บทที่ 1แรกเริ่ม
ณ จวนสกุลเสิ่น พรั่งพร้อมด้วยเงินทองอำนาจวาสนาที่หลั่งไหลเข้ามาไม่จบไม่สิ้นซึ่งต่างจากในอดีตที่แร้นแค้น ณ ศาลารับลมเสิ่นนั่วครองตำแหน่งเ้ากรมพิธีการแคว้นต้าลู่กำลังทอดมองทิวทัศน์อันงดงามในจวนของตนด้วยความปรีดา
แม้ว่าตำแหน่งที่ได้รับจะไม่ได้สำคัญเท่าใด แต่ก็มีหน้ามีตาไม่น้อยอีกทั้งปลอดภัยต่อการคุกคามจากอำนาจทางการเมืองไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเืหลายต่อหลายครั้งเสิ่นนั่วก็สามารถรักษาตำแหน่งเ้ากรมพิธีการได้เรื่อยมา
หลายวันก่อนได้มีจดหมายจากเจียงจูส่งถึงมือเขาจะว่าไปก็เป็เื่ในอดีตไม่ควรระลึกถึง แต่ในเวลานี้กับสร้างความยุ่งยากใจรอยยิ้มที่มีในคราแรกจางหายไปในชั่วพริบตา เหลือแต่ความกระอักกระอ่วนใจ เมื่อนึกถึงเื่ในอดีตกับคำมั่นที่ให้ไว้กับสหาย
ใบหน้าเริ่มมีรอยเหี่ยวย่นมีความกังวลขึ้นมาเมื่อนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับสหายในอดีตถึงการเกี่ยวดองระหว่างสองตระกูลในตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว..
หลายปีก่อนสกุลเสิ่นประสบกับความลำบาก ทว่ากลับมีสกุลลู่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือกระทั่งมีหน้ามีตาจนถึงทุกวันนี้
แต่เมื่อสกุลลู่ประสบเคราะห์กรรม สกุลเสิ่นที่เริ่มตั้งตัวได้กลับหมางเมินสกุลลู่ บัดนี้ฮูหยินลู่ออกหน้าเดินทางมาถึงเมืองหลวงคิดว่านางจะต้องมาทวงสัญญาการหมั้นหมายในอดีตเป็แน่
เสิ่นนั่วถอนหายใจอย่างยากเย็นยามนี้สกุลลู่ตกต่ำเขาไม่อาจทนเห็นบุตรสาวอันเป็ที่รัก ต้องแต่งออกไปพบความลำบากแต่จะมีวิธีใดเล่าที่จะสามารถช่วยบุตรสาวให้หลุดพ้นได้
ขณะที่เสิ่นนั่วกำลังเค้นความคิดของตนเพื่อช่วยเหลือบุตรสาว ฮูหยินเอกเสิ่นยู่อี้ได้เดินเข้ามาในศาลารับลม
สำหรับเสิ่นยู่อี้เป็ฮูหยินเอกที่เชิดหน้าชูตาให้เขาได้ไม่น้อยเขาและนางมีบุตรชายและบุตรสาวด้วยกัน ทว่าในจวนสกุลเสิ่นแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงฮูหยินใหญ่แต่ผู้เดียวแต่ยังมีอนุที่ไร้ปากเสียงอย่างมู่เหรินอยู่อีกคน เสิ่นนั่วและมู่เหรินมีบุตรสาวด้วยกันสองคน
