณไม่้าเงิน?”
เจียงหว่านพูดอย่างหัวเสีย "แต่ตอนนี้ฉัน้ามันแล้ว"
“ฉันจะเขียนสัญญา เราตกลงหย่ากันแล้ว ขอแค่ครั้งนี้นายให้ฉัน ถ้าเกิดต่อไปฉันขอเงินนายอีกครั้งก็ไปที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความได้เลย”
“นี่ถือเป็ค่าธรรมเนียมการหย่าร้าง!”
ตอนนี้อีกฝ่ายไม่ไว้ใจเธออีกต่อไปแล้ว มันจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพูดมากไปกว่านี้
เข้าเื่ไปเลยดีกว่า!
ในสายตาของพวกเขา เธอนิสัยเลวทรามย่ำแย่ถึงที่สุดแล้ว
แน่นอนว่าหากเธอสามารถคืนเงินให้โรงพนันได้สำเร็จ และทำงานหาเงินได้ เธอจะคืนเงินห้าสิบหยวนให้กับเฉียวเหลียนเฉิงทันที
แต่ตอนนี้เธอยังบอกว่าจะทำแบบนั้นไม่ได้
เพราะคงไม่มีใครเชื่อเธอ!
สุดท้าย เฉียวเหลียนเฉิงก็ไม่เห็นด้วยกับเจียงหว่าน เขามองว่าเธอกังวลมากจนเผลอใช้อารมณ์กับเขา
"ผมจะเก็บไปคิดก็แล้วกัน"
เจียงหว่านไม่สามารถกดดันอีกฝ่ายได้ แต่เธอก็เตรียมใจไว้แล้วว่าคงจะไม่ได้เงิน
ตกดึก เจียงหว่านล้มตัวลงนอนบนเตียง ก่อนพลิกตัวไปมา ไม่สามารถข่มตาหลับได้
ถ้ายืมเงินไม่ได้ จะทำยังไงดี?
ในเมืองมีงานไม่มากนัก และคงไม่มีใครอยากจ้างคนอ้วนอย่างเธอล้างจานในร้านอาหาร
เธอไม่รู้อะไรเลย หลังจากคิดเื่นี้แล้ว เธอก็คิดว่าสิ่งเดียวที่เธอทำได้คือการเขียนนิยาย
หากไม่ได้ผลจริง ๆ ก็เขียนนิยายกับเื่สั้นใน่หกเดือนที่เหลือ
เธอได้ยินมาว่าในยุคนี้มีนิตยสารวรรณกรรม นิตยสารทั้งหมดล้วนรับเื่สั้น ดังนั้นการหาเงินจึงรวดเร็ว
เธอคงต้องใช้ความสามารถในการเขียนนิยายออนไลน์เพื่อเขียนเื่สั้น ตราบใดที่มีปมน่าสนใจชวนให้ติดตามก็เพียงพอแล้ว รับรองว่ามันจะต้องได้รับความนิยมแน่นอน!
เพียงแต่อาจคืนเงินร้อยหยวนให้โรงพนันภายในหนึ่งเดือนไม่ทัน
ถ้าไม่ทันจริง ๆ แล้วยังไง หมูตายแล้วย่อมไม่กลัวน้ำร้อนลวก[1]* อย่างแย่ที่สุดคือโผล่ออกไปพ้นประตูลานบ้านไม่ได้!
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว เจียงหว่านก็หลับไป
สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ่ที่เธอพลิกตัวและนอนไม่หลับ เฉียวเหลียนเฉิงเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน
วันรุ่งขึ้น เฉียวเหลียนเฉิงตื่นแต่เช้าเพื่อไปฝึกซ้อมเหมือนทุกวัน
แม้ว่าเขาจะเป็หัวหน้ากองพันแล้ว แต่เขาก็มีการฝึกประจำวันมากมาย ทั้งยังเข้มงวดกว่าทหารธรรมดาเสียด้วยซ้ำ
หลังจากฝึก เขาก็เห็นเจียงเฉิงเดินมาจากอีกฝั่ง
[1] หมูตายแล้วย่อมไม่กลัวน้ำร้อนลวก หมายถึง ไม่มีอะไรจะเสีย