บทที่ 13 ยังกล้าพูดอีกนะว่าฉันน่ะใจดี
ฮั่วฉางชิงลังเลใจอยู่บ้าง เื่พวกนี้เขาไม่เคยเล่าให้คนอื่นฟัง แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยพูดถึง
แต่เมื่อจางจิงจิงเอ่ยปากถามขึ้นมาแล้ว ถ้าเขาไม่พูด เธอคงต้องผิดหวังแน่ ๆ เพราะกำลังคุยกันอย่างออกรส
ชายหนุ่มอ้าปาก สุดท้ายก็เลือกที่จะเล่าเื่ราวในตอนนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
แม้ว่าจะไม่ได้ปรุงแต่งคำพูดใด ๆ แต่จางจิงจิงก็ััได้ถึงความโกลาหลในตอนนั้นจากน้ำเสียงเรียบเฉยของเขา
ก่อนหน้านี้ เธอได้แต่ดูวิดีโอสั้น ๆ หรือดูหนัง เห็นฉากแบบนี้ทีไรก็มักจะน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้ง
ตอนนี้มีคนที่ประสบเหตุการณ์แบบนั้นจริง ๆ และเป็คนที่อยู่ข้างกายตนเอง ทำให้เธอรู้สึกะเืใจอย่างมาก
"ตอนนั้นคุณคงรู้สึกผิดมากสินะ รู้สึกผิดที่ตัวเองช่วยเขาไว้ไม่ได้"
พอได้ยินแบบนั้น ดวงตาของฮั่วฉางชิงก็พลันสั่นไหวทันที
"ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก พวกคุณทุกคนต่างก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ถ้าเป็คุณในตอนนั้น คุณเองก็คงก้าวไปข้างหน้าเหมือนกันใช่ไหมล่ะ? พวกคุณทุกคนคือวีรบุรุษนะ"
จางจิงจิงพูดด้วยแววตาสั่นไหว มือของเธอเผลอคว้ามือของฮั่วฉางชิงไว้แน่น
"คุณวางใจเถอะ ฉันจะดูแลเด็กๆ ทั้งสามคนให้ดี พวกเขาเป็ลูกของวีรบุรุษเชียวนะ"
ััอุ่นจากมือหญิงสาว ทำให้ฮั่วฉางชิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมา
ฮั่วฉางชิงไม่เคยคาดหวังว่าสตรีบ้านนอกผู้ไร้ประสบการณ์อย่างจางจิงจิงจะเข้าใจความรู้สึกของเขาได้ แต่ปฏิกิริยาของเธอทำให้เขาประหลาดใจ บางทีเขาไม่ควรตัดสินคนด้วยอคติ
"ขอบใจ"
ผ่านไปเนิ่นนาน ฮั่วฉางชิงถึงจะเอ่ยเสียงแหบพร่าออกมาได้
จางจิงจิงสะดุ้ง รีบปล่อยมือจากมือของฮั่วฉางชิงทันที
"เอ่อ...อย่าถือสาฉันเลยนะ ฉันแค่ชั่ววูบตื้นตันไปหน่อย ฉันเป็คนอารมณ์อ่อนไหว ไม่ได้คิดจะล่วงเกินคุณหรอกนะ"
ฮั่วฉางชิง "..."
เอาล่ะ บรรยากาศเศร้าๆ เมื่อกี้ก็หายไปแล้ว
"นอนเถอะ"
"อื้ม"
จางจิงจิงสูดจมูก เธอพลิกตัวเตรียมเข้านอน ท่ามกลางความมืด ฮั่วฉางชิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอันล้ำลึก ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง
่กลางดึก จางจิงจิงสะดุ้งตื่นเพราะปวดปัสสาวะ เธออยากลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่พอลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังกอดฮั่วฉางชิงอยู่
ปฏิกิริยาแรกของเธอไม่ใช่รีบปล่อยมือ แต่กลับกัดฟัน ก่อนจะใช้มือกดลงบนตัวของฮั่วฉางชิงเบาๆ
ไม่เลว กล้ามเนื้อของเขายืดหยุ่นดีจริงๆ
ขนตาของฮั่วฉางชิงสั่นเบาๆ จางจิงจิงรีบปล่อยมืออย่างระมัดระวัง
เธอลุกขึ้นนั่ง พลางมองไปยังกระโถนที่วางอยู่ในห้อง
ในลานบ้านมีห้องน้ำ แต่ทุกคนมักจะไม่ค่อยอยากออกไปข้างนอกตอนกลางคืน จึงมักจะวางกระโถนไว้ในห้องเพื่อใช้ตอนกลางดึก และค่อยเอาไปเททิ้งในห้องน้ำตอนเช้า
จางจิงจิงครุ่นคิดอยู่นานก็ยังรู้สึกเขินอาย เสียงน้ำไหลรินแบบนั้น ถ้าหากให้ฮั่วฉางชิงได้ยินเข้า คงต้องขายหน้าตายแน่ๆ
เฮ้อ ช่างเถอะ ไปเข้าห้องน้ำดีกว่า แต่นี่มันน่าจะตีสามตีสี่ เธอเองก็ไม่กล้าออกไปคนเดียวเนี่ยสิ!
