“เฒ่าซายอดนักมวยเป็คนดีปู่เธอก็เช่นกัน” ป้ากวนพูดอย่างซาบซึ้ง
โดยทั่วไปคนดีย่อมได้รับผลดีตอบแทนแต่ชาวจี่หนานดั้งเดิมมีคำกล่าวที่ว่า “คนดีมักจะอายุไม่ยืนประสบเคราะห์ภัยหมื่นปี” คนดีมักใจดีเกินไป ภาระที่ตัวเองต้องแบกรับจะไม่ปล่อยให้คนอื่นทำแทนดังนั้นเมื่อมีชีวิตอยู่ย่อมเหนื่อยเป็พิเศษ จนทำให้อายุยังไม่มากก็จบชีวิตอย่างหดหู่ส่วนคนชั่วที่ปล้นชิงฆ่าฟันทำร้ายคน มักจะมีชีวิตอย่างสุขสบายจึงไม่เป็โรคซึมเศร้าง่ายๆ
ทองแท่งในกระเป๋าหนักอึ้งเหมือนจะสะกิดใจผมถึงข้อตกลงลับบางอย่างระหว่างปู่กับเฒ่าซายอดนักมวย น่าจะเป็เื่เก่าที่นานมากแล้วเพราะั้แ่ผมจำความได้ ปู่ก็เป็โรคหลงลืมแล้ว
จักจั่นในโลงศพไม่มีความเคลื่อนไหวพักใหญ่แต่ไม่ได้ทำให้ผมสงบใจเลย ผมกลับหวาดวิตกมากขึ้นเรื่อยๆกลัวว่ามันจะก่อเื่ใหญ่ขึ้น
ผ่านไปครู่หนึ่งป้ากวนจึงพูดช้าๆ ว่า “สือโถวต่อจากนี้ป้าจะพูดถึงเื่ที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลตอนเช้าเมื่อสองวันก่อน ฟังเฉยๆอย่าถาม เพราะที่ป้าจะบอกนั้นคือทั้งหมดที่ป้ารู้ เล่าเท่าที่รู้ ไม่มีตกหล่นที่เธออยากถาม เธอไม่รู้ ป้าเองก็ไม่รู้”
ต่อจากนี้คือคำบอกเล่าทั้งหมดของป้ากวนผมบันทึกตามนั้น ไม่มีการเสริมแต่งแม้แต่น้อย...
“ที่โรงพยาบาลพอป้าเห็นหมอถังก็วางใจหัตถ์เทพสกุลถังมีชื่อเสียงเป็ที่เลื่องลือ เธอยอมช่วยเธอ เป็ผลบุญที่เธอสร้างไว้แต่ชาติก่อนคนที่มีอาชีพอย่างเรา ถ้าเจอยอดฝีมือจะถอยออกมาเอง ยังไงก็ต้องเข้าใจเื่แบบนี้ อีกอย่างอาชีพอย่างเราต้องคำนึงถึงสำนักการสืบทอดและคุณสมบัติ ในเมื่อหมอถังเปิดเผยชื่อสำนักออกมาแล้ววิชาคลำกระดูกตระกูลถังยังเป็หนึ่งในสำนักหลักในไสยเวท ป้าจึงควรผละไปหลังจากป้าออกจากห้องคนป่วยไม่ได้ใช้ลิฟต์ แต่เดินลงบันไดราวห้านาทีป้าก็มาถึงห้องโถงชั้นล่างแล้ว ตอนนั้นยังเช้าอยู่ประตูอัตโนมัติของโรงพยาบาลยังไม่ได้ทำงาน ป้าจึงเดินออกทางประตูเล็กด้านข้างเดินลงบันไดด้านหน้าไม่กี่ก้าว เพิ่งพ้นจากกอดอกตงชิง จู่ๆ ก็มีคนเรียกชื่อป้า ทั้งยังเรียกชื่อเดิมของป้าด้วยกวนโย่วเซิง มีน้อยคนที่รู้จักชื่อนี้ อีกทั้งหลังจากพ่อแม่และญาติมิตรรุ่นาุโล้วนตายไปแล้วคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าป้ามีชื่อที่น่าฟังอย่างนี้ มักจะเรียกป้าว่า ป้ากวน เจ๊กวน รวมทั้งเสี่ยวกวนทุกคนรู้ว่าป้าแซ่กวน แต่ไม่รู้ว่าป้าชื่ออะไร ผู้คนมากมาย ทุกคนต่างใช้ชีวิตอย่างสับสนวุ่นวายขาดรายละเอียดของชีวิต ป้าอยู่ที่ถนนชวีสุ่ยถิงได้กลายเป็สัญลักษณ์ง่ายๆ ไปแล้วพอผู้คนเอ่ยถึงป้า จะใช้คำสัญลักษณ์ว่าผู้หญิงที่แซ่กวน ส่วนในใจป้าคิดอะไรนั้นไม่มีใครสนใจหรอก” ป้ากวนถอนหายใจเบาๆ
