ตอนที่ 13 ซอฟต์แวร์บริษัทไหนเจ๋งสุด
ตอนที่ 13 ซอฟต์แวร์บริษัทไหนเจ๋งสุด“พูดเรื่องสำคัญสิ”หวังเป่าหลงพูดกับหวังซินด้วยสีหน้าที่จริงจังหวังซินคิดสักครู่แล้วพูดว่า:“ในเรื่องบางเรื่องพวกเราก็ไม่สะดวกที่จะทำแต่จะไม่ทำก็ไม่ได้แต่แค่ว่าวิธีคิดของผมอันนี้ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ก็ดูว่าพ่อจะเต็มใจใช้รึป่าว”“แกพูดต่อสิ”“เรื่องที่ไม่ดีพวกนั้นพ่อสามารถหาคนที่หัวหมอหรือคนที่ขัดหูขัดตาพ่อไปทำได้ถ้าทำสำเร็จแล้วคุณงามความดีก็เป็นของพ่อแต่ถ้าทำไม่สำเร็จล่ะก็พวกเขาก็กลายเป็นแพะรับบาปไปถึงยังไงเอาให้ตัวเองรอดพ้นก็พอแล้ว”เมื่อได้ยินหวังซินพูดแบบนี้แล้วหวังเป่าหลงถึงกับพูดไม่ออกเขาสังเกตมองหวังซินหลายปีมานี้ยังไม่เคยได้จับเข่าคุยกับหวังซินแบบจริงๆจังๆเลยพอตอนนี้ได้ยินคำพูดพวกนี้ของลูกชายหวังเป่าหลงจึงรู้สึกว่าลูกชายของตัวเองมีแต่สมองที่เต็มไปด้วยความคิดที่ไม่ดีทั้งนั้นเรื่องที่ไม่ดีก็ให้คนอื่นไปทำส่วนตัวเองก็คอยเก็บผลประโยชน์นี่คือความคิดของเขางั้นเหรอ?เมื่อเห็นว่าพ่อเอาแต่มองเขาตลอดหวังซินจึงถามออกไปด้วยความสงสัยว่า:“ทำไมครับวิธีคิดนี้ใช้ไม่ได้งั้นเหรอครับ?”“แกจะให้ฉันไปแย่งคุณงามความดีของคนอื่นงั้นเหรอ?เรื่องแบบนี้ฉันทำไม่ลงหรอกนะ”เมื่อได้ยินที่หวังเป่าหลงตอบหวังซินจึงหมดคำพูดในที่สุดแต่สำหรับนิสัยของพ่อแล้วเขาเองก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างในเวลาพ่อจัดการเรื่องต่างๆก็จะมีหลักการเป็นของตัวเองและหวังซินเองก็ไม่สามารถเอาวิธีการจัดการปัญหาของเขาไปใช้กับพ่อได้เช่นกันนี่ดูไม่สมเหตุสมผลและทำแบบนี้ไม่ได้ด้วย“พ่อครับตอนนี้ดูเหมือนว่าปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดจะเกิดกับฝ่ายเบื้องหลังก็คือการจัดการวัสดุอุปกรณ์ของแผนกคลังสินค้าใช่ไหมครับ?”หลายวันก่อนเขาได้ยินหวังเป่าหลงพูดถึงปัญหาของแผนกคลังสินค้าในฝ่ายเบื้องหลังตอนนี้หวังซินจงใจถามเป็นพิเศษ“ใช่แล้วมีวัสดุอุปกรณ์หลายชิ้นที่หายไปอีกทั้งค่าซ่อมบำรุงวัสดุอุปกรณ์ประจำปีที่สูงถึงหลายแสนแต่ที่สำคัญก็คือวัสดุอุปกรณ์ที่เอาไปซ่อมบำรุงพวกนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา”เมื่อพูดถึงเรื่องนี้หวังเป่าหลงก็หัวเสียขึ้นมา“อันนี้ที่จริงแล้วสามารถหาคนที่ดูแลเรื่องนี้ตรงๆตั้งแต่แรกตอนนี้พอพ่อพึ่งเข้ามาจัดการในความเป็นจริงแล้วมันก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพ่อเลยต่อให้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์จะรับรู้เรื่องนี้แล้วก็เกรงว่าจะไม่สนใจอยู่ดีผมไม่เชื่อหรอกว่าผู้อำนวยการจะไม่รู้ว่าฝ่ายเบื้องหลังจะมีปัญหาในด้านนี้”ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปหมดหรอกไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ต้องมีแกะดำอยู่แล้ว“ผู้อำนวยการจะไปรู้อะไรล่ะเขาไม่ได้จัดการเรื่องอะไรเลยผู้อำนวยการไม่รู้อะไรสักอย่างหรอก”เมื่อได้ยินคำพูดของหวังซินหวังเป่าหลงก็ตอบกลับไปพร้อมส่ายหัวเบาๆในที่สุดหวังซินก็พูดไม่ออกนี่พ่อกำลังหลอกตัวเองอยู่สินะหากจะบอกว่าผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไม่รู้เรื่องในสถานีนั้นนี่ยิ่งจะไม่น่าเชื่อไปกันใหญ่แต่ว่าสิ่งที่พ่อจะทำตัวเขาเองก็ไม่มีทางหยุดยั้งได้ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่นักเรียนคนหนึ่งอีกทั้งในใจของพ่อนั้นการเรียนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดหวังเป่าหลงไม่รู้ว่าหวังซินกำลังคิดอะไรอยู่มองไปที่หวังซินแล้วพยักหน้าเบาๆหลังจากนั้นจึงพูดว่า:“ฉันไปทำงานละเรื่องการเรียนอย่าให้ถดถอยล่ะถ้าต้องซ้ำชั้นอีกแกเองขายหน้าฉันเองก็ขายหน้าเหมือนกัน”หวังเป่าหลงออกไปแล้วหวังซินจึงมองดูแผ่นหลังของหวังเป่าหลงที่จากไปด้วยความรู้สึกที่หมดหนทางเมื่อสักครู่ตัวเองก็ได้แหย่รังต่อไปแล้วพ่อก็อย่าได้ไปแหย่ฝ่ายเบื้องหลังที่สถานีโทรทัศน์นี้ล่ะ“พ่อครับรอก่อน”เขามองดูเงาของหวังเป่าหลงที่ค่อยๆไกลออกไปหวังซินก็ยังกลัวว่าพ่อจะไปทำเรื่องอะไรขึ้นมาอีกตอนนี้พ่อพึ่งจะถึงสถานีโทรทัศน์เขาเองก็ยังไม่มั่นคงถ้าทำตามหลักการของตัวเองไปโดยไม่คิดให้รอบคอบเสียก่อนก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายๆ“ยังมีเรื่องอะไรอีกเหรอ?”หวังเป่าหลงหันกลับมาจ้องหวังซินแล้วถามออกไปหลายวันมานี้ยิ่งพูดคุยกับหวังซินเยอะขึ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าหวังซินในตอนนี้โตขึ้นกว่าวันตรุษจีนที่แล้วมากและมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นดังนั้นหลายวันมานี้หากเขามีเรื่องอะไรก็เต็มใจที่จะปรึกษาหารือกับหวังซินหวังซินมองไปที่พ่อและพูดอย่างจนปัญญาเล็กน้อยว่า:"หลังจากที่พ่อเอาระบบการจัดการของKingdeeมาใช้แล้วนอกจากการจัดการด้านบัญชีแล้วเตรียมจะทำอะไรอีกครับ?""บัญชีมีปัญหาก็ย่อมต้องทำการรายงานแน่นอนเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ฉันมาอุดรอยรั่วนี้"หวังเป่าหลงค่อนข้างตรงไปตรงมาเมื่อหวังซินได้ยินหวังเป่าหลงพูดแบบนี้ในใจก็ตะลึงขึ้นมาทันทีพ่อนี่ยังคงยึดมั่นในหลักการของตัวเองสินะ“หรือว่าที่เสนอความคิดเห็นไปเมื่อกี้ยังไม่ดีเหรอครับ?มีเรื่องอะไรก็ให้คนหัวหมอพวกนั้นทำไปก่อนและก็ยังให้คนที่ขวางหูขวางตาทำไปก่อนด้วยอะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเองก็เก็บไว้แล้วทำตัวให้เป็นกลางไม่ไปขัดแย้งกับใครพอเกิดเรื่องก็ให้คนอื่นรับแทนหรือว่าไม่ได้ล่ะครับ?"หวังซินไม่มีคำพูดอะไรแล้วในยุคหลังหัวหน้าเกือบทุกคนก็ทำแบบนี้ทำไมหวังเป่าหลงถึงคิดไม่ได้กันนะ?"มีแค่เรื่องที่ตัวเองทำไปแล้วเท่านั้นนั่นถึงจะเป็นคุณงามความดีของตัวเองการแย่งเอาผลประโยชน์ของคนอื่นหรือมีเรื่องแพะรับบาปนี้แกก็ไม่ต้องไปพูดถึงแล้ว"เมื่อหวังเป่าหลงพูดเสร็จก็พูดกับหวังซินต่อว่า:"ไม่ว่าแกจะทำอะไรขออย่าได้ทำตามวิธีของแกในตอนนี้เป็นอันขาดมิฉะนั้นแกจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมตลอดไปและจะง่ายต่อการถูกกีดกันออกมาด้วย"เมื่อฟังที่พ่อพูดหวังซินก็รู้สึกได้ถึงนิสัยที่แท้จริงในตัวของหวังเป่าหลงเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรแต่ตัวเองก็ต้องสร้างความยากลำบากนั้นขึ้นมาเพื่อที่จะก้าวผ่านขึ้นไปให้ได้งั้นเหรอ?จริงๆแล้วเรื่องของฝ่ายเบื้องหลังนั้นเป็นปัญหาที่ง่ายมากๆปัญหาหนึ่งเมื่อถึงเวลาก็แค่เสนอสักคนสองคนแล้วโยนความรับผิดชอบไปให้เขาและถ้าสถานีโทรทัศน์ไม่สืบหาอย่างละเอียดอย่างมากสุดก็จบแค่ที่ตกงานคงไม่ถึงขั้นโดนคณะกรรมการสอบสวนวินัยหรอกแต่ว่าถ้าหวังเป่าหลงต้องการสืบสวนหน้าที่ความรับผิดชอบของทุกคนขึ้นมาจริงๆล่ะก็หัวหน้าแผนกคลังสินค้าก็จะเป็นคนแรกที่ออกมาคัดค้านในเมื่อพวกเจ้าเล่ห์นั้นยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้ค่าคอมมิชชั่นอยู่ถ้าจะบอกว่าพวกเขานั้นโปร่งใสไม่ทุจริตเลยก็จะเป็นไปไม่ได้เลยแต่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ไม่น่าจะเกิดสถานการณ์ที่มีแอบรับผลประโยชน์ส่วนตัวมีความเป็นไปได้มากว่ารองผู้อำนวยการเสี้ยวที่เกษียณไปแล้วจะมีบทบาทในเรื่องที่ยุ่งยากวุ่นวายนี้แล้วถ้าพ่อต้องการจะสืบสวนล่ะก็เขาเองก็จะไม่สามารถสืบหาความจริงต่อไปได้เหมือนกัน"เอาเถอะครับพูดถึงที่พ่อเอาระบบการจัดการของKingdeeเข้ามาใช้แล้วต้นทุนของระบบการจัดการKingdeeชุดหนึ่งนี่เท่าไหร่กันเหรอครับ?ตอนนี้พวกพ่อมีต้นทุนเหลืออยู่อีกเท่าไหร่?แล้วเบื้องบนจะดึงเงินมาให้รึป่าวพ่อพอจะรู้ไหมครับ?"เมื่อหวังซินยกคำถามนี้ขึ้นมาหวังเป่าหลงก็ชะงักทันทีตอนนี้เขาก็ไม่รีบร้อนที่จะไปทำงานเมื่อได้ยินหวังซินพูดถึงปัญหานี้ก็ทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาจริงๆหลังจากนั้นหวังซินก็พูดต่อว่า:"ระบบการจัดซื้อของKingdeeพ่อไม่สามารถลงมือทำเองได้หรอกและตอนนี้พ่อก็รู้ว่าในบัญชีของฝ่ายเบื้องหลังนั้นไม่มีงบแล้วถ้าจะเอาKingdeeเข้ามาจัดการกับระบบการจัดซื้อแล้วพ่อจะเอาเงินมาจากไหนกันล่ะ?เมื่อได้ยินคำพูดของหวังซินแล้วหวังเป่าหลงก็ปวดกบาลขึ้นมาเขามองไปที่หวังซินพร้อมถอนหายใจเบาๆแล้วพูดว่า:"เดิมก็คิดว่าพอได้เป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แล้วงานหลังจากนี้จะเบาขึ้นมานิดหน่อยตอนที่รองผู้อำนวยการเสี้ยวอยู่ก่อนหน้านี้ก็เห็นทำงานสบายๆคิดไม่ถึงว่าจะมีช่องทางมากมายขนาดนี้"เมื่อได้ยินพ่อพูดมาแบบนี้หวังซินก็พูดในใจว่าพ่อก็คิดอะไรง่ายเกินไปแล้วถ้าตอนนี้พ่อไม่สนใจอะไรแล้วก็สามารถทำเหมือนกับรองผู้อำนวยการเสี้ยวได้แม้ว่าแผนกอื่นๆจะถูกแบ่งออกไปพอถึงเวลานั้นก็แค่มีของไปรับประกันให้กับพวกเขาก็พอแล้วแต่ตอนนี้ตัวพ่อเองก็ดันทุรังที่จะสร้างความลำบากให้กับตัวเองนั่นแสดงว่าเรื่องราวต่างๆจะต้องจัดการได้ยากมากแน่นอนเมื่อเห็นว่าพ่อตัดสินใจที่จะเอาระบบการจัดซื้อของKingdeeนั่นมาหวังซินคิดแล้วคิดอีกและพูดว่า:"จริงๆแล้วผมมีอยู่วิธีหนึ่งที่จะทำให้ราคาทุนของระบบการจัดซื้อKingdeeลดลงมาต่ำที่สุด"“วิธีอะไร?”เมื่อหวังเป่าหลงได้หวังซินพูดแบนี้ก็สนใจขึ้นมาทันทีสิ่งสำคัญในตอนนี้คือทางฝ่ายเบื้องหลังไม่มีเงินแล้วและบัญชีก็มั่วไปหมดอยู่ดีๆจะให้ดึงเงินมาสองแสนกว่าหยวนไปซื้อระบบการจัดซื้อของKingdeeนั้นจะต้องไม่มีเงินทุนอย่างแน่นอน“บริษัทไหนสร้างซอฟต์แวร์ได้เจ๋งสุด?ให้นักเรียนของนิวซอฟท์มาช่วยสิครับพ่อครับลูกพี่ลูกน้องคนที่สามเรียนอยู่ที่นิวซอฟท์ไม่ใช่เหรอ?”“ลูกพี่ลูกน้องแกพึ่งจะไปเรียนที่นั่นได้ไม่นานเขาจะทำได้เหรอ?”เมื่อพูดถึงซอฟต์แวร์ประเภทนี้สำหรับหวังเป่าหลงแล้วอาจยังไม่คุ้นเคยเท่าไหร่อีกทั้งโฆษณาของนิวซอฟท์ยังทำออกมาได้ดีมากคนที่ไปเรียนซอฟต์แวร์จริงๆในยุคต้นปีเก้าศูนย์นั้นยังมีน้อยมากในตอนนี้ด้านซอฟต์แวร์ของคอมพิวเตอร์ในประเทศยังถือว่าแปลกมากในประเทศในใจของหวังเป่าหลงสามารถไปสร้างซอฟต์แวร์ได้ล้วนเป็นนักเรียนหัวกะทิทั้งนั้นเลยเพียงระยะเวลาอันสั้นไม่เชื่อว่าลูกพี่ลูกน้องคนที่สามของหวังซินจะสามารถสร้างซอฟต์แวร์ฉบับเลียนแบบได้“พ่อครับเรื่องนี้พ่อส่งมาให้ผมจัดการผมจะติดต่อกับพี่เองหลายวันมานี้ทางที่ดีพ่อยังไม่ต้องไปทำอะไรเหมือนกับรองผู้อำนวยการเสี้ยวทุกวันแค่ไปตอกบัตรเข้างานไม่ต้องกังวลอะไรมากมายก็พอแล้ว”เมื่อหวังซินพูดจบหวังเป่าหลงจึงพยักหน้าอย่างจริงจังหลังจากนั้นก็พูดว่า:“แกสามารถจัดการเรื่องระบบการจัดซื้อของKingdeeนั่นได้เหรอ?”“วางใจเถอะครับพ่อครับเรื่องนี้ให้ผมทำก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง”หวังซินกอดอกยืนยันหวังเป่าหลงจึงยอมปล่อยไปหลังจากที่รอให้หวังเป่าหลงเดินไปแล้วหวังซินก็ถอนหายใจออกมาตอนนี้สิ่งที่สำคัญสำหรับตัวเองคือการคว้าโอกาสของยุคสมัยแม้ว่าจะเข้าใจเรื่องราวว่าหลังจากนี้ควรจะพัฒนาไปแบบไหนแต่หากเรื่องราวเกิดผิดคาดขึ้นอดีตที่กำหนดไว้แล้วจะก็ถูกตัวเองทำลายลงผลลัพธ์ที่ตามมาเขาก็ไม่อาจคาดเดาได้วันนี้หวังซินไม่ได้ไปเรียนพอกลับมาบ้านหวังจวนก็ยังไม่ได้ออกไปจึงถูกหวังจวนอบรมไปหนึ่งยก“ไอ้เด็กแสบไม่รู้จักตั้งใจเรียนรู้แต่จะก่อเรื่องวุ่นวาย”หวังซินกลอกตาบนนี่ไม่ใช่เพราะว่าเจียดเวลาเพื่อมาพูดคุยกับพ่อโดยที่ให้เขาลบความคิดที่จะไปแหย่รังต่อนั่นเหรอ?ไม่งั้นตัวเองจะไปแหย่รังต่องั้นเหรอ?เขาไม่ได้สนใจหวังจวนหยิบโทรศัพท์บ้านแล้วรีบต่อสายโทรศัพท์ไปยังหอพักของหวังเฉิงลูกพี่ลูกน้องคนที่สามในยุคนี้การโทรศัพท์ยังต้องมีการต่อสายถึงจะสามารถติดต่อคนปลายทางได้ไม่เหมือนกับยุคหลังๆที่มีโทรศัพท์มือถือสามารถทำธุระได้ตลอดเวลาและติดต่อกันได้ตลอดเวลาหวังเฉิงเรียนอยู่ที่นิวซอฟท์หลังจากที่ต่อสายแล้วโทรศัพท์ปลายทางรับสายได้หวังซินจึงรีบพูดทันทีว่า:“พี่ผมหวังซิน”“โอ้โฮแกเองเหรอลมอะไรพัดให้แกโทรมาหาฉันเนี่ยช่วงนี้เป็นไงบ้าง?การเรียนยุ่งรึป่าว?น้าเขยยังคะยั้นคะยอให้แกเรียนเหมือนเมื่อก่อนอยู่ไหม?แล้วตอนนี้น้าสบายดีใช่ไหม?……”หวังซินอยากจะวางสายทันทีหวังเฉิงคนนี้ช่างพูดจริงคุยกับใครก็ถูกคอไปหมดเมื่อได้ยินพี่ชายเริ่มพูดไม่หยุดหวังซินจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อที่พูดไปว่า:“พี่ ขอถามพี่ซักเรื่องสิ!”“เรื่องอะไร?”พอฟังเหมือนมีเรื่องสำคัญหวังเฉิงที่อยู่ในสายก็ไม่พูดอะไรต่อแล้วฟังอย่างตั้งใจ“พี่รู้จักซอฟต์แวร์การจัดการระบบการจัดซื้อของฮ่องกงที่พึ่งทำออกมาในปีนี้ไหม?”“แกหมายถึงKingdee?”“ใช่ครับพี่ครับหมายถึงซอฟต์แวร์อันนั้นแหละตอนนี้พวกพี่สามารถทำเลียนแบบออกมาได้ไหม?”“สิ่งนี้ที่แกพูดถึงมันง่ายมากเลยและในประเทศก็มีคนไม่มากนักที่เข้าใจซอฟต์แวร์สำหรับฉันแล้วการเลียนแบบอันนี้มันก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลยล่ะ”“อ้อเหรอ?แบบนี้ในเมื่อพี่สามารถทำได้ง่ายๆงั้นรบกวนพี่ช่วยทำให้ผมชุดหนึ่งสิครับ”เมื่อหวังซินพูดจบหวังเฉิงที่อยู่ในสายก็พึ่งจะรู้ว่าตัวเองเหมือนว่าจะตกหลุมพรางเข้าให้แล้ว...