ตอนที่8 หรี่เซียงหรู (NC++)
ณ วังหลวงขันทีเฒ่ารายงานเรื่องที่เกิดขึ้น ในบ้านกลางหุบเขาอย่างละเอียดและยังมีจดหมายเล็กๆ ที่หนิงหรงเขียนให้ขันทีเฒ่า ถวายให้ฮ่องเต้ บอกความจริงที่ว่าเรื่องที่เกิดเป็นเพียงภาพมายาและขอให้ปลดทุกคนที่ไปอัญเชิญราชโองการทั้งหมดในขบวนออกจากตำแหน่งย้ายไปทำหน้าที่อื่นที่ไม่ต้องใกล้ชิดฮ่องเต้และรัชทายาทแม้แต่ขันทีเฒ่าก็ควรปลดเกษียณหรือทำหน้าที่ที่ไม่สำคัญอีกต่อไป...
ฮ่องเต้อ่านจดหมายแล้วมองสีหน้าขันทีเฒ่า
“เจ้าคงได้อ่านจดหมายนี้แล้ว”ฮ่องเต้กล่าว เนื่องจากจดหมายไม่ได้ใส่ซองมา เพียงแค่พับมาเท่านั้นก่อนจะทรงเผาจดหมายทิ้งเรื่องของรัชทายาทนับว่าเป็นความลับจึงไม่ควรทิ้งจดหมายนี้ไว้หากมีคนทราบว่ารัชทายาทไม่ได้อยู่ในวัง ชีวิตจะต้องตกอยู่ในอันตรายแน่นอน
ขันทีเฒ่ายิ้มรับด้วยท่าทางสงบ
“เพราะคุณหนูบอกข้าน้อยว่าหากอยากรู้ก็เปิดอ่าน ดังนั้นข้าน้อยจึงบังอาจอ่านขอรับ”
“แล้วเจ้าคิดว่าควรทำอย่างไร”ฮ่องเต้ถาม เป็นการให้ขันทีเฒ่าเลือกเส้นทางของตน
“ข้าน้อยทำงานในวังหลวงมานานจนหัวหงอกแล้วบัดนี้ก็อยากกลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบเพียงแต่เรื่องเดียวที่ข้าน้อยกลุ้มใจมาเสมอ คือท่านผู้นั้นที่นับวันยิ่งซุกซนจนใครก็ยากจะรับไหว
ดังนั้นเรื่องที่เกิดในวันนี้ข้าน้อยยอมรับว่าตนมีความผิด ที่จงใจไม่ขัดขวางปกป้องดูแลขอรับ”ขันทีเฒ่ายอมรับผิดแต่โดยดี ด้วยความที่รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้มาตั้งแต่ยังทรงเยาว์วัยจึงรู้ใจฮ่องเต้ดีว่าไม่ได้ทรงจะตำหนิเอาโทษตน แต่ก็ต้องแสดงให้เป็นตัวอย่าง
“เห็นแก่เจ้าที่ทำความดีความชอบมาตลอดไม่เคยสร้างปัญหา ไม่เคยซ่องสุมกำลังอำนาจใดๆทั้งยังไม่เคยเป่าหูชักจูงข้าในฐานะคนสนิท เจ้านับว่าทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมมาเสมอ”ฮ่องเต้ตบไหล่ขันทีเบาๆ เป็นการชมเชย
“ในเมื่อเจ้าเข้าใจดีว่าเราถือโอกาสนี้เป็นการบอกกล่าวคนทั้งหลาย หากไม่เคารพรัชทายาทเท่ากับไม่เคารพเรา ดังนั้นก็คงถึงเวลาที่ต้องให้เจ้าเกษียณกลับบ้านเกิดอย่างมีเกียรติเสียที”
ฮ่องเต้กล่าวพลันถอนหายใจไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนสนิทของตนจะต้องมาเกษียณราชการเพราะเรื่องเช่นนี้
“ลูกไม่ดีย่อมเป็นความผิดของพ่อแม่ที่อบรมสั่งสอนได้ไม่ดีพอเรื่องของรัชทายาทข้าเองก็ปวดหัวไม่น้อย เป็นเพราะข้าไม่อาจเป็นบิดาที่ให้ความอบอุ่นดูแลบุตรอย่างใกล้ชิดได้ตัวรัชทายาทเองก็ไร้มารดาคอยอบรมสั่งสอนข้างกาย ยิ่งทำให้เขาไม่รู้ความและข้ามีสนมนางใน และลูกชายอีกหลายคน คงทำให้เด็กคนนั้นกังวลไม่น้อยว่าตนอาจถูกถอดยศได้ทุกเมื่อ จนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ทำตัวเกเร อวดดีไปเรื่อยรอวันถูกปลด
ใช่ว่าข้าไม่รู้ปัญหาของรัชทายาทแต่เด็กคนนี้จะนั่งบัลลังก์ได้มั่นคง ก็ต่อเมื่อรู้จักคิดและแก้ปัญหาให้ตนเองหากเขายังไม่มีความนึกคิดว่าควรทำตัวเช่นไรตำแหน่งรัชทายาทนี้ก็ควรต้องเปลี่ยนคนแล้ว”ฮ่องเต้กล่าวอย่างสิ้นหวังในตัวรัชทายาทนิสัยเกเร และไม่รักการเรียน ไม่ขยันฝึกยุทธไม่เอาอะไรเลยนอกจากเล่น และกลั่นแกล้ง ทำร้ายข้ารับใช้รวมทั้งรังแกองค์ชายด้วยกันเอง
กระนั้นด้วยความเป็นบิดาพระองค์ก็ยังคงรักและลำเอียงเข้าข้าง รัชทายาท ที่เกิดจากฮองเฮาองค์แรกซึ่งเป็นผู้หญิงที่พระองค์รักที่สุด ดังนั้นจึงมักทำเป็นมองไม่เห็น เวลาที่รัชทายาทก่อเรื่องบางครั้งยังถึงกับเห็นดีเห็นงามกับรัชทายาทไปด้วย จนเหล่านางสนมนางในต่างร้องโอดโอยว่าพระองค์ลำเอียง โดยเฉพาะเวลาที่ลูกพวกนางถูกรัชทายาทรังแก
“ครั้งนี้ก็ทำตามที่หนิงหรงว่าย้ายคนพวกนั้นไปทำงานที่ไม่สำคัญและห่างไกลจากรัชทายาทและข้าก็แล้วกัน...ถึงอย่างไรคนที่ไม่ปกป้องรัชทายาทก็เอาไว้ใช้สอยใกล้ตัวไม่ได้”
ฮ่องเต้ตรัส ขณะที่ขันทีเฒ่า คุกเข่าน้อมรับกระแสรับสั่ง
“ส่วนรัชทายาทก็ปล่อยไปเถอะให้หนิงหรงนางปวดหัวกับเด็กเกเรคนนั้นไปข้าไม่คาดหวังว่านางจะดัดนิสัยรัชทายาทได้หรอก แต่ในเมื่อนางบอกเองว่า จะพยายามให้รัชทายาททำตัวให้สมกับตำแหน่ง ข้าก็คิดว่า อย่างน้อยในฐานะญาติใกล้ชิดของรัชทายาทคงทำให้รัชทายาทเปิดใจยอมรับฟังนางพูดได้บ้าง”
ฮ่องเต้กล่าวขณะนึกถึงหลานสาววัยสิบขวบ ที่พูดจา วางตัว และมีความคิดเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง...หลานสาวที่พระองค์รู้สึกว่า นางไม่ใช่หงหนิงหรงที่อ่อนแอคนเดิมกลับกลายเป็นอีกคนที่พระองค์ไม่รู้จัก ทว่ากลับรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมมากกว่าหลานคนเดิมของพระองค์ เหมือนทรงมีสหายเพิ่มมาอีกคน
เรื่องที่รัชทายาทพักอยู่ในหุบเขาอสูรเป็นความลับสุดยอด มีเพียงข่าวที่ว่า รัชทายาทเกเรเกินไป กลั่นแกล้งจนข้ารับใช้เกือบตายดังนั้นจึงถูกลงโทษ กักตัวในตำหนักอย่างไม่มีกำหนด และถูกบังคับให้เรียนอย่างหนักกล่าวกันว่าครั้งนี้ฮ่องเต้ทรงเอาจริง หากรัชทายาทยังนิสัยไม่ดี ทำตัวเกเรไม่ตั้งใจเรียน ไม่ตั้งใจฝึกวิชายุทธ ให้สมกับเป็นรัชทายาทตำแหน่งรัชทายาทก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง
ข่าวใหญ่นี้สร้างความปั่นป่วนให้ราชสำนักไม่น้อยทว่า ที่ตำหนักรัชทายาทกลั
บถูกควบคุมอย่างเข้มงวดคนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า ทหารองครักษ์ของฮ่องเต้คุ้มกันอย่างแน่นหนาประหนึ่งรัชทายาทเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์
ทว่าคนต้นเรื่องที่ทำให้เกิดข่าวใหญ่โตกลับไม่รู้เรื่องรู้ราว
รัชทายาท ที่แต่เดิมตั้งแง่หวาดระแวงในตัวหนิงหรง มาหลายวัน แต่เมื่อหนิงหรง ขยันหาของอร่อยมาให้กินซ้ำไม่เคยพูดจาดูถูกหรือหาเรื่องอะไรตน รัชทายาทที่เฝ้าดูหนิงหรงเอาแต่ฝึกพลังยุทธเรียนวิชาน่าเบื่อต่างๆ ไม่หยุดหย่อน ก็เริ่มเป็นฝ่ายเข้าหา ชวนคุย
ถามว่าเรียนไปทำไมตั้งใจฝึกวิชาเพื่ออะไร ทำเรื่องน่าเบื่อไปทำไม
แต่เมื่อได้ยินคำตอบรัชทายาทก็อึ้งอยู่นาน ด้วยคิดไม่ถึงว่า หนิงหรงที่มีสายเลือดเชื้อพระวงศ์เป็นถึงบุตรีของจวนแม่ทัพที่ทรงอำนาจ กลับเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งในตระกูลแม้แต่ขี้ข้ายังกล้าพูดจา ทำตัวโอหังใส่.. วันที่พ่อบ้านมาอาละวาด ตอนนั้นรัชทายาทออกไปเที่ยวเล่นในหุบเขากับองครักษ์ในยามบ่าย พร้อมทั้งพกขนกิเลนทองไปด้วยจึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าที่ร้ายกาจขนาดนี้ กลับมีชีวิตที่น่ารันทดยิ่งกว่าข้าเสียอีก” รัชทายาททำเสียงสลด เมื่อนึกถึงชีวิตของตน ที่ต้องมีชีวิต ท่ามกลางฝูงหมาป่าที่จ้องจะแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท ถีบตนลงจากตำแหน่ง...
“รันทดแล้วอย่างไร”หนิงหรงแสยะยิ้ม ไม่ได้มีท่าทีเศร้าโศกอะไรกับเรื่องที่เล่า
“ข้าในตอนนั้นก็แค่ใจเสาะเกินไปทั้งยังดูถูกตัวเอง และยอมให้เขารังแก... ก็เท่านั้น” หนิงหรงกล่าวก่อนจะหันไปป้อนขนมท่านเสี่ยวไป๋ที่นอน อ้าปากรอกินขนม
“แต่ข้าในเวลานี้มีท่านเสี่ยวไป๋ผู้ร้ายกาจเป็นพวก... ขอเพียงมีคนคิดจะทำร้ายข้าโผล่หัวมาก็แค่ส่งท่านเสี่ยวไป๋ ไปจัดการ หรือไม่ก็อาศัยอำนาจของฮ่องเต้และท่านอ๋องฮุ่ย
ขอเพียงข้ารู้จักลุกขึ้นมาปกป้องตนเองคิดและทำเพื่อตนเอง ข้าก็ไม่ใช่เหยื่อ ที่จะให้ใครมารังแกง่ายๆ ได้อีกแล้ว”หนิงหรงกล่าวขณะหันไปจ้องตารัชทายาท กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“เจ้าก็เช่นกันขอเพียงเจ้าลุกขึ้นมาทำเพื่อตัวเอง ตำแหน่งเจ้าก็จะมั่นคง ซ้ำยังเหยียบคนไว้ใต้เท้าให้พวกมันเกรงกลัว อำนาจของรัชทายาทได้เช่นกัน...ปัญหาคือเจ้าใช้อำนาจนี้ไม่เป็นก็เท่านั้น”
รัชทายาทคิดตาม แล้วกล่าว“ถ้าเช่นนั้นข้าควรต้องทำอะไรบ้าง”
หนิงหรงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างรอยยิ้มของนางทั้งเจ้าเล่ห์และร้ายกาจ “หลังจากนี้ไป เชื่อฟังข้าให้ดีก็พอ...แล้วเจ้าจะพบว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนไป”
ย้อนกลับไป วันที่เกิดเรื่อง
พ่อบ้านถูกส่งกลับด้วยสภาพใบหน้าเขียวช้ำปากแตก เดินเองไม่ไหว ต้องมีคนช่วยประคอง
“นะ....นายท่าน...”พ่อบ้านส่งเสียงพร้อมหางตามีน้ำตารื้นขึ้นมา สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความน้อยใจเจ็บปวด
แม่ทัพหงซือจง ผู้มี ผิวกายคมเข้มคิ้วหนา ตาดุ สันกรามชัดเจนพลันขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นสภาพพ่อบ้านที่ส่งไปเรียกตัวหนิงหรงกลับมาทว่านอกจากเขาไม่เห็นหนิงหรงกลับมากับพ่อบ้านแล้ว ยังพบว่าพ่อบ้านมีสภาพเหมือนขอทานเสื้อผ้า ผมกระเซอะกระเซิง มอมฝุ่น
“นับวันยิ่งไร้ระเบียบ หากเจ้าไม่ได้ทำงานกับข้ามานานคงสั่งโบยไปแล้ว!” หงซือจง จ้องมองด้วยความรังเกียจกับสภาพของพ่อบ้าน“ถึงกลับกล้ามาพบหน้าข้าด้วยสภาพเหมือนขอทาน...”
“ขออภัยขอรับนายท่านที่ข้าน้อยมาในสภาพเช่นนี้” พ่อบ้านรีบหยุดท่าทางน่าสงสารเห็นใจทันทีรีบอธิบายสภาพตน “ที่ข้าน้อยมีสภาพเช่นนี้เพราะถูก คุณหนูกลั่นแกล้งมาขอรับ!”พ่อบ้านเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นว่าตนถูกรังแกอย่างไรและหนิงหรงฝากคำพูดใดมาถึงนายท่านบ้างโดยไม่ลืมพูดจาให้ดูอวดดีไม่เห็นจวนแม่ทัพในสายตาพร้อมทั้งคำขู่อาฆาตแม่เลี้ยงและพี่ชายต่างมารดา ว่าจะให้คนฆ่า หากทั้งสองคนไม่หยุดมายุ่งวุ่นวายกับนาง
“ตุบ!”เสียงถ้วยชากระแทกหน้าผากของพ่อบ้าน จนหน้าผากแตก
พ่อบ้านร้องด้วยความตกใจแต่เมื่อถูกนายท่านถลึงตาใส่จึงได้แต่หุบปาก
“ทำตัวเย่อหยิ่งเหยียบหัวเจ้านายจนเคยชิน ยังมีหน้ามาบิดเบือนความจริงอีก...” แม่ทัพหงซือจงกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความโทสะ “ที่ผ่านมาเจ้าจะทำอย่างไรกับหนิงหรงข้าไม่เคยสนใจแต่บัดนี้นางมีประโยชน์ต่อสกุลหง ข้าสั่งให้เจ้าไปเชิญนางกลับมาดีๆ แต่...เจ้าทำอะไรลงไป!” หงซือจงขว้างถ้วยชาอีกใบใส่หน้าพ่อบ้านที่กำลังตกตะลึงจนลืมก้มหมอบขอความเมตตาจากเจ้านาย
ถ้วยชากระแทกที่คิ้วจนพ่อบ้านคิ้วแตกเลือดไหลได้แผลเพิ่ม...แผลนี้เรียกสติของพ่อบ้านกลับคืนมา...
คาดว่าคงเป็นเหล่าทหารคุ้มกันที่วิ่งมารายงานท่านแม่ทัพพ่อบ้านลืมไปว่าเหล่าทหารขึ้นตรงต่อแม่ทัพเท่านั้น ไม่เหมือนบ่าวไพร่ พวกบ่าวไม่กล้าวิ่งไปฟ้องท่านแม่ทัพ ไม่ว่าตนจะทำอะไรลงไปก็ตาม
พ่อบ้านเหลือบมองฮูหยินเพื่อขอความช่วยเหลือแต่ถูกอีกฝ่ายถลึงตาใส่ จึงได้แต่ก้มหัวหมอบลง แสดงความสำนึกผิด
“ขะ...ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”พ่อบ้านเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว
เดิมที่คิดว่าหงหนิงหรงจะยอมกลับสกุลหงแต่โดยดีเมื่อได้ยินว่านายท่านให้มาพาตัวกลับ หนิงหรงคงดีใจเนื้อแทบเต้นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาหนิงหรงเฝ้ารอให้บิดาสนใจตนมาโดยตลอดดังนั้นตนจึงทำตามที่นายหญิงต้องการ ทำเหมือนที่ผ่านมา รังแกหนิงหรงทั้งคำพูดและการกระทำ
“ในเมื่อเจ้าทำผิดครั้งนี้เจ้าก็รับโทษโบยสามสิบไม้ไปแล้วกัน จะได้ไม่กล้าขัดคำสั่งข้าอีก”แม่ทัพหงซือจงออกคำสั่ง
พ่อบ้านหน้าซีดแต่เนื่องจากตนเป็นพ่อบ้าน จึงติดสินบนได้ สามารถให้อีกฝ่ายโบยให้แผลปริแตกแต่ไม่กระทบต่อภายใน ดังนั้นสามสิบไม้จึงไม่ร้ายแรง ทว่าคำพูดต่อมาทำให้พ่อบ้านถึงกับหมดแรง...
“ให้ทหารลงทัณฑ์เป็นผู้โบย”ทหารลงทัณฑ์โบยสามสิบไม้นี้ต้องฟาดเต็มแรง บาดเจ็บภายใน ลุกจากเตียงไม่ได้นับเดือน....
พ่อบ้านทำหน้าเหมือนจะร้องไห้มองไปทางนายหญิงด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ ทว่านายหญิงของมันกลับขมวดคิ้วไม่พูดอะไรสักคำ
แม่ทัพให้สัญญาณมือ บอกทหารลากคนออกไปโบยตามคำสั่งพร้อมกำชับ
“โบยให้ครบ...สลบก็ปลุกขึ้นมา ต่อให้ตายก็ห้ามยกเลิก!”คำสั่งอันโหดเหี้ยมนี้ทำให้พ่อบ้านหวาดกลัวคำพูดนี้ของแม่ทัพย่อมหมายความว่าห้ามออมแรง!ตีให้เต็มที่!
สองขาของพ่อบ้านถึงกับสั่นขณะที่ถูกทหารสองนายลากถูไปยังห้องลงทัณฑ์ แม้ตนอยากจะแหกปากร้องขอความเห็นใจจากนายท่านทว่าตนรู้จักนิสัยนายท่านดี หากยิ่งพูดมาก โทษตนจะถึงตายทันทีดังนั้นจึงได้แต่ก้มหน้ารับชะตา
“หรี่เซียงหรู”แม่ทัพหงซือจง เอ่ยเรียกชื่อฮูหยินรักของตน ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
คนถูกเรียก ขมวดคิ้วกัดริมฝีปากใบหน้างอง้ำขึ้นมาทันที ท่าทางประท้วงว่าตนไม่ผิด
“ที่ผ่านมา ข้าไม่เคยสนใจว่าเจ้าและลูก จะทำอย่างไรกับหนิงหรง” หงซือจงกล่าวขณะ มองฮูหยินด้วยสายตาคาดโทษ“ทว่านางในเวลานี้มีความสำคัญต่อสกุลหงอย่างมาก...สกุลหงไม่อาจยอมให้นางไปเข้าร่วมกับราชวงศ์ได้ หาไม่อำนาจของสกุลหงและราชวงจะเสียสมดุลทันที
เมื่ออำนาจของสกุลหงลดลงเจ้าย่อมรู้ดีว่าพวกเราต้องกลายเป็นมดใต้เท้าผู้อื่นพร้อมถูกขยี้ทุกเมื่อ...ดังนั้นนับจากนี้ไป เจ้ากับลูก อย่าได้ไปเตะต้องหนิงหรงอีก”
หรี่เซียงหรูทำสีหน้างอง้ำ“หากเพื่อความสบายใจของท่าน ข้าจะฟังคำของท่านก็แล้วกันอย่างน้อยก็ในช่วงเวลาที่นางยังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่....” หรี่เซียงหรูยอมรับปากด้วยใบหน้างอง้ำ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย
“ส่วนข้าและลูกในเวลานี้คงไม่อยู่ในสายตาท่านอีกแล้วเพราะข้าทั้งแก่และน่าเบื่อ ไม่สาวไม่สวยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” คนงามสีหน้างอง้ำทำท่าทางกระเง้ากระงอด น่ารักน่าเอ็นดู จนคนมองเห็นแล้วใจอ่อน
ยามที่ร่างบอบบางทำท่าสะบัดหน้าใส่จนกลิ่นหอมกรุ่น ลอยกระทบจมูก ทำให้ท่านแม่ทัพไม่อยากพูดจาทำให้คนงามโกรธ
แม่ทัพหงซือจงยื่นมือไปคว้าแขนเสื้อคนงาม กระชากให้ร่างบางที่กำลังหันหน้าหนี ให้หันมาทางตน
“แควก..”แรงกระชากที่รวดเร็วและรุนแรง ทำให้แขนเสื้อของหรี่เซียงหรูถึงกับขาดคามือ
ผิวแขนขาวเนียนใต้ร่มผ้าพลันเผยโฉมออกมา รวมทั้งสาบเสื้อแหวกออก เผยเนินอกขาวผ่อง ให้เห็นรำไร
ดวงตาคมกล้าของแม่ทัพ พลันสว่างจ้าจ้องสาวงามด้วยแววตาหิวกระหาย ยกมือขึ้นลูบไล้แขนขาวผ่อง อย่างมีอารมณ์
หรี่เซียงหรู ถูกลูบไล้ปลุกเร้าจนเผลอครางเสียงแผ่ว ก่อนจะกัดริมปากตัวเองหยุดการคราง
ทำท่าแย้มยิ้มเอียงอายรีบเบี่ยงตัวหลบ ยกมือขึ้นปกปิด อกขาวผ่อง เมื่อสามียื่นมือมาทำท่าจะขย้ำกลางวันเสกๆทั้งๆ ที่ประตูห้องยังเปิดกว้าง รอบด้านยังมีบ่าวไพร่ยืนรับใช้
“ทะ...ท่านพี่ยังมีคนมองอยู่นะ” หรี่เซียงหรูกล่าวด้วยน้ำเสียงเอียงอาย แต่กลับหันมาท่าทางบิดเอวคอดใช้มือที่ปิดอกอยู่บีบหน้าอกตัวเอง ด้วยท่าทางเชิญชวนเย้ายวน
ท่านแม่ทัพ ยิ้มกรุ้มกริ่มขณะส่งสัญญาณไล่คนออกไป
ประตูห้องถูกปิดลงขณะที่บ่าวไพร่ต่างหน้าแดงก่ำเขินอายกับสิ่งที่เกิด
หลังประตู พลันเกิดเสียงฉีกเสื้อผ้าและเสียงร้องครางยั่วยวนของหรี่เซียงหรู
หากมองผ่านกระดาษบางๆที่ใช้กรุช่องประตู หน้าต่าง กำแพง ก็จะเห็นราง ๆ ว่าบัดนี้แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ใบหน้าซุกอยู่ใต้หว่างขาของสาวงาม ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนตั่ง สาวงามร้องเสียวซ่านเสื้อผ้าท่อนล่างของนางถูกฉีกทึ้งกลายเป็นเศษผ้า ขณะที่ท่อนบนยังมีเสื้อปกปิดแบบหมิ่นเหม่
หญิงงามยกขาข้างหนึ่งวางบนตั่งอีกข้างเหยียดยาวบนพื้นมือหนึ่งกดหัวแม่ทัพ ให้ซุกไซ้หว่างขา ร้องครางอย่างสุขสมและยั่วยวนไปพร้อมากัน
ฝ่ายบุรุษแหย่ลิ้นให้รวดเร็วและสอดลิ้นเข้าไปตามกลีบสงวนของสาวนาง
เสียงครางของหญิงามร้องด้วยความสุขสมดังกระเซ่าลั่นห้องหนังสือคละเคล้ากับเสียงดูดเลียอย่างตะกละตะกลาม
“อ่า...ท่านพี่อ่า...ขะ...ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงกระเส่าของหรี่เซียงหรูร้องบอกสามีที่ลงลิ้นละเลงบนกลีบสงวนของตนอย่างช่ำชอง และถึงใจ จนน้ำหวานจากกลีบสงวนไหลออกมากน้ำหวานที่สามีเลียกินอย่างถูกใจ
“ใครบอกว่าฮูหยินของข้าแก่กันทั้งหอมหวาน ทั้งอร่อยขนาดนี้ ข้าจะไม่รักได้อย่างไร” แม่ทัพบอกรัก ขณะยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ตลบชายเสื้อไปด้านหลัง เผยให้เห็นว่ามีบางอย่างกำลังดุนดันอยู่ภายใต้กางเกงของท่านแม่ทัพ ที่อยากออกมาสูดอากาศภายนอก
“มังกรใหญ่ของท่าน...กำลังอยากเอาหัวจุ่มแล้ว” หรือเซียงหรูกล่าวขณะที่ถูกสามีฉีกเสื้อแหวกออกจนเสื้อไปกองที่เอวตน เผยให้เห็น ภูเขานูนใหญ่ทั้งขาวทั้งเนียน รวมทั้งจุกชมพูระเรื่อน่าชิม
“ตอนนี้มันยังตื่นไม่เต็มที่เจ้าก็ช่วยปลอมประโลมปลุกมันให้ข้าที” แม่ทัพกล่าวขณะปลดสายคาดเอว และกางเกงออก เผยให้เห็นลำยาวใหญ่อันเป็นอาวุธประจำกาย มันผงกหัว หงึก หงึก พร้อมสู้กับมือน้อยๆที่ยื่นมาลูบไล้ ปลุกเร้ามัน
แม่ทัพกดหัวของสาวงามเป็นสัญญาณให้ส่งมังกรยักษ์เข้าปาก
สาวงามทำตามอย่างว่าง่ายอมด้ามใหญ่ยาวจนมิดยังใช้ลิ้นดุนมัน รูดเข้าออกในโพรงปากด้วยท่าทางเหมือนหิวกระหาย สร้างความเคลิบเคลิ้มให้แก่แม่ทัพเต็มที่
จนมังกรยักษ์พ่นน้ำเล็กน้อยแม่ทัพจึงดึงมังกรยักษ์ออก แล้วเปลี่ยนมาเป็น ผลักสาวงามลงนอนบนตั่งใช้สองนิ้วละเลงลงบนกลีบสงวนของสาวงาม บดขยี้หยอกเย้าให้เสียวซ่าน ก่อนจะแหย่ ให้โพรงกลีบที่คับแน่นขยายออกเขย่าข้อมือขยับนิ้วอยู่พักใหญ่ ก็รับรู้ว่าโพรงนั้นชื้นแฉะ มีน้ำไหลออกมาก
แม่ทัพจึงส่งมังกรยักษ์ ที่พองตัวพร้อมรบ เข้าสู่โพรงสวาทอันคับแคบของหญิงงาม จ้วงแทงสุดตัวจนเกิดเสียงครางจากทั้งสองฝ่าย เมื่อได้ที่มังกรจึงบินทะยานไปมาในโพรงสวาท
เสียงร้องครางของทั้งคู่สอดประสานกันอย่างสุขสม
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังไม่หยุดทั้งสองบรรเลงเพลงรัก พร้อมท่าหลากหลายและท่าพิสดารแปลกใหม่ที่สรรหามาเล่นกันครั้งแล้วครั้งเล่า กินเวลายาวนานเมื่อหมดแรงก็พักยก แล้วเริ่มยกใหม่อีกครั้ง
กว่าเพลงรักนี้จะบรรเลงจนอิ่มหนำเหล่าทหารก็ผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปหลายหน่วย
เมื่อทหารที่เฝ้ายามออกเวร ต่างก็มีอารมณ์ทางเพศรีบไปหาสาวใช้มาช่วย อมมังกรให้ตน จินตนาการถึงเสียง ที่ได้ยินหลังประตูนึกภาพสาวงามอย่างหรี่เซียงหรูที่นอนทอดกายยั่วยวนตน