แกพูดสองสามประโยคก็จะสูบบุหรี่ทีหนึ่ง พ่นควันสีเงินออกมาจากจมูกช้าๆ
ผมมองหน้าแก แล้วย้อนถาม “ป้าแน่ใจนะครับว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักชื่อนั้น”
ค่ำคืนช่างเงียบสงัดเสียงน้ำพุไหลดังมาจากอีกฟากของกำแพง ทำให้บรรยากาศที่น่าอึดอัดอยู่แล้วยิ่งวังเวงยิ่งขึ้น
ป้ากวนนึกทบทวนแล้วพยักหน้าอย่างมั่นใจ“ั้แ่ป้าแต่งงานมาอยู่ที่ถนนชวีสุ่ยถิงก็ไม่มีใครเรียกป้าด้วยชื่อนั้นอีกแล้ว พอนานเข้านอกจากดูสำมะโนครัวกับบัตรประชาชนแล้วป้าเองยังลืมว่าตัวเองเคยมีชื่อที่น่าฟัง”
ป้ากวนปัดมือเบาๆสายตาจับจ้องที่กำแพงด้านทิศใต้ หญ้าบนกำแพงสั่นไหวราวกับมือประหลาดของปีศาจกำลังโบกไปมา
ครอบครัวที่สามารถตั้งชื่อได้ไพเราะแบบนั้นต้องเป็ครอบครัวบัณฑิตผมเดาว่าตระกูลเดิมของป้ากวนไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป สมัยที่ยังสาวแกคงเป็สาวสวยคนหนึ่งแต่เพราะโชคชะตาทำให้ต้องลำบากมาอาศัยอยู่ในเขตเมืองเก่าที่ซอมซ่อผมไม่กล้าซักถามอีก เพราะมีปัญหามากมายที่ป้ากวนเองก็หาคำตอบไม่ได้ ไม่เช่นนั้นแกคงไม่ขมวดคิ้วจนเป็ปมแบบนั้น
“ป้าหันไปแต่ไม่เห็นคนที่พูดขณะที่กำลังแปลกใจก็พบว่าห่างออกไปห้าก้าวมีโถงทางเดินยาวที่ปกคลุมด้วยหมอกดำโถงยาวเอียงลง ลึกจนมองไม่เห็นปลายทาง บนเพดานและสองข้างไม่มีไฟส่องสว่างไม่รู้ว่าเพราะอะไรป้าเกิดมีความคิดแปลกๆ ว่าต้องลงไปดูสักหน่อย แล้วก้าวทันทีเดินไปตามโถงยาว ชั่วขณะนั้นป้าคงถูกอะไรบางอย่างดึงดูดแล้ว ในสมองมีความคิดเดียวนั่นคือลงไปดูหน่อยไม่คำนึงถึงเื่อื่น ยิ่งไม่ได้คิดที่จะจุดธูปเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะนั้นข้างๆตัวป้ามีคนเดินไปมา เพราะป้าเดินขวางไปข้างหน้า มีหลายคนชักเท้าหลบไม่ทันชนถูกไหล่ป้า ป้าไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่เดินตรงไป จนเข้าไปในหมอกดำ ป้ารู้สึกได้ว่าหมอกเปียกแฉะชื้นมาก เหมือนอากาศหลังฝนตกหนักในเดือนมิถุนา ชื้นจนทำให้รู้สึกอึดอัด ป้าเร่งเดินเพื่อให้พ้นจากหมอกดำดูซิว่าปลายสุดของโถงยาวเป็อย่างไรกันแน่ เมื่อคำนวณเวลาแล้ว ป้าเดินตรงไปสิบนาทีระยะทางที่เดินอย่างน้อยต้องเกินห้าร้อยเมตร แต่กลับเดินไม่ถึงสุดทางหมอกดำยังคงหนาทึบ ระหว่างนี้ป้าคอยปลุกใจตัวเองให้เดินไปข้างหน้า ไม่ได้หยุดเลยพอถึงตอนนี้สมองป้าแจ่มใสขึ้นบ้าง ก้าวเดินช้าลง ความคิดในหัวที่ว่าลงไปดูหน่อยลดลงแต่ในตอนนั้นเองป้าก็ได้ยินเสียงเรียกป้าว่าโย่วเซิงเป็ครั้งที่สอง จากนั้นเสียงนั้นก็หัวเราะร่าพลางวิ่งไปข้างหน้าไกลราวกับเด็กกำลังเล่นซ่อนหา ขั้นตอนแบบนี้เกิดซ้ำกันห้ารอบจนสุดท้ายป้าเดินไม่ไหวแล้วทำได้เพียงหยุดยืนโงนเงนไปมา พอหยุดก็ทรุดนั่งลงบนพื้นขยับไม่ได้...”
ผมรู้ว่าป้ากวนออกไปเพียงสิบนาทีมีนาฬิกาสามารถยืนยันได้ น่าจะช้าเร็วไม่เกินครึ่งนาที
ตามที่ป้ากวนเล่านั้น แกเดินอยู่ในโถงทางเดินยาวที่ปกคลุมด้วยหมอกดำอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงความเร็วในการเดินของคนทั่วไปนั้นราวชั่วโมงละสามกิโลเมตร บวกกับที่แกเคยวิ่งเหยาะๆไปข้างหน้า ถ้าเช่นนั้นในหนึ่งชั่วโมง แกน่าจะไปห่างจากที่เดิมสี่กิโลเมตรไปไกลจากโรงพยาบาลนานแล้ว
ความเป็ไปได้ประการเดียวก็คือแกเจอเข้ากับ“ผีบังตา”
ตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แล้วที่เรียกว่าผีบังตานั้น คือการที่คนเดินตอนกลางคืนไม่รู้ทิศทางชัดเจนความรู้สึกสับสน การคาดคะเนทิศทางเบี่ยงเบนอย่างรุนแรง ทำให้เดินวนอยู่กับที่นี่เป็สภาวะประสาทหลอนแบบหนึ่งทำให้สูญเสียความสามารถพื้นฐานในการจำแนกทิศทางของภูมิประเทศเหมือนกับการหลงลืมคนรู้จักชั่วคราว
แต่ถ้ากล่าวในแง่อภิปรัชญา สามารถอธิบายผีบังตาได้หลายแบบมากการแก้ก็มีหลายวิธีเช่นกัน แต่มีเื่หนึ่งที่ผมไม่เข้าใจนั่นคือด้วยฝีมือของป้ากวนแล้วต่อให้กลางดึกเดินในสุสานร้างริมแม่น้ำชิงเหอก็ไม่ถูก “ผีบังตา” เล่นงานครั้งนี้อยู่ดีๆ ทำไมแกจึงถูกเล่นงานในโรงพยาบาลล่ะ
“สือโถว ป้ารู้ว่าเธอต้องนึกถึงผีบังตาแต่ป้ารู้แก่ใจดี ครั้งนี้ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ โดยทั่วไปอย่างพวกเราที่มีอาชีพหมอผีจะไม่เจอผีบังตาหรอกต่อให้มีผีเร่ร่อนที่ไม่ดูตาม้าตาเรือเข้ามาหา เราก็มีวิธีป้องกันตัวและแก้ไขได้ ในเมื่อเป็หมอผีไม่กลัวแม้แต่ผีที่ดุที่สุดแล้วยังจะกลัวผีพเนจรที่ไร้หัว ไร้บ้าน ไร้คนเซ่นไหว้ ไม่อาจไปผุดไปเกิดตามสุสานร้างหรือเพราะฉะนั้นจนถึงเดี๋ยวนี้ป้าเองก็ไม่เข้าใจว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นแน่” ป้ากวนพูด
“ป้าออกไปแค่สิบนาทีครับ”ผมชี้นาฬิกาข้อมือของตนเอง “แค่สิบนาทีอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าผมเป็ป้าจากห้องผู้ป่วยไปที่ห้องโถงใหญ่ จากนั้นเดินกลับมา ก็ใช้เวลาสิบนาทีเหมือนกันเพราะฉะนั้นป้าไม่ได้เดินหนึ่งชั่วโมงจริงๆ แต่ถูกจำกัดไว้ที่เดิม ใจไปแต่คนไม่ไป”
ป้ากวนยิ้มเจื่อนๆ พลางปัดมือ “เธอพูดถูกแต่ฉันก็ใส่นาฬิกา สองสามวันมานี้คิดแต่เื่นี้”
แกดึงชายแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นนาฬิกายี่ห้อทิโทนี่แบบเก่าบนข้อมือซ้าย แกยกข้อมือขึ้น จ่อดูใกล้ตา
ที่จริงนาฬิกาแบบนั้นมีพรายน้ำไม่ต้องดูใกล้ขนาดนั้นก็มองเห็น
ผมหรี่ตาข้างหนึ่งแล้วเหล่มอง พบว่าเข็มนาฬิกาเรือนนั้นชี้บอกเวลาตีหนึ่งแต่ขณะนี้นาฬิกาผมเข็มเพิ่งชี้ที่สองยาม ช้ากว่าหนึ่งชั่วโมงพอดี
“ไม่ถึงสองยาม ยังขาดห้านาทีครับ” ผมพูด
“ไม่ถึงตีหนึ่ง ยังขาดห้านาที” ป้ากวนพูด
ถึงตอนนี้ผมพลอยยิ้มแหยๆ ไปด้วยนาฬิกาสองเรือนเวลาต่างกันหนึ่งชั่วโมง ขณะที่ป้ากวนเดินอยู่ในโถงยาวที่มีหมอกหนาก็ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงหรือว่าแกเข้าไปในหลุมดำที่มีสองเวลาซ้อนกันโดยบังเอิญ
“สองสามวันนี้ป้าไม่ได้ปรับนาฬิกาเลยเพราะอยากทำให้เื่นี้กระจ่าง เวลาหนึ่งชั่วโมงนั้นป้าไปไหนกันแน่ป้าเดาว่าตอนนี้นาฬิกาของคนจี่หนานทั้งหมดช้ากว่านาฬิกาป้าหนึ่งชั่วโมงมีเพียงป้าที่มีชีวิตมากกว่าคนอื่นหนึ่งชั่วโมง อยู่ในโลกที่แปลกพิสดาร” ป้ากวนใช้ชายเสื้อเช็ดหน้าปัดนาฬิกาจากนั้นยกมาแนบหูฟังเสียง สีหน้ายิ่งทุกข์ร้อน “ก่อนหน้านี้มันเที่ยงตรงมากในหนึ่งเดือนจะคลาดเคลื่อนเพียงสองสามวินาที ตอนนี้ใน่หนึ่งคืนป้าจะเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงวันหน้ายังไม่รู้ว่าจะเกิดเื่ประหลาดอะไรอีก...”
ผมไม่รู้ว่าจะพูดปลอบป้ากวนอย่างไรดี เพราะอย่างไรแกก็มีวิชาแก่กล้ากว่าผมมากแม้แต่แกเองยังไขปริศนานี้ไม่ได้ ผมยิ่งจนปัญญา
การที่มีชีวิตมากกว่าคนอื่นหนึ่งชั่วโมงควรจะเป็เื่ที่น่ายินดีแต่ป้ากวนผ่านเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดแบบนี้ หนึ่งชั่วโมงที่มากขึ้นจึงเป็เหมือนฝันร้ายต่อให้เล่าใหม่หลังเหตุการณ์ผ่านไปก็ยังชวนให้ขนลุกซู่ สมมุติว่าป้ากวนหนีออกจากโถงลึกนั่นไม่ทันเวลาบางทีเวลาอาจจะผ่านไปรอบแล้วรอบเล่าถ้าเช่นนั้นจะไม่ใช่แค่เื่เวลาเพิ่มหนึ่งชั่วโมง แต่เป็หนึ่งวัน หนึ่งเดือนหนึ่งปีหรือกระทั่งถูกขังไว้ตลอดกาล ไม่อาจหนีออกมาได้ กลายเป็เชลยอยู่ในโลกที่มืดดำ
“ที่นั่นมีอะไรกันแน่ครับ”ผ่านไปนานผมจึงเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น ก็แค่ความว่างเปล่าแต่ในความรู้สึกนึกคิดของป้า ในหมอกมืดรอบๆ ภูตผีนับไม่ถ้วนกำลังะโโลดเต้นอย่างคึกคักราวกับนายพรานกลุ่มหนึ่งจับเหยื่อที่หมายตาไว้ได้ ป้าหยุดอยู่ที่นั่น แล้วค่อยๆตระหนักว่าไม่สามารถหันกลับได้แล้ว เพราะตัวเองหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่มืดมน” ป้ากวนเล่าถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจอย่างไม่รู้ตัว
แกคงหงุดหงิดที่ตัวเองเลินเล่อจนติดกับของศัตรูอย่างไม่รู้ตัว มาถึงขั้นที่ลงจากหลังเสือยากโชคดีที่ขณะนี้แกยืนอยู่ที่นี่ ไม่ได้จากโลกนี้ไปตลอดกาลเหมือนปู่ผม