แม้ว่าสองเรือนจะไม่ลงรอยกัน แต่ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งจนเกิดเื่ใหญ่โตเหมือนกับจวนอื่นๆหรืออาจจะเป็เพราะมู่เหรินเจียมเนื้อเจียมตัวเนื่องจากนางไร้ญาติขาดมิตร
ยู่อี้สังเกตสีหน้าของสามีดูเหมือนจะมีเื่อึดอัดใจจากที่ทั้งสองร่วมทุกข์สุขเป็สามีภรรยากันมานับยี่สิบปีมีหรือว่านางจะไม่รู้ว่าสามี มีเื่ให้ขบคิด เมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของสามี ยู่อี้จึงร้องถามขึ้น
“ท่านพี่ มีสิ่งใดหรือเ้าค่ะ”
“สกุลลู่”
ฮูหยินเอกเสิ่นเบิกตากว้าง เดิมทีนางคิดว่าสกุลลู่จะไม่ย้อนกลับมาเมืองหลวงอีกแต่ไฉนนางถึงได้ยินชื่อสกุลลู่ปรากฏขึ้นอีกเล่า หรือว่าพวกเขาจะมาทวงสัญญาในอดีต ยู่อี้ซวนเซเล็กน้อยจำได้ว่า
ในวันที่สกุลลู่ออกจากเมืองหลวงไปเป็เวลาฉุกละหุกไม่ทันได้กล่าวเื่การถอนหมั้นอย่างเป็ทางการต่อมานางได้ใช้สินสอดของบุตรสาวไปกับการหาเส้นสายไปจนหมดเช่นนี้จะหาเงินทองมากมายมาคืนพวกเขาได้อย่างไร
“ท่านพี่เช่นนี้แล้วพวกเราจะต้องยกอ้ายฉีให้กับพวกเขาหรอกหรือ? ข้ายอมไม่ได้หรอก ที่จะต้องส่งนางไปเจียงจูในดินแดนอันหนาวเย็นนั้น”
“ข้าเองก็ทำใจได้ยาก”
เป็ที่รู้กันดีว่า อ้ายฉีเป็ธิดาคนรองของเสิ่นนั่วแม้ว่าจะเกิดหลังบุตรสาวอนุอย่างอ้ายเหริน แต่ทว่าความรักนั้นหาได้เท่าเทียมกันเสิ่นนั่วประคบประหงมอ้ายฉีราวกับไข่ในหิน ส่วนบุตรสาวอีกคน เขากลับมองข้าม
อ้ายเหรินและอ้ายซี เดินเข้าประตูข้างพร้อมกับยาห่อใหญ่ เนื่องจากอนุมู่เหรินไม่ค่อยสบายทั้งสองจึงออกไปซื้อของบำรุง ก่อนที่จะเดินหายเข้าไปในปีกตะวันตกของจวนที่เป็มุมไร้แสงแดดอันอบอุ่น
เสียงของคนทั้งสองเรียกสายตา สามีภรรยาที่ยืนรับลมไม่น้อยก่อนที่คนทั้งสองจะหันมาสบตากัน ปัญหาที่หนักอึ้งดูเหมือนจะผ่อนคลายลงเมื่อตัดสินใจได้แล้วว่า คนที่จะต้องแต่งออกไปคือ ‘อ้ายเหริน’
เป็ที่รู้กันดีว่าอ้ายเหรินไม่ได้เป็คนหัวอ่อนเช่นมารดาแต่มีอุปนิสัยที่แข็งกร้าวต่างจากคนในตระกูลเสิ่น แม้กระทั่งเสิ่นนั่วยังแอบคิดอยู่ในใจลึกๆว่านางคือบุตรสาวของเขาหรือไม่
“ท่านพี่..”
“คิดว่าพวกเรามีทางออกแล้ว” ยู่อี้พยักหน้าให้ก่อนที่จะมองตามหลังคนทั้งสองไปจนลับสายตา
ณ เรือนหลัง
อ้ายซีในวัยหกขวบพอที่จะช่วยงานพี่สาวได้แล้วมือเล็กๆหยิบจับยาลงหม้อเดือดอย่างคล่องแคล่ว แม้ว่าในจวนสกุลเสิ่นจะมีบ่าวรับใช้แต่ไม่ใช่ที่เรือนของอนุมู่เหริน นอกจากอาหารสามมื้อที่ส่งมาบ่าวไพร่ที่เหลือก็ไม่เคยย่างเท้าเข้ามาปรนนิบัติอนุผู้นี้แม้แต่คนเดียว
นั้นเป็เพราะหลายเดือนก่อน สาวใช้ที่ถูกส่งมาได้รังแกอนุมู่เหรินในวันที่อ้ายเหรินไม่อยู่ แต่เมื่อหญิงสาวกลับมาพบเห็นมารดาที่ทำงานหนัก
ทำให้อ้ายเหรินบันดาลโทสะเฆี่ยนตีสาวใช้ต่อหน้าคนเรือนใหญ่โดยให้เหตุผลว่าบ่าวรังแกนายพร้อมกับขายบ่าวผู้นั้นเข้าหอคณิกาไปการกระทำนั้นทำให้สาวใช้เริ่มเกรงกลัวอ้ายเหริน
“พี่ใหญ่ วันนี้เราขายสุราหมักได้มาก ซื้อของมาบำรุงท่านแม่นางจะหายดีใช่หรือไม่”
“จะต้องเป็เช่นนั้น ส่วนเ้าจะต้องขยันอ่านตำราให้มาก”
“คิดว่าสามีในอนาคต จะต้องยำเกรงท่านแน่พี่ใหญ่แม้แต่ท่านพ่อยังเถียงไม่สู้ท่านเลย”
หญิงสาวส่ายหน้า แม้ว่าเสิ่นนั่วจะเป็บิดาแต่หาได้มีความสนิทสนมกับบุตรสาวอย่างเช่นจวนอื่นๆ ทั้งสองเป็เสมือนคนแปลกหน้าต่อกัน ต่างคนต่างอยู่
เดิมทีนางก็คือดวงิญญาของคนต่างโลกที่ล่องลอยไปมาแต่ด้วยเหตุใดก็สุดรู้นางได้มาเยือนที่แห่งนี้โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
อีกทั้งเฝ้าดูครอบครัวเล็กๆนี้ มาั้แ่อ้ายเหรินยังตัวเล็กๆเมื่อเ้าของร่างจากไป นางจึงมาอาศัยอยู่ในร่างนี้แทน
ในอดีตอ้ายเหรินตัวจริงป่วยไข้ ไร้ผู้คนเหลียวแล
อนุมู่ วิ่งฝ่าสายฝนไปขอร้องคนที่เรือนใหญ่เพื่อช่วยเหลือชีวิตบุตรสาวแต่ต้องกลับมามือเปล่า ท้ายที่สุดนางจะต้องหอบทรัพย์สินที่มีติดตัวอยู่น้อยนิดวิ่งออกไปนอกจวนเพื่อขอร้องท่านหมอมาช่วยเหลือบุตรสาวของนาง
แต่ท่านหมอผู้นั้นกลับมองเห็นนางก่อนที่จะเชิญนางเข้ามาอยู่ในร่างของอ้ายเหรินที่นอนตัวเย็นชืด..หมอเทวดากล่าวอย่างใจเย็นด้วยความเมตตา
‘ชะตานี้เป็ของเ้าแล้ว’
‘ขอบคุณท่านหมอที่เมตตา’
จากนั้นอ้ายเหรินที่ขี้กลัวกลายเป็อีกคนที่แข็งแกร่งขณะที่กำลังคิดถึงเื่ราวที่ผ่านมา อ้ายซีกระตุกชายเสื้อพี่สาวเบาๆแล้วชี้มือมาที่หม้อสมุนไพร
“ใช้ได้หรือไม่เ้าคะ”
“รอเคี่ยวอีกหน่อย แล้วค่อยยกไปให้ท่านแม่ดื่ม”
เวลาผ่านไปหลังจากดื่มยาเสร็จ มู่เหรินกระวีกระวาดออกจากเรือนของตนมองบุตรสาวคนที่ปีนขึ้นหลังคาไปซ่อมกระเบื้อง เมื่อคืนมีน้ำค้างหยดลงมากระทั่งพื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน ดังนั้นวันนี้นางจึงคิดซ่อมให้เสร็จ
“อาเหรินเหตุใดไม่ไปแจ้งฮูหยินใหญ่ ว่าขอเบิกเงินมาซ่อมเรือน”
“ท่านแม่เื่เล็กน้อยแค่นี้เอง ไม่ต้องกังวลเ้าค่ะข้าเก่งอยู่แล้ว”
อ้ายซีได้มองพี่สาวด้วยความเห็นใจเดิมทีพวกนางไปแจ้งต่อฮูหยินใหญ่แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับเพิกเฉยอาจจะเป็เพราะ้ากลั่นแกล้งอนุเรือนหลังเหมือนกับจวนอื่นๆกระมัง
กว่าจะซ่อมหลังคาแล้วเสร็จก็กินเวลาไปครึ่งค่อนวันอีกทั้งสิ่งของในบ้านต่างถูกซ่อมแซมจนแล้วเสร็จอ้ายซีตาโตนึกไม่ถึงว่าพี่สาวจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ดูแล้วบ้านหลังเล็กนี้พอที่นางและท่านแม่ อาศัยอยู่ได้นับสิบปีโดยไม่ต้องซ่อมแซมแม้แต่น้อย
อีกทั้งสวนหลังบ้าน ที่เต็มไปด้วยพืชผักยังพอให้นางเก็บกินจนถึงฤดูหนาวปีหน้าและยังไม่รวมถึงสุราที่หมักไว้ขาย
ฮูหยินใหญ่เสิ่นพร้อมกับบุตรสาว ตามด้วยขบวนสาวใช้จำนวนหนึ่งเดินเข้ามาบริเวณเรือนหลังเล็ก เมื่อเห็นบ้านหลังเล็กที่ถูกซ่อมจนแล้วเสร็จนางก็เริ่มรู้สึกละอายใจเล็กน้อยที่เห็นอุปกรณ์ซ่อมแซมเรือนยังวางระเกะระกะตามทางเดินแม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังทำสิ่งใด แต่ก็จำต้องแสร้งถาม
“พวกเ้าทำสิ่งใดกัน” ขณะที่มู่เหรินยอบตัวคารวะอีกฝ่ายส่วนอ้ายเหรินเดินไปรินน้ำอึกใหญ่ โดยไม่ได้สนใจการมาเยือนของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“ซ่อมเรือนเ้าค่ะ”
“เหตุใดพี่ใหญ่ไม่ไปแจ้งต่อท่านแม่เ้าคะ?”อ้ายฉีกล่าวขึ้น อย่างเสแสร้ง
“ในจวนนี้มีสิ่งใดบ้างที่รอดพ้นสายตาของแม่ใหญ่และพี่รองบ้างจะว่าไปก็คงมีแต่หลังคาเรือนท่านแม่ข้ากระมัง ที่รอดพ้นสายตาท่านจนพวกเราต้องซ่อมกันเอง”
วาจาเด็กน้อยช่างเชือดเฉือนดีแท้ เสิ่นฮูหยินตวัดมองบุตรสาวคนเล็กของอนุมู่ก่อนที่จะเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี ใจนึกอยากจะสั่งสอนเด็กเหลือขอผู้นี้แต่ต้องข่มโทสะเอาไว้ หากบุ่มบ่ามไปคงไม่เป็ผลดี
“ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะมาบอกพวกเ้าว่าเื่การซ่อมเรือนอยู่พอดี แต่เมื่อเห็นพวกเ้าซ่อมเองจนแล้วเสร็จดูแล้วก็ทนทานไม่น้อย ก็ไม่จำเป็ให้ข้าต้องเรียกหาคนมาซ่อมแล้วกระมัง”
“ฮูหยินมีน้ำใจเช่นนี้ หากข้าปฏิเสธไปก็คงจะดูไม่ดีค่าอุปกรณ์และสิ่งของต่างๆ ข้าได้ลงบัญชีที่จวนสกุลเสิ่นแล้วอีกสักครู่คนของร้านเถ้าแก่หม่าไปคงมาเก็บเงิน รบกวนท่านด้วยเ้าค่ะ”
“รบกวนฮูหยินแล้ว”
มู่เหรินและอ้ายซีกล่าวเป็เสียงเดียวกันหากมีอ้ายเหรินอยู่พวกนางไม่ต้องกลัวฮูหยินใหญ่อีกต่อไป