บทที่ 26 เคล็ดเทียนซา
หลังจากผ่านไปครึ่งก้านธูป เจียงผิงอันก็เงยหน้าขึ้นจากตำราด้วยสีหน้าตกตะลึง
เขาอ่านเนื้อหาโดยคร่าวของตำราวิชายุทธ์นี้แล้ว จึงตัดสินได้ว่านี่คือวิชายุทธ์ที่ถูกใช้โดยนักฆ่าก่อนหน้านี้ไม่ผิดแน่
ตามคำอธิบายในตำรา หลังจากฝึกฝนวิชายุทธ์นี้ ยิ่งฆ่าคนได้มากเท่าไหร่ พลังของมันก็จะแข็งแกร่งขึ้น และปราณชั่วร้ายบนร่างกายผู้ฝึกเองก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้เมื่อไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ผู้ฝึกจะสามารถฆ่าผู้คนได้โดยแค่ปล่อยปราณชั่วร้ายออกมาเฉย ๆ
“นี่คือพลังมารงั้นหรือ?”
การฝึกเคล็ดนี้ไม่ใช่เื่ยาก เพียงแค่สังหารผู้คนต่อไปเรื่อย ๆ เท่านั้น
โดยมันมีขั้นแรกของเคล็ดเทียนซาเขียนไว้ ซึ่งเพียงขั้นแรกก็สามารถทำได้ถึงขนาดนี้ แล้วเคล็ดเทียนซาขั้นสมบูรณ์จะแข็งแกร่งเพียงใดกัน?
หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน เจียงผิงอันก็ตัดสินใจฝึกฝนมัน
เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่ง เพราะการปลดปล่อยปราณชั่วร้ายนี้ออกมาก็จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของผู้คนได้
หลังผ่านการต่อสู้มาหลายหน เขาก็เข้าใจถึงความจริงที่ว่าแม้แต่่เวลาแห่งความสับสนเพียงครู่ ก็เพียงพอเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของการต่อสู้ได้แล้ว
เขาจะไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ ดังนั้นฝึกแค่พอทำให้ศัตรูชะงักไปชั่วครู่ก็เพียงพอแล้ว
ไม่จำเป็ต้องฝึกฝนขั้นแรกด้วยซ้ำ ซึ่งนี่มันง่ายกว่าเคล็ดวิชาใด ๆ ที่เขาเคยฝึกฝนมาก่อน
ในห้องของเมิ่งโค่ว
"อะไรนะ! เจอคนจากหอเทียนซา! เ้าได้รับาเ็หรือไม่?"
เมื่อเมิ่งโค่วได้ยินบุตรสาวพูดว่าได้เผชิญหน้ากับมือสังหารจากหอเทียนซา ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีด้วยความใ ก่อนจะรีบตรวจหาอาการาเ็ของเมิ่งจิงทันที
“ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ… เจียงผิงอันช่วยชีวิตข้าไว้”
เมิ่งจิงเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คร่าว ๆ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งโค่วก็ตื่นตระหนก
“สามารถเพิกเฉยต่ออิทธิพลของเคล็ดเทียนซา และสังหารนักฆ่าสี่คนที่ระดับสูงกว่าได้ด้วยการโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียว?”
ถ้าบุตรสาวของเขาไม่ใช่คนพูดเอง เมิ่งโค่วคงไม่มีวันเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินเป็ความจริง
เขาได้พยายามคาดการณ์พลังการต่อสู้ของเจียงผิงอันไว้สูงแล้ว แต่ไม่คาดเลยว่าอีกฝ่ายจะยังซ่อนบางอย่างไว้อยู่!
