เมื่อเอ่ยคำนี้ จินเฉียนหยินก็กวาดตามองไปรอบกายอย่างหวาดระแวงท่าทางแสดงถึงความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“ดูท่าศิษย์พี่หญิงใหญ่คงจะไม่อยู่ เ้ารอสักครู่ข้าจะไปเรียกศิษย์พี่จูมา” จินเฉียนหยินพลันะโขึ้นในตำหนักสำนักทันที “ศิษย์พี่จูรีบออกมาเจอหน้าศิษย์น้องใหม่เร็วเข้า”
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังออกมาจากในตำหนักสำนักครั้นเห็นตำหนักใหญ่สั่นไหวไปทั้งหลังฝุ่นละออง้าถูกสั่นะเืจนปลิวฟุ้งลงมา แต่เดิมก็เต็มไปด้วยรอยร้าวยามนี้รอยร้าวยิ่งทอดยาวไปเรื่อยๆ ทั่วรอบด้านท่าทางของตำหนักสำนักใหญ่ราวกับจะล้มพังลงได้ทุกเมื่อ
ท่ามกลางความมืดมิดในตำหนักใหญ่ร่างใหญ่โตพลันปรากฏขึ้นที่ทางเข้าตำหนักสำนักใหญ่ คลับคล้ายอสูรตัวหนึ่งนำพาความคนดันมหาศาลมาสู่คนรอ
ปัง!
เ้าของร่างนี้พลันศีรษะชนเข้ากับทางเข้าตำหนักสำนักใหญ่ทำให้ส่วนบนที่ถูกชนของตำหนักนั้นกลายเป็ช่องโหว่ขนาดใหญ่
“ศิษย์พี่จู ท่านชนตำหนักใหญ่พังอีกแล้ว...” จินเฉียนหยินเอ่ยขึ้นอย่างมีน้ำโห
“ขออภัย ขออภัย ข้าไม่ทันระวัง”
เสียงใสซื่อดังขึ้นท่ามกลางฝุ่นฟุ้งกระจายศิษย์พี่จูชูมืออวบอ้วนขึ้นปัดฝุ่นบนหน้าออกเผยให้เห็นหน้าตาเมื่อเทียบกับหน้าตาแปลกของจินเฉียนหยินแล้วอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าของศิษย์พี่จูคนนี้แทบจะใช้คำว่าหน้าตาดีมาบรรยายได้เลยดวงหน้านั้นเข้ารูป ที่สายนอกหลินโม่เคยเจอผู้คนตั้งมากมาย นอกจากใบหน้าหยาดเยิ้มงดงามของเหลิงอู่เหยียนแล้วใบหน้านี้ก็งดงามที่สุดเช่นกัน
ครั้นมองรูปร่างราวกับถังน้ำของศิษย์พี่จูทั้งร่างเต็มไปด้วยไขมันสั่นะเื เมื่อรวมเข้ากับใบหน้าหล่อเหลานั่นแล้วความแตกต่างช่างห่างชั้นกันเกินไป
“หึ หึ นี่คงเป็ศิษย์น้องเล็กสินะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่สาขาเทียนซิง”
ศิษย์พี่จูหัวเราะอย่างคารมดีั้แ่ต้นจนถึงยามนี้เขายังฉีกยิ้มบางอยู่ตลอดเวลา หลังจากทักทายกันแล้ว ไม่คอยให้หลินโม่ได้เอ่ยปากก็หันกายตรงกลับเข้าไปในตำหนักใหญ่ทุกๆ ย่างก้าวของเขาส่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้น
“ศิษย์พี่จูค่อนข้างขี้อาย คุ้นเคยไว้เท่านี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ”จินเฉียนหยินเอ่ยขึ้น
ไม่ว่าอย่างไรหลินโม่ก็รู้สึกว่าสาขาเทียนซิงแห่งนี้แปลกแยกกว่าชาวบ้านหน้าตาของศิษย์พี่ทั้งสองต่างไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าเ้าสาขาแห่งสาขาเทียนซิงและศิษย์พี่หญิงใหญ่คนนั้นลักษณะหน้าตาจะพิเศษดังเช่นสองคนนี้หรือเปล่ากัน?
