เฉินฮูหยินฝืนความเจ็บปวด ดึงชายเสื้อของเฉินจื่ออีในมุมที่ไม่มีใครมองเห็นเบา ๆ อีกฝ่ายเข้าใจได้ในทันที เพียงพริบตานางก็แสดงท่าทีเจ็บปวดออกมา
“ท่านพ่อ เช่นนั้นท่านก็ตีข้าด้วยเถอะเจ้าค่ะ เหมียวเหมี่ยวเป็นน้องสาวของข้า ลูกเองดูแลนางไม่ดีพอ...ท่านตีลูกด้วยเถอะเจ้าค่ะ...”
ยามสาวงามหลั่งน้ำตา มักจะทำให้ผู้คนสงสารได้เสมอ
โดยเฉพาะเวลานี้ นางยังคงสวมชุดแต่งงานอยู่ ความงามจึงราวกับบุปผาที่เหี่ยวเฉา ทำให้คนอยากจะเข้าไปปกป้องคุ้มครอง
“ฮือฮือ...จื่ออี เจ้าหลบไป นี่เป็นความผิดของแม่...”
“ไม่เจ้าค่ะ เป็นความผิดของลูก...ท่านพ่อ ท่านลงโทษลูกเถอะเจ้าค่ะ...”
“ไม่!” จู่ ๆ เฉินหยวนก็ยกมือขึ้นมาตบหน้าตัวเองอย่างแรง พลางเอ่ยอย่างสะอึกสะอื้น “ไม่ ไม่ใช่ ความจริงแล้วล้วนเป็นความผิดของข้า!”
“ไม่ เป็นความผิดข้าเอง...”
“เป็นความผิดของลูกเองเจ้าค่ะ...”
ภาพครอบครัวกอดกันร้องไห้ บรรยากาศน่าเวทนา จนทำให้คนที่ได้ยินได้เห็นพลอยเศร้าใจตามไปด้วย
หลังจากที่ทั้งสามร้องไห้อยู่สักพัก จู่ ๆ เฉินหยวนก็คุกเข่าลง โขกหัวลงกับพื้น และเอ่ยด้วยเสียงสะอื้น “องค์ชาย ผู้อาวุโส เรื่องของเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวในตอนนั้นเป็นเพราะลุงใหญ่อย่างข้าไม่ใส่ใจมากพอ บัดนี้ข้าจึงเสียใจอย่างมาก และรู้สึกผิดกับคำฝากฝังของน้องชาย
หลายปีมานี้ พวกเรารักเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวมาก ฟ้าดินเป็นพยานได้ ไม่ว่าจะที่กิน ที่อยู่ ฮูหยินของข้าเป็นคนจัดการด้วยตัวเองทั้งสิ้น พวกเราไม่มีทางรังแกเหมียวเหมี่ยวอย่างแน่นอน ความจริงแล้วไม่เพียงฮูหยินของข้าเท่านั้นที่ฝันถึงเหมียวเหมี่ยว ข้าเองก็ด้วย...เฮ้อ ฮูหยินของข้ามีเมตตาถึงเพียงนี้ นางไม่กล้าแม้แต่จะฆ่ามดสักตัว ข้าเชื่อว่าฮูหยินของข้าเองก็รักเหมียวเหมี่ยวมากเช่นกัน เพราะนางทั้งน่ารักและเป็นเด็กดี...เรื่องที่เกิดขึ้นต้องมีการเข้าใจผิดอย่างแน่นอน!
องค์ชายโปรดวางใจ กระหม่อมจะกลับไปตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง และจะหาคนร้ายที่ฆ่าเหมียวเหมี่ยวตัวจริง เพื่อแก้แค้นแทนเหมียวเหมี่ยวให้ได้พ่ะย่ะค่ะ ฟ้าดินโปรดเป็นพยาน หากกระหม่อมพูดโกหก ขอให้ฟ้าดินลงทัณฑ์ ชาตินี้ไม่ตายดี!
อีกอย่าง กระหม่อมจะตั้งป้ายวิญญาณเหมียวเหมี่ยวเอาไว้ที่โถงบรรพบุรุษ ใช้เลือดของกระหม่อมและคนตระกูลเฉินบูชานางทุกวันคืน พวกเราเป็นญาติและมีสายเลือดเดียวกันกับเหมียวเหมี่ยว ได้รับการบูชาเช่นนี้ ชาติหน้าเหมียวเหมี่ยวจะต้องสุขสมดังใจปรารถนาอย่างแน่นอน ขอองค์ชายและผู้อาวุโสให้ข้าได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ด้วยเถอะ!”