ขณะที่กำลังลำบากใจอยู่บนเตียง ฮั่วฉางชิงก็ลุกขึ้นกะทันหัน
"อยากเข้าห้องน้ำใช่ไหม?"
จางจิงจิงสะดุ้งใ และเสียงพูดติดขัดเล็กน้อย
"คุณ คุณตื่นแล้วเหรอ? ฉันไม่ได้ทำคุณตื่นใช่ไหม?"
"ไม่ใช่ ไปกันเถอะ ผมไปเป็เพื่อน"
ฮั่วฉางชิงพูดพลางลุกขึ้นยืน หยิบไฟฉายจากบนตู้ออกมา
จางจิงจิงรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าตัวเองเื่มากไปหน่อย แค่เข้าห้องน้ำยังต้องปลุกเขามาเป็เพื่อน รู้งี้ใช้กระโถนที่ห้องก็ดี
"รบกวนคุณแล้ว"
ทั้งสองคนเดินออกจากบ้านมา จางจิงจิงถือไฟฉายเดินนำหน้าเข้าห้องน้ำ ส่วนเขายืนรออยู่ด้านนอก
หลังจากเสร็จธุระส่วนตัวแล้ว ทั้งสองคนก็กลับเข้าไปในบ้าน และนอนลงเตรียมตัวเข้านอน
ตอนที่ใกล้จะหลับ หญิงสาวก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ถึงแม้ฮั่วฉางชิงจะมีสีหน้าที่ดูบูดบึ้ง แต่เขาก็เป็คนที่เอาใจใส่ ถึงขนาดยอมเดินมาเป็เพื่อนถึงห้องน้ำ เขาเป็คนดีจริงๆ เริ่มสงสัยแล้วสิว่าจางจือจือจะมานั่งเสียใจภายหลังหรือเปล่านะ...
เช้าวันต่อมา ตอนที่จางจิงจิงตื่นขึ้นก็ไม่พบใครอยู่ข้างๆ แล้ว
หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกา เห็นว่ายังไม่สายมากนัก ตอนที่ออกไปข้างนอกก็เห็นคุณแม่ฮั่วกำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหารในครัว
แม้ว่าเธอจะอาสาเป็คนทำอาหารเอง แต่แม่ของเขาก็ไม่ใช่แม่สามีใจร้ายอะไร พอเห็นว่าลูกสะใภ้ยังไม่ตื่นดี ตัวเองจึงรีบลุกขึ้นมาทำอาหาร
เมื่อเห็นว่าจางจิงจิงตื่นแล้ว คุณแม่ฮั่วก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นมาว่า
“ทำไมไม่ทำแพนเค้กต้นหอมเพิ่มอีกสักสองแผ่นล่ะ รสชาติดีเชียวนะ”
จางจิงจิงยิ้มกริ้ม
"ค่ะแม่"
จางจิงจิงล้างมือแล้วไปจัดการทำอาหาร พอกำลังทานข้าว สายตาก็สบเข้ากับสายตาของฮั่วฉางชิงโดยไม่ทันตั้งตัว จางจิงจิงไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่จึงรีบหลบสายตา
ดูเหมือนว่าหลังจากผ่านคืนที่ผ่านมา ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไป ไม่ค่อยเป็ตัวของตัวเอง
ฮั่วฉางชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
วันนี้ฮั่วฟางฟางไม่ได้หาเื่ ไม่ได้พูดจาแดกดันอาหารว่าเป็อาหารหมู เพียงแต่ยังคงทำหน้าบูดบึ้ง ราวกับใครติดหนี้เธอนับหมื่นล้านหยวน
หลังจากทานข้าวเสร็จ คุณพ่อฮั่วก็เอ่ยปาก
"จิงจิง เดี๋ยวเธอเก็บของให้เรียบร้อย แล้วให้ฉางชิงไปส่งที่สถานีวิทยุนะ ไปหาหัวหน้าเฉิน ฉันติดต่อเขาไว้เรียบร้อยแล้ว เธอไปเข้ารับการประเมินได้เลย"
คุณพ่อฮั่วได้พูดคุยกับอีกฝ่ายเป็การส่วนตัวแล้ว หากเขาพาจางจิงจิงไปด้วยอีกคงไม่ค่อยเหมาะสม
"ค่ะพ่อ ขอบคุณค่ะ"
พอฮั่วฟางฟางได้ยิน เธอก็ประหลาดใจมาก
"ไปสถานีวิทยุทำไม?"