“ใช่สิ ศิษย์พี่จิน ตำหนักวรยุทธ์ของสาขาอยู่ที่ใดกัน?”หลินโม่ถามขึ้น
ที่สู้กับฉิวจวิ้นก่อนหน้านี้หลินโม่รู้สึกอยู่ลึกๆ ถึงความต่างระหว่างการมีวรยุทธ์และการไร้วรยุทธ์นั้นว่าแท้จริงแล้วต่างกันมากถึงเพียงใด
ความแตกต่างของสายในและสายนอกนั้น ไม่ใช่เพียงเื่ทรัพยากรในการฝึกตนแต่สิ่งสำคัญคือการถ่ายทอดวรยุทธ์ต่างหาก มีเพียงการเข้าสู่สาขาทั้งสี่อย่างเป็ทางการเท่านั้นจึงจะสามารถได้รับการถ่ายทอดวรยุทธ์และใช้สิ่งนี้เลื่อนระดับของตนขึ้น
“เ้าจะฝึกวรยุทธ์อย่างนั้นหรือ?” จินเฉียนหยินปรายตามองหลินโม่ด้วยความฉงนประหลาดใจ
“ข้าฝึกไม่ได้อย่างนั้นหรือ?” หลินโม่ถามกลับอย่างแปลกใจ
“ไม่ใช่เื่ฝึกได้หรือไม่ได้แต่...เคล็ดวิชาของวรยุทธ์มากมายต่างขาดหายไม่สมบูรณ์ เ้าก็รู้ว่าการสืบทอดมากมายของสาขาเทียนซิงของเราล้วนถูกตัดขาดไปแล้วแน่นอนว่า ก็มีวรยุทธ์บางส่วนที่ยังสมบูรณ์ ทว่าการจะบรรลุกลับไม่ง่ายหากเ้าอยากฝึกฝนวรยุทธ์ล่ะก็ เช่นนั้นไปดูตลาดแห่งผู้ฝึกตนตรงๆ เสียไม่ดีกว่าหรือหากมีโชคล่ะก็ไม่แน่ว่าอาจเจอกับคัมภีร์วรยุทธ์ราคาถูกสักส่วนสองส่วนก็เป็ได้”จินเฉียนหยินพูดโน้มน้าว
“ข้าอยากไปดูตำหนักวรยุทธ์” หลินโม่ยังคงเอ่ย
ครั้นเห็นหลินโม่ยึดมั่นที่จะไปตำหนักวรยุทธ์ให้ได้จินเฉียนหยินจึงไม่รั้งไว้และเดินนำทางไป
ณ ตำหนักวรยุทธ์
หลินโม่เหม่อมองประตูใหญ่อันทรุดโทรมที่เต็มไปด้วยใยแมงมุมและคราบฝุ่นเกรอะกรังหากไม่ใช่จินเฉียนหยินนำทางให้ล่ะก็ คงไม่มีทางเชื่อมตำหนักสำนักใหญ่กับตำหนักวรยุทธ์ได้เป็แน่
“นี่ก็คือตำหนักวรยุทธ์ ศิษย์น้องทางที่ดีที่สุดเ้าอย่าคาดหวังเกินไปเลย แม้ว่าในตำหนักวรยุทธ์จะมีวรยุทธ์ที่สมบูรณ์ถึงสองส่วนแต่ร้อยปีมานี้ ผู้ที่สามารถบรรลุวรยุทธ์ที่อยู่ข้างในได้หนึ่งส่วนนั้นก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น”จินเฉียนหยินเอ่ยขึ้นตามนี้
“ข้าแค่อยากเห็นว่าสรุปแล้วคือวรยุทธ์อะไรก็เท่านั้น”หลินโม่กล่าว
“เอาเถิด เ้าค่อยๆ เรียนรู้ไปก็แล้วกัน ข้าขอตัวล่ะ”สิ้นเสียง จินเฉียนหยินก็เร้นกายจากไป
จากนั้นหลินโม่จึงผลักประตูใหญ่ของตำหนักวรยุทธ์เข้าไป เสียงเสียดสีหนักๆ ของประตูดังขึ้นฝุ่นมหาศาลฟุ้งกระจายร่วงลงมา บนพื้นปกคลุมไปด้วยฝุ่นชั้นหนาเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครเข้ามาเป็เวลาเนิ่นนานแล้ว
ตำหนักวรยุทธ์ใหญ่โตด้านในเต็มไปด้วยชั้นวางที่สร้างขึ้นจากหินอัคนีดำทว่าชั้นวางเหล่านี้กลับว่างเปล่า มีเพียงคัมภีร์ม้วนหยกไม่กี่เล่มวางอยู่้า
“วิชาฟ้าคำราม เคล็ดประวรรณวาลเมฆาอสรพิษปลิดพันปราณ...ทั้งหมดคือวรยุทธ์ที่ขาดหายไป...” หลินโม่ดึงคัมภีร์ม้วนหยกแต่ละอันออกมาพลางตรวจดูอีกครั้งเป็อย่างที่คิดไม่ผิด การถ่ายทอดของสาขาเทียนซิงขาดลงไปแล้ว
ตลอดทางที่เดินผ่านหลินโม่หยิบเอาคัมภีร์ม้วนหยกมาได้กว่าร้อยเล่ม แต่กลับไม่มีเล่มใดสมบูรณ์สักเล่ม
หากวรยุทธ์ขาดหายไปก็ไม่สามารถฝึกได้เว้นแต่จะสามารถเสริมซ่อมได้ทั้งหมด ทว่าการจะเสริมซ่อมให้ครบนั้นง่ายที่ไหนกันล่ะไม่เช่นนั้นการถ่ายทอดวรยุทธ์ก็คงไม่มีคุณค่าสูงเช่นนี้หรอกหลินโม่เดินมาจนสุดตำหนักวรยุทธ์ พลันสังเกตเข้ากับชั้นวางตู้หนึ่ง้ามีคัมภีร์ม้วนหยกที่ดูค่อนข้างพิเศษสองม้วนวางอยู่ม้วนอื่นล้วนแต่เป็สีเขียวมรกต ทว่าคัมภีร์ม้วนหยกสองม้วนนี้ม้วนหนึ่งเป็สีแดงเืนกทั้งเล่ม ราวกับท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิดโดยที่้าส่องกะพริบด้วยแสงดาวและอีกม้วนเป็สีแดงชาด
คัมภีร์ม้วนหยกจำเพาะนี้เคยใช้เป็วรยุทธ์ป้องกันแบบพิเศษมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
หลินโม่หยิบคัมภีร์ม้วนหยกสีแดงเืนกที่ฝั่งซ้ายสุดขึ้นมาก่อนพลางรวบรวมสมาธิอ่าน ชั่วพริบตาที่เห็นเนื้อหาในคัมภีร์ม้วนหยกก็พลันตระหนักได้ถึงวรยุทธ์ที่น้อยคนนักจะสามารถฝึกได้วรยุทธ์ในคัมภีร์ม้วนหยกมีนามว่า ‘ร่างนริศเก้า์’ นี่คือวรยุทธ์แปรสภาพขั้นสุดรูปแบบหนึ่งในขณะฝึกนั้นจะต้องแบกรับความเสี่ยงตายเก้ารอดหนึ่งให้ได้ทุกครั้งที่เข้าใกล้ความตายและยังอยู่รอดได้พร้อมกัน ‘ร่างนริศเก้า์’ก็จะทะลวงไปได้หนึ่งขั้น ผู้ฝึกตนที่ฝึกวรยุทธ์เช่นนี้พละกำลังของร่างกายจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากผ่านความเป็ตายถึงเก้าครั้ง ‘ร่างนริศเก้า์’ จึงจะบรรลุเสร็จสิ้น และเมื่อบรรลุพละกำลังทางกายภาพทั้งหมดก็เทียบได้กับอสูรในโลกเดียวกันเชียวล่ะ
‘วรยุทธ์นี้บ้าเกินไปแล้ว ไม่แปลกที่ไม่มีใครฝึก’ หลินโม่บ่นอุบในใจ