เมื่อเฉินหยวนคุกเข่าลง คนของตระกูลเฉินแห่งฟ่านเฉิงทั้งหมดต่างก็คุกเข่าตาม รวมทั้งเฉินจื่ออีที่อยู่ในชุดแต่งงานด้วย
“พวกเรายอมใช้เลือดบูชาป้ายวิญญาณของเฉินเหมียวเหมี่ยว เพื่อให้ดวงวิญญาณของนางสงบสุข”
“ขอองค์ชายและผู้อาวุโสให้ข้าได้สมหวังด้วย!”
“ขอองค์ชายและผู้อาวุโสให้ข้าได้สมหวังด้วย!”
เฉินเหวินไม่พอใจอย่างมาก จึงตะโกนออกมาพร้อมกับคนตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวราวกับคนเสียสติ
“เจ้าสุนัขเฉินหยวน เจ้ายังกล้าโกหกอีกงั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่พวกเจ้าเองที่เป็นคนทารุณเฉินเหมียวเหมี่ยว ตอนที่นางไปถึงตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวของเราก็ผ่ายผอมอย่างมาก เป็นพวกเราที่เลี้ยงดูนางจนสมบูรณ์ขึ้น จากนั้นเจ้าก็ส่งคนไปสังหารนาง เพื่อล้มงานแต่งของนาง!”
“พวกเจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหล!”
“พวกเจ้านั่นแหละ!”
“ข้าว่าเป็นเพราะพวกเจ้ารู้ว่าเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวมีสมบัติล้ำค่าติดตัว จึงได้ฆ่าปิดปากนางต่างหาก!”
“สามหาว! พวกเจ้าต่างหากที่เป็นฆาตกร ควรเป็นพวกเราต่างหากที่เป็นคนบูชาป้ายวิญญาณของเสี่ยวเหมียวเหมี่ยว ของเหล่านี้ก็ควรกลับมาเป็นของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวของเรา!”
“ไม่ เฉินเหมียวเหมี่ยวเป็นคนของตระกูลเฉินแห่งฟ่านเฉิง!”
“พวกเจ้าหุบปาก!”
“พวกเจ้าต่างหากที่ควรหุบปาก!”
งานวิวาห์ใหญ่โต กลายเป็นโรงละครอันอลหม่าน
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวอยากจะหัวเราะออกมา ไม่เคยเห็นใครหน้าไม่อายเพียงนี้มาก่อน
เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวตายไปแล้ว พวกเขายังจะไม่ให้ดวงวิญญาณของนางได้อยู่อย่างสงบสุขอีกอย่างนั้นหรือ?
เลือดของพวกเขางั้นหรือ?
ขออภัย สกปรกเช่นนี้เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวไม่ต้องการหรอก
สุดท้ายเป็นแม่ทัพเนี่ยที่แผ่ไอพลังออกมาตามคำสั่งของฉู่ชิงอวิ๋น ความวุ่นวายทั้งหมดจึงได้หยุดลง
สถานการณ์เพิ่งกลับมาสงบ คราวนี้ไม่รอฉู่ชิงอวิ๋นเอ่ยปาก เฉินเหมียวเหมี่ยวก็หัวเราะเสียงเย็นออกมา ก่อนจะเป็นฝ่ายก้าวไปข้างหน้า เสียงของนางเบามาก แต่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นกลับได้ยินอย่างชัดเจน
“เฉินหยวน เฉินฮูหยิน พวกเจ้าบอกว่ากลางคืนยังฝันถึงเฉินเหมียวเหมี่ยว พวกเจ้าฝันว่าอย่างไร นางมาทวงชีวิตพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
เฉินหยวนโมโหขึ้นมาทันที
“ผู้อาวุโส ท่านหมายความว่าอย่างไร พวกเราเป็นญาติของเสี่ยวเหมียวเหมี่ยว ฝันถึงนางย่อมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ท่านเอ่ยวาจาโหดร้ายเช่นนี้ ยากที่จะให้คนเชื่อว่าท่านไม่ได้มีจุดประสงค์แอบแฝง ท่านตั้งใจที่จะใส่ร้ายตระกูลเฉินของข้า เพื่อจะชิงโอสถและสมบัติของเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวไป ใช่หรือไม่?”