"พี่สะใภ้อยากไปดูงานน่ะ" คุณแม่ฮั่วตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ฮั่วฟางฟางวางตะเกียบลง มองจางจิงจิงอย่างไม่เชื่อสายตา
"เธอ? จะไปทำงานที่สถานีวิทยุ? ล้อเล่นอะไรเนี่ย ใครๆ ก็เป็ผู้ประกาศได้รึไง? ไปแบบนั้นไม่ขายหน้าบ้านเราแย่เหรอ?"
ฮั่วฟางฟางยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห เสียงของเธอก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
"นี่เธอจะต้องเลียนแบบพี่จือจือไปทุกเื่เลยใช่ไหม? คนอื่นเขาทำงานที่สถานีวิทยุ เธอก็จะไปทำงานที่สถานีวิทยุ เป็ปลิงรึไง? แล้วอีกอย่าง จากคุณสมบัติของเธอมันไปเป็ผู้ประกาศได้เหรอหะ? รู้จักที่ต่ำที่สูงบ้างสิ"
ตอนนี้เอง จางจิงจิงก็เพิ่งรู้ว่าจางจือจือทำงานที่สถานีวิทยุ ที่ผ่านมาเธอรู้แค่ว่าจางจือจือยังเรียนอยู่ และกำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ดูท่าทางงานที่สถานีวิทยุคงเป็งานพิเศษสินะ
"ฉันไม่ได้อยากจะไปแข่งกับใคร ฉันแค่รู้สึกว่างานนี้ฉันทำได้ ถ้ามีงานทำ ฉันก็เลี้ยงดูตัวเองได้"
จางจิงจิงพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ดีและใจเย็น แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ฟัง แถมยังพูดจาดูถูกกันอีก
"แหม ดูสิ เธอคงอยากจะทำให้ครอบครัวเราขายหน้าตายไปข้างสินะ ถ้าสอบไม่ผ่านขึ้นมาก็ออกไปกวาดถนนไปเลยไป!"
จางจิงจิงก็โกรธเล็กน้อยเช่นกัน ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้พูดจารุนแรงและใจดำขนาดนี้กันนะ
ทันใดนั้นเอง ฮั่วฉางชิงก็ทุบโต๊ะเสียงดังอย่างกะทันหัน
"ฮั่วฟางฟาง ระวังคำพูดและการกระทำของตัวเองหน่อย แกไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ นี่เป็ทัศนคติของแกเวลาคุยกับผู้ใหญ่หรือเปล่า? นี่คือสิ่งที่อาจารย์สอนแกมาหรือเปล่า? งั้นในอนาคตฉันว่าแกไม่ต้องไปโรงเรียนอีกแล้วแหละ!"
ใบหน้าของฮั่วฉางชิงจริงจังมาก บอกได้เลยว่าเขาโกรธจริงๆ
เห็นได้ชัดว่าฮั่วฟางฟางใและหวาดกลัวมาก รีบหันไปหาคุณแม่ฮั่วทันที
"แม่คะ ดูพี่สิ..."
พูดจบ น้ำตาก็คลอเบ้า
จางจิงจิงแอบมองฮั่วฉางชิงครู่หนึ่ง ในใจแอบรู้สึกโล่งใจและสะใจ เขาดุด่าน้องสาวไม่กี่คำก็ทำให้หล่อนร้องไห้ได้แล้ว แสบสะใจจริงๆ!
ส่วนคุณแม่ฮั่วกลับคิดว่าลูกสาวพูดแรงไปหน่อย จึงไม่เข้าข้าง
"พอได้แล้ว พูดน้อยๆ หน่อย"