วรยุทธ์นี้แข็งแกร่งจนน่าทึ่งทว่าเงื่อนไขการบรรลุนั้นช่างโหดร้ายทารุณเกินไปแล้ว ผ่านตายเก้าครั้งและรอดได้หนึ่งครั้งถึงจะบรรลุได้มนุษย์นั้นยากที่จะเลี่ยงเื่ไม่คาดฝันได้ ดังนั้นหากล้มเหลวไม่เพียงแค่สิ้นหนทางบรรลุแต่ยังสูญสิ้นชีวิตไปอีกด้วย
เขาจึงปราดตามองไปหลินโม่ที่กำลังจะละสายตา จู่ๆ ภายในร่างกลับแผ่ความรู้สึกแปลกประหลาดตามมาด้วยหนังสือโบราณที่ส่องสว่างขึ้น พลันปลดปล่อยลำแสงห้าสีออกมา ณ เวลานั้นจิตใจของหลินโม่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดขึ้นพริบตาทุกสิ่งผสานรวมกันพลันไหลเวียนเข้าสู่คัมภีร์ม้วนหยกนี้
ครู่ต่อมา หลินโม่หวนคืนจิตทว่าท่าทางกลับดูแปลกไป
ส่วนของ ‘ร่างนริศเก้า์’ นั้นหลินโม่เรียนรู้ไปได้อย่างไม่คาดคิดแน่นอนว่าตัวเขาในยามนี้ได้มากสุดก็คือพื้นฐานเท่านั้นยังแสดงให้เห็นไม่ได้เนื่องจาก ‘ร่างนริศเก้า์’ ส่วนนี้จะต้องผ่านการตายเก้ารอดเพียงหนึ่งมาให้ได้จึงจะบรรลุขั้นสุดได้สำเร็จ
ครั้นพิจารณาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งหลินโม่จึงหยิบคัมภีร์ม้วนหยกส่วนที่สองขึ้น จิตใจมุ่งลงสู่ใจกลาง วรยุทธ์ส่วนนี้ก็พิเศษเช่นกันมีนามว่า ‘ศาสตร์ดารา’ เงื่อนไขในการบรรลุโหดร้ายทารุณเฉกเช่นกันจำต้องสำรวจดวงดาวตามโหราศาสตร์ทั้งวันและใช้ความเข้าใจในวิถีโคจรแห่งโหราศาสตร์มาฝึกฝน
การเปลี่ยนแปลงของวิถีดวงดาวนั้นคาดเดาไม่ได้อีกทั้งวรยุทธ์ส่วนนี้บรรยายได้ทั้งคลุมเครือและลวงหลอก เมื่ออ่านการสาธยายวรยุทธ์จนหมดก็ยากที่จะบรรลุมากแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่ที่วันๆต้องเอาแต่สังเกตเปลี่ยนแปลงของวิถีดวงดาวไปเลย
หลินโม่หวนคืนจิตอีกครั้งและในเวลาเดียวกัน จิตใจกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดเพิ่มมากขึ้น
เสี้ยวเวลาของการกะพริบตา ‘ศาสตร์ดารา’ก็บรรลุแล้ว จิตใจของหลินโม่ปรวนแปรไม่นิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะบรรลุแล้วจริงๆวรยุทธ์รูปแบบนี้ไม่ได้ใช้สำหรับโจมตีหากแต่เป็วรยุทธ์ที่ใช้เสริมการฝึกอันเป็เอกลักษณ์รูปแบบหนึ่ง
เมื่อสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่หลินโม่หมุนไปรอบ ‘ศาสตร์ดารา’ ครั้นเห็นร่างกายที่แปรเปลี่ยนเป็ความมืดดำสนิทของตนฉับพลันจุดพราวแสงสายหนึ่งเปล่งสว่างวาบขึ้นระหว่างคิ้ว คล้ายกับดาวดวงที่หนึ่งจากนั้นก็ดวงที่สอง...
ดวงดาวกะพริบส่องสว่างไม่หยุดดวงดาวบนร่างหลินโม่นานเข้าก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น เพียงสิบลมหายใจเต็มๆก็พุ่งไปเกือบร้อยกว่าดวง
จากนั้นดวงดาวทั้งหมดพลันเปล่งแสงส่องประกายเชื่อมต่อกันโดยร่างของหลินโม่เป็ศูนย์กลางการโคจรพริบตากลับแปรสภาพกลายเป็สภาวะหมอกเพลิงแห่งจักรวาลพลังแห่งฟ้าดินภายในตำหนักวรยุทธ์พลันไหลทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง หลั่งไหลเข้าสู่ใจกลางหมอกเพลิงแห่งจักรวาลไม่เพียงเท่านี้พลังแห่งฟ้าดินในรัศมีร้อยจั่งก็ทะลักเข้าไปอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย
เมื่อพลังแห่งฟ้าดินเส้นสุดท้ายถูกดูดซับเข้าร่างไป หลินโม่จึงได้รับ ‘ศาสตร์ดารา’ ไว้
“แม้จะเป็เพียงวรยุทธ์เสริมการฝึก แต่ระดับความรุนแรงของ ‘ศาสตร์ดารา’ นี้ก็ไม่ด้อยไปกว่า ‘ร่างนริศเก้า์’ เลยสักนิด เพียงเริ่มเมื่อครู่ขอบเขตในการดูดซับพลังแห่งฟ้าดินรัศมีก็ไกลไปถึงร้อยจั่ง หากไปถึงระดับเล็กๆ ได้แล้วก็เป็ไปได้ที่ขอบเขตของการดูดซับพลังแห่งฟ้าดินจะกว้างขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
หลินโม่เข้าใจถึงความแข็งแกร่งของ ‘ศาสตร์ดารา’ อย่างลึกซึ้งแล้ว ก่อนหน้าที่ยังไม่บรรลุนั้นก็ยังไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรทว่าหลังจากบรรลุถึงเพิ่งจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าวรยุทธ์เสริมการฝึกนั้นแท้จริงแล้วแข็งแกร่งถึงเพียงใด
วรยุทธ์อื่นดูดซับพลังแห่งฟ้าดินรอบกายได้มากที่สุดเพียงสี่จั่งเป็เพราะข้อจำกัดนี้สำนักเทียนซิงจึงได้สร้างห้องพลังปราณขึ้น การทำเช่นนี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับพลังแห่งฟ้าดินของเหล่าศิษย์ทั้งหลายได้
เหมือนกับวรยุทธ์ของหลินโม่ที่ดูดซับพลังแห่งฟ้าดินในรัศมีร้อยจั่งได้นั้นหายากที่สุดในโลกหล้า
อีกทั้ง ‘ศาสตร์ดารา’ ส่วนนี้ยังต้องได้รับการฝึกเพิ่มเสียก่อนจึงจะสามารถััได้ถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของมันได้ไม่มีผู้ฝึกตนคนใดจะรู้ถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของวรยุทธ์นี้ได้ผ่านการอ่านบรรยายหรอก
หลินโม่ออกจากตำหนักวรยุทธ์เดินไปถึงระยะรัศมีร้อยจั่งพลางวิ่งหมุนรอบ ‘ศาสตร์ดารา’ อีกครั้ง...