“ฮ่าฮ่า...” เฉินเหมียวเหมี่ยวหัวเราะออกมา ใช้นิ้วอันเรียวยาวชี้ไปที่หน้าของตัวเอง ก่อนจะแกว่งนิ้วไปมาตรงหน้าเฉินหยวน จากนั้นก็หันไปมองเฉินฮูหยิน “พวกเจ้าแน่ใจหรือ ว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวมาเข้าฝันของพวกเจ้า พวกเจ้ายังจำนางได้อีกอย่างนั้นหรือ?”
เฉินฮูหยินอึ้งงันในทันที พลางเอ่ยพึมพำ “อะไรนะ?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวฉีกยิ้มเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม “ท่านเฉิน เฉินฮูหยิน ข้าว่าพวกท่านลองพิจารณาใบหน้าข้าให้ดี ๆ สักหน่อยดีกว่าว่าเป็นเช่นไร”
พิจารณาใบหน้าของนาง?
เฉินหยวนและเฉินฮูหยินจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของเฉินเหมียวเหมี่ยว
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด...
พลันนั้นความคิดเหลวไหลเป็นอย่างมากก็ผุดขึ้นในหัวของพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ!
เพราะไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถเอาเด็กที่ร่างกายผอมแห้ง แคระแกร็น หน้าตาน่าเกลียด มาเทียบกับคนตรงหน้าได้
เฉินหยวนและภรรยาถึงกับลมหายใจสะดุด ไม่กล้าหายใจเข้าแม้แต่น้อย ก่อนจะได้ยินเฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยออกมาเสียงหวาน “ท่านเฉิน ท่านลืมไปแล้วหรือ ข้าเคยบอกว่าข้าเองก็คุ้นหน้าท่านเช่นกัน บางทีพวกเราคงจะมีวาสนาต่อกันจริง ๆ ท่านว่าจริงหรือไม่…ท่านลุงที่รักของข้า”
น้ำเสียงที่ไพเราะของหญิงสาวราวกับสายลมที่พัดมาในห้องโถง ทำให้ทั่วทั้งห้องพลันเงียบกริบลง แม้แต่เสียงหายใจก็ดูเหมือนจะเงียบหายไปด้วย
หญิงสาวยืดตัวตรงและยิ้มน้อย ๆ ให้กับทุกคน ใบหน้าที่อ่อนโยนของนาง แฝงความน่ารักและไร้เดียงสาเอาไว้บาง ๆ
นี่คือไอพลังบริสุทธิ์ที่ส่งถึงจิตวิญญาณ และไม่ใช่สิ่งที่สัตว์ประหลาดเฒ่าที่ปลอมตัวมาจะมีได้
คนตรงหน้าอ่อนเยาว์จริง ๆ อ่อนเยาว์เกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดเสียอีก!
ทุกคนเริ่มรู้สึกว่าหัวของตนเริ่มไม่ทำงานแล้ว...
สตรีผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นผู้อาวุโสหรือว่าเด็กน้อยกันแน่?
และเรื่องทั้งหมดนี้แท้จริงแล้วเป็นแผนการของนาง หรือว่า...
เฉินเหมียวเหมี่ยวแสร้งมองไม่เห็นความตื่นตระหนกของทุกคน นางค่อย ๆ ถลกแขนเสื้อของตัวเองขึ้น เผยลายเปลวไฟให้ทุกคนได้เห็น ก่อนจะหันไปมองอวี่ฟางเว่ยแล้วเอ่ย “ท่านอวี่ ท่านช่วยดูซิว่าลายบนโอสถนั่น กับลายบนข้อมือของข้าเหมือนกันหรือไม่”
อวี่ฟางเว่ยราวกับโง่งมในพริบตา “อะ...อะไรนะขอรับ?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเองก็ไม่เร่งเร้า เพียงแค่โบกมือไปมาแล้วพูดขึ้น “ลายบนโอสถนั่น ลายที่นักหลอมโอสถผู้นั้นทิ้งเอาไว้”
แขนของหญิงสาวเรียวยาว ขาวนวลราวกับหยกเนื้อดี ยิ่งทำให้ลายเปลวไฟนั้นชัดเจน และเปล่งประกายมากยิ่งขึ้น!
ราวกับว่ามันกำลังลุกโชน และแผ่ความร้อนออกมา
“เอ่อ...” อวี่ฟางเว่ยแม้จะมีอายุค่อนข้างมากแล้ว ก็ยังต้องเบนสายตาหนีด้วยความกระดากอาย
“เอ่อ...เช่นนั้นก็ต้องขอล่วงเกินแล้ว!”