เมิ่งโค่วเองก็เคยถูกคนจากหอเทียนซาลอบสังหาร จึงรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของหอเทียนซาดี
แม้แต่เขาซึ่งเป็แม่ทัพที่ผ่านศึกมาโชกโชนก็ยังได้รับผลกระทบจากเคล็ดเทียนซานั่น
หากในเวลานั้นไม่มีเหล่าหลี่อยู่เคียงข้าง ตัวเขาคงต้องตกอยู่ในอันตรายแน่
เมิ่งโค่วนึกหวาดกลัว ขณะเดียวกันก็ลอบคิดว่าโชคดีที่เจียงผิงอันแข็งแกร่งมากพอ บุตรสาวของเขาจึงไม่มีอันตราย ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่อาจจินตนาการถึงผลที่ตามมาจากการสูญเสียนางไป
เมื่อได้ยินเื่นี้ ทางเยี่ยหลินซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เองก็มีสีหน้าที่ซับซ้อนกว่าเดิม
ปรากฏว่าตอนประลองกับเขา เจียงผิงอันยังยั้งมือไว้
“เ้าเจียงผิงอันผู้นี่ทรงพลังจริง ๆ” เมิ่งจิงขบฟันด้วยความเกลียดชัง แววตาของนางดูไม่เต็มใจและเต็มไปด้วยจิติญญาแห่งการต่อสู้
เมิ่งโค่วสูดหายใจลึกเพื่อสงบอารมณ์อื่น ๆ ชั่วคราว เขามองดูไปยังเมิ่งจิง บุตรสาวของตนอย่างอ่อนโยน
“เสี่ยวจิง เจียงผิงอันดูไม่เลวเลย ให้พ่อหมั้นเ้ากับเขาดีหรือไม่?”
“หมั้นกับเขาหรือเ้าคะ?”
ทันใดนั้นสีหน้าของเมิ่งจิงก็แข็งค้าง ก่อนใบหน้าที่สงบนิ่งของเจียงผิงอันจะผุดขึ้นมาในใจของนางโดยไม่รู้ตัว
ด้วยเหตุผลบางอย่าง หัวใจของนางพลันเต้นเร็วขึ้น
“ไม่ ข้ายังเด็ก ยังไม่อยากแต่งงาน”
เมิ่งจิงก้มศีรษะลงพลางเตะรองเท้าหนังของนางกับพื้น มือเล็ก ๆ กุมดาบที่ข้างเอวไว้แน่น ในใจลอบเขินอายเล็กน้อย
“ฮ่า ๆ ถ้าอย่างนั้นไว้ก็คุยกันอีกครั้งตอนเ้าเต็มใจแล้วกัน แต่เ้าควรรีบหน่อย เพราะด้วยคุณสมบัติของเขา คงมีสตรีมากมายมาชมชอบแน่”
เมิ่งโค่วมองบุตรสาวของตนด้วยสายตาเอ็นดู
“ฮึ่ม เขาจะเป็เช่นไรก็เื่ของเขา ข้าจะไปฝึกดาบแล้ว ข้าอยากจะเอาชนะผู้ชายคนนั้น!”
เมิ่งจิงวิ่งกึ่งะโออกไปดังกวางตัวน้อย
หลังจากที่เมิ่งจิงจากไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งโค่วก็หายไป ก่อนจิตสังหารจะพลันปรากฏขึ้น "สวีเทา เ้ารอก่อนเถอะ!"
มือสังหารที่ถูกส่งมาจะต้องเป็นักฆ่าที่สวีเทาจ้างมาเพื่อลอบสังหารบุตรสาวของตนแน่
คิดแล้วเขาก็ทนไม่ได้กับความจริงที่ว่าอีกฝ่ายคิดทำร้ายบุตรสาวของเขา ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ฤดูหนาวนี้เขาจะต้องยึดอำเภอผิงสุ่ยให้ได้!
ครึ่งวันต่อมา ณ จวนแม่ทัพอำเภอผิงสุ่ย
หลังฟังรายงานแล้ว สวีเทาก็ผุดลุกขึ้นยืนทันที
“เป็ไปไม่ได้! ไม่มีทางที่เ้าเด็กนั่นจะสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณขั้นหกสองคนกับผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณขั้นเจ็ดอีกสองคนลงได้ในคราวเดียว!”
นายกองขั้นหนึ่งหม่าหลินเองก็รู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อเช่นกัน ก่อนจะเอ่ยว่า "แต่นั่นคือข่าวที่หอเทียนซาส่งมาขอรับ"
“นอกจากนี้ ข้อมูลที่ท่านให้ไปยังไม่ถูกต้องจนทำให้พวกเขาสูญเสียอย่างหนัก ดังนั้นเงินมัดจำจึงถูกยึด หาก้าให้พวกเขาดำเนินการลอบสังหารต่อไป พวกเขาบอกว่าจำเป็ต้องเพิ่มจำนวนเงินรางวัลขอรับ”
สวีเทาพลันทรุดนั่งบนเก้าอี้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาไม่หยุด
ธุรกิจของหอเทียนซานั้นใหญ่โตมาก ดังนั้นข่าวนี้ย่อมเป็ความจริง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน เ้าเด็กนั่นได้แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว
เหตุใดไอ้สารเลวนี่ถึงไม่ตาย ๆ สักที?!
“ท่านแม่ทัพ ท่าน้าเงินเพิ่มหรือไม่ขอรับ” หม่าหลินเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“เพิ่มบ้าอะไร! เงินที่ตั้งไปก่อนนี้ก็สูงเกินพอแล้ว!”
สวีเทาสาปแช่งด้วยความโกรธ แม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจที่จะยอมแพ้ แต่เขาไม่มีเงินจ้างคนจากหอเทียนซาไปลอบสังหารอีก
เพราะอีกไม่นานก็จะถึงฤดูหนาว อันเป็่เวลาของศึกตัดสิน
สวีเทาสูดหายใจเข้าลึก ๆ "ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้มาน้อยกว่าที่คาดไว้มาก แล้วเราจะยังต่อสู้ในฤดูหนาวได้อย่างไร เ้าไปเพิ่มการเก็บเกี่ยวข้าวต่อไป"
“แต่ท่านแม่ทัพ ตอนนี้มีชาวนาจำนวนมากก่อฏขึ้นเพราะการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วนะขอรับ” หม่าหลินเตือน
“ฆ่าพวกมันทิ้งซะ! มารดามันเถอะ กลุ่มชาวนาบ้านนอกนั่นบังอาจต่อต้านข้า! กล้าดียังไง? ลงไปกำราบพวกมันซะ!”
สวีเทาเดือดดาลยิ่ง เมื่อได้ยินว่ามีคนฏอีกแล้ว เขาก็นึกโกรธจัด
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
หม่าหลินจึงได้ถอยออกไป ก่อนจะพาผู้คนไปเก็บเกี่ยวข้าว
ในสายตาของคนเหล่านี้ คนที่อยู่เบื้องล่างนับเป็เพียงเครื่องมือและไม่มีสิทธิ์ต่อต้านใด ๆ
ในห้องของเจียงผิงอัน มีศพจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น โดยศพเหล่านี้ต่างตายอย่างน่าสังเวช ดุจภาพในขุมนรกอเวจี ซึ่งน่าขนลุกยิ่ง
เจียงผิงอันแตะตาขวาของตนด้วยสีหน้าประหลาดใจ
หลังจากที่เขาได้รับเคล็ดเทียนซา เขาก็วางแผนที่จะฝึกฝนแค่่สั้น ๆ และใช้มันเป็ไพ่ตายใน่วิกฤต
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่ใช่นักฆ่า เขาจึงไม่้าฝึกฝนมันผ่านการสังหารผู้คน
แต่สิ่งต่าง ๆ กลับเหนือความคาดหมายไปมาก
โดยหลังจากร่ายคาถานี้แล้ว พลังของมันก็เกินกว่าที่เขาคาดไว้
ทั่วทั้งห้องพลันดูน่าขนลุกและแปลกประหลาด และความเคียดแค้นจากบรรดาศพต่าง ๆ ก็ได้รวมตัวกันเป็อากาศเย็นะเืจนทำให้ร่างกายรู้สึกหนาวเหน็บ
เจียงผิงอันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตอนที่ใช้เคล็ดนี้ พลันเกิดพลังงานผันผวนขึ้นในตาขวา จากนั้นปรากฏการณ์แปลก ๆ เหล่านี้ก็ปรากฏขึ้น
ร่างมายาปรากฏขึ้นรอบ ๆ โดยศพจำนวนมากเหล่านี้ เขาล้วนไม่เคยเห็นมาก่อน
คนเหล่านี้ล้วนไม่ได้ถูกเขาฆ่า แต่ร่างเหล่านี้มาปรากฏในนิมิตที่เขาปล่อยออกมาได้อย่างไร?
หรือเป็ร่างบุคคลที่ถูกเ้าของดวงตาข้างนี้ฆ่าตาย?
เจียงผิงอันรีบหยุดใช้วิชานี้ ทันใดนั้นเอง ปราณชั่วร้ายรอบกายก็หายวับไป
เคล็ดวิชานี้ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้ปราณิญญามากนัก แต่หลังจากเปิดใช้งาน เขากลับรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย ดูเหมือนเคล็ดวิชานี้จะใช้พลังจิตมากกว่า
เจียงผิงอันอยากลองใช้เคล็ดวิชานี้ดูว่าจะทรงพลังแค่ไหน แต่ผู้าุโหลี่ไม่ได้มาหา ดังนั้นเขาจึงต้องหาคนอื่นมาลองทดสอบดู
“ออกไปเดินเล่นดูดีกว่า เผื่อจะหานักฆ่าเพิ่มได้”
เจียงผิงอันแขวนหยกคุ้มภัยสองอันไว้รอบเอวเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เขาได้ค้นพบระดับของหยกคุ้มภัยเหล่านี้แล้ว โดยเมื่อพลังงานเต็ม มันจะสามารถต้านทานการโจมตีอย่างเต็มกำลังจากขอบเขตก่อปราณขั้นเก้าได้
ทันทีที่เจียงผิงอันออกไปก็มีทหารหลายคนกลับมาจากด้านนอก
“บัดซบ จับไม่ทันอีกแล้ว สัตว์ร้ายนั่นช่างว่องไวนัก!”
“มันเป็สัตว์ภูตแบบไหนกัน? ข้าไม่เคยพบเห็นมันมาก่อน มันดูองอาจมาก!”
“ผู้ใดจะรู้? ไว้พรุ่งนี้เรียกคนมาเพิ่มเถอะ คราวหน้าเราต้องจับมันให้ได้!”
ทหารหลายคนที่กลับมาต่างเนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นและมีสภาพเหนื่อยล้า
เจียงผิงอันเอ่ยถามออกไป "เ้ายังจับสัตว์ภูตตัวนั้นไม่ได้กันอีกหรือ?"
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีม้าหลายตัวในคอกม้าทางฝั่งตะวันออกถูกกินไป เป็ฝีมือของสัตว์ภูต กลุ่มทหารได้ไล่ล่ามันมาหลายวัน แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ
“ยังจับไม่ได้เลย เ้าสัตว์ร้ายนั่นว่องไวเกินไป แม้แต่นายกองขั้นสองเยี่ยหลินเองก็ไล่ตามมันไม่ทัน”
พวกทหารโกรธมากจนหมดแรงในการพยายามจับเ้าสัตว์ร้ายตัวนั้น
เจียงผิงอันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาเคยเห็นความเร็วของเยี่ยหลินมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายรวดเร็วกว่าขอบเขตก่อปราณขั้นหกธรรมดา ๆ แน่นอน
แม้แต่เยี่ยหลินก็ยังจับมันไม่ได้?
เจียงผิงอันคิดอยู่ครู่หนึ่ง "สัตว์ภูตนั่นวิ่งไปทางไหนหรือ?"
“ทางตะวันตก ข้ามชายแดนไป เรากลัวเกิดความขัดแย้งกับทหารจากอำเภอผิงสุ่ย เลยไม่ได้ไล่ไปต่อ” ทหารนายหนึ่งตอบ
เจียงผิงอันพยักหน้า "ถ้าอย่างนั้น ข้าจะลองไปดู"
“เสี่ยวเจียง เ้าอย่าไปเลย เ้าตามมันไม่ทันหรอก”
“ใช่แล้ว เ้าตัวนั้นระวังตัวยิ่ง ทันทีที่เห็นเงาเรา มันก็เผ่นหนีไปแล้ว”
“วันนี้เริ่มมืดแล้ว ไว้พรุ่งนี้เราค่อยส่งคนไปสองสามพันคน ข้าไม่เชื่อว่าคราวนี้เราจะยังจับสัตว์ร้ายตัวนั้นไม่ได้!”
่นี้ทหารกลุ่มนี้ทำงานกันหนักมาก พวกเขาต่างรู้ว่าคู่ต่อสู้มีไหวพริบแค่ไหน จึงแน่ใจว่าพวกเขาจะไม่มีทางจับมันได้ด้วยตัวเอง
เจียงผิงอันยิ้ม "ข้าแค่จะลองไปดู"
เขาอยากลองใช้เคล็ดเทียนซาจริง ๆ ไว้เขาหาสัตว์ภูตตัวนั้นไม่พบ ก็ค่อยไปลองกับสัตว์ภูตตัวอื่นเอา
เมื่อทหารคนอื่น ๆ เห็นว่าเขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปก็ไม่พูดอะไร ยังไงซะอีกฝ่ายก็จับมันไม่ได้แน่นอน
วันนี้พวกเขาออกไปข้างนอก จึงไม่รู้ว่าเจียงผิงอันได้เลื่อนขั้นเป็นายกองขั้นหนึ่งแล้ว