ระยะห่างจากรถม้าของจวิ้นเฉิงไม่ถึงสิบก้าว หลินเย่วิ่งตรงเข้าไปตามเส้นทางที่หลินตงเปิดให้ เบื้องหน้ามีเจียงซือที่กำลังผลักดันทหารอยู่ แนวป้องกันเริ่มต้านไม่ไหว ร่างที่แข็งกระด้างกระแทกเข้ากับโล่และดาบซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่สนว่าอะไรฟาดลงมาบ้าง
หมอกหนาขึ้นทุกขณะ รถม้าบางคันวิ่งแตกขบวนออกไปในความมืด เสียงกีบม้าที่ตื่นใดังออกไปในทิศที่ไม่มีผู้ใดตามไป ภาพรวมไม่ดี เป้าหมายกลับชัดเจน
มีดสีดำที่ปักอยู่บนยันต์รถม้าตรงหน้านั้น เขาเห็นมันชัดขึ้นทุกก้าวที่เข้าใกล้ อักขระสีม่วงจางๆ แกะสลักไว้ตามใบมีด เล็กและประณีต บอกว่าถูกทำขึ้นมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ ไม่ใช่อาวุธที่นำมาดัดแปลง แสงยันต์ที่ยังเหลืออยู่กะพริบจางๆ รอบมัน
แล้วเสียงของหลินตงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "ไป!"
เขาหันมาไม่ทัน มือของนางคว้าแขนขวา พลิกตัวหมุนโยนเขาออกไปด้วยแรงที่ไม่สอดคล้องกับร่างกายของหญิงสาว ร่างพุ่งขึ้นบนอากาศ อากาศหวีดผ่านหู ลมกระชากผมกระจาย ความหนักของร่างหายไปชั่วขณะ ยังไม่ขึ้น ยังไม่ลง ค้างอยู่ระหว่างสองจุด
จากมุมนี้เขาเห็นภาพที่ไม่มีทางเห็นได้จากพื้นดิน เจียงซือกระจายตัวอยู่รอบรถม้าคันกลางราวกับมดสีดำที่รุมล้อมกองไฟ ทหารที่ยังยืนได้เป็แนวบางๆ ระหว่างพวกมันกับม่านที่ปิดสนิท หลินตงเคลื่อนอยู่ทางซ้าย เป็แสงที่หมุนผ่านสีดำ
เขาสูดลมหายใจเข้า รวบปราณลงที่ฝ่าเท้า แล้วก็ตกลงสู่พื้น ร่างกลิ้งลงด้านข้างที่เปิดโล่ง ดูดซับแรงกระแทกออกไปตามท่วงท่าที่ฝึกมา ลุกขึ้นในก้าวเดียวโดยไม่ต้องคิด
รถม้าคันนั้นอยู่ตรงหน้า
หลินเย่ปีนขึ้นไปโดยไม่มีผู้ใดขวาง มือเอื้อมไปที่มีดสีดำที่ปักอยู่บนยันต์ ดึง แน่น แน่นกว่าที่คาดไว้มาก มีดนั้นปักลึกเกินกว่าที่ควรจะเป็สำหรับอาวุธขนาดนั้น ถูกยึดไว้ด้วยแรงที่ไม่ใช่เพียงน้ำหนักของมันเอง อักขระบนใบมีดเด่นขึ้นทุกครั้งที่ดึง สีม่วงสว่างวาบขึ้น มันกำลังต่อต้าน
เขากัดฟัน ส่งปราณลงที่มือ ดึงสุดแรง
มันหลุดออกมา
อักขระสีม่วงบนใบมีดสว่างขึ้นวาบหนึ่งแล้วก็ดับ เหลือแต่รอยสลักตื้นๆ บนโลหะที่ไม่มีแสงอีกต่อไป สิ่งที่เคยอยู่ในนั้นถูกรีดออกมาพร้อมกับการถอนมีด กลิ่นกระดาษไหม้จางๆ ลอยขึ้นจากรอยสลัก แล้วก็หายไปกับลม
หลินเย่หันไปดูสถานการณ์รอบขบวน เจียงซือที่เคยพุ่งตรงเข้าหารถม้าคันนี้เริ่มหยุด บางตนหันซ้ายหันขวาโดยไม่มีทิศทาง บางตนยังเดินเข้าหาทหาร ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าวที่สายขาดลงกลางอากาศ
"เ้าหนู โยนมันมาให้ข้า!"
เสียงะโมาจากด้านหน้าขบวน นายพลหลินเจี้ยนกว๋อยืนอยู่ในความวุ่นวายนั้นโดยที่มันไม่กระทบอะไรเขาเลย ดาบใหญ่อยู่ในมือ น้ำฝนไหลลงตามใบดาบเป็สาย
หลินเย่มองมีดสีดำในมืออยู่ครู่หนึ่ง อักขระที่แกะสลักไว้นั้นเขาไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นมันมาก่อน เมื่อมองมัน ดวงตากลับไม่ยอมละจากรูปร่างของมัน มีบางอย่างในเส้นสลักนั้นที่คุ้น คุ้นในที่ที่ไม่มีความทรงจำใดมายืนยัน
ไม่ใช่เวลาหาคำตอบตอนนี้
เขาเหวี่ยงมีดออกไปสุดแรงทางฝั่งของนายพล มีดหมุนกลางอากาศ ลอยข้ามหัวทั้งเจียงซือและทหารที่ยังยืนอยู่ นายพลฟาดดาบใหญ่ออกไปพร้อมกับปราณที่ปล่อยออกมาเต็มที่ แรงะเิจากการปะทะระหว่างสองสิ่งนั้นดันหมอกออกจากจุดนั้นเป็คลื่น รถม้ากระเพื่อม แสงวาบออกมาครู่เดียวแล้วก็ดับลง
เขาเอามือบังหน้าเอาไว้ หมอกหนาค่อยจางลงทีละน้อย เจียงซือที่เหลืออยู่เดินวนไปมาอย่างไร้จุดหมาย บางตนยังเดินเข้าหาทหาร การฟาดดาบลงไปบนร่างพวกมันตอนนี้ทำให้มันล้มได้แล้ว ทหารที่เพิ่งต้านแรงมันไม่ไหวเมื่อครู่จัดการมันได้อย่างค่อนข้างง่าย สถานการณ์ค่อยๆ คลี่คลายลงทีละตน
ทว่าความค้างคาที่อยู่ในอกั้แ่ต้นยังไม่หายไปไหน หลินเย่ค่อยๆ เปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อย
อากาศที่ไหลออกมาจากด้านในนั้นไม่มีความอุ่นจากลมหายใจ ไม่มีกลิ่นของร่างกายคน มันเย็นและนิ่ง เย็นแบบเดียวกับห้องที่ไม่มีคนอยู่มานาน สิ่งที่ควรจะอยู่ในนั้นไม่ได้อยู่มานานแล้ว
หลินเย่นิ่งอยู่กับสิ่งที่อยู่หลังม่านนั้นโดยไม่พูดอะไร เขาปล่อยม่านลงอย่างช้าๆ แล้วกวาดสายตาไปรอบตัว
ไม่มีผู้ใดหันมามองรถม้าคันนี้เลยสักคน
หลังจากจบศึกกับเจียงซือ นายพลสั่งให้ตั้งค่ายพักและก่อกองไฟในบริเวณที่ป่าเปิดออก ทหารออกไปตระเวนชายป่าด้วยท่วงท่าของคนที่ถูกฝึกมาสำหรับสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่สำหรับความสงบ หากสำหรับความระวัง นายพลสั่งการระวังภัยขั้นสูงสุดโดยไม่ต้องหารือผู้ใด เสียงของเขาไม่้าคำยืนยันจากผู้ใด
รถม้าสองคันหายออกไปพร้อมกับเด็กสิบสองคนจากห้าสิบ หลินเย่กวาดสายตาดูเด็กที่เหลือซึ่งนั่งอยู่รอบกองไฟ บางคนทำหน้าตาเหนื่อยล้า บางคนวิตกโดยไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แม้แต่เด็กสายหลักที่ปกติเดินในตระกูลด้วยหัวที่ตั้งตรงก็นั่งเงียบมองกองไฟ
เมื่อออกจากประตูตระกูลมาแล้ว ทุกคนเหมือนกัน
ทหาราเ็เจ็ดนาย เสียชีวิตสาม
เขาฟังตัวเลขนั้นผ่านหูมาจากที่พักรักษาผู้าเ็ซึ่งอยู่ถัดออกไป เสียงของคนรายงานนั้นราบเรียบ ราบเรียบอย่างคนที่เคยพูดตัวเลขแบบนี้มาก่อนจนไม่สะดุด
ทว่าตัวเลขนั้นไม่ราบเรียบในหัวของเขา หลินเย่ลุกขึ้นเดินออกไปจากกองไฟเล็กน้อย
ซากเจียงซือนอนเกลื่อนอยู่บริเวณที่ป่าเปิดออก กลิ่นคาวโลหะจางๆ ซึมออกมาจากร่างที่แห้งกรัง ผสมกับกลิ่นดินเปียกหลังฝน สองกลิ่นที่ไม่ควรอยู่ด้วยกัน ความเย็นที่ลอยมาจากทิศนั้นต่างจากความเย็นของอากาศหลังฝน มันต่ำกว่า หนักกว่า ราวกับสิ่งที่ป่ากักเก็บไว้ตลอดคืนแล้วหายใจออกมาช้าๆ
เสียงจิ้งหรีดกลางคืนกลับมาพร้อมกันในทีเดียวจากทิศชายป่า ราวกับมันรอจนแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เดินอยู่ในป่านั้นไปหมดแล้ว จึงยอมส่งเสียงออกมา
แสงจากกองไฟสาดออกไปถึงชายป่า ร่างของเจียงซือที่นอนนิ่งอยู่นั้นดูเป็เพียงก้อนดำๆ ในแสงนั้น ไม่มีพิษสง ไม่มีอันตราย กลิ่นสาบแห้งที่ลอยมาตามลมกลับยังอยู่
หลินเย่หันกลับเข้าไปนั่งที่เดิม ภาพมีดสีดำลอยขึ้นมาในหัวโดยไม่ได้เรียก อักขระที่แกะสลักไว้นั้นเขาไม่รู้จัก คนที่ทำมันขึ้นมารู้จักสิ่งที่กำลังทำ รู้จักยันต์ของตระกูลหลิน รู้จักรูปแบบขบวน รู้จักว่าต้องปักมันตรงไหนเพื่อให้ได้ผลที่้า
เจียงซือถูกกวาดล้างหมดแล้ว ทว่าเ้าของมีดเล่มนั้นยังไม่ปรากฏ เสียงฝีเท้าที่ได้ยินบนต้นไม้ตอนแรก ทิศที่มีดถูกปักมา ทิศที่ไม่ใช่จากขบวน ไม่ใช่จากทหาร
ใครบางคนอยู่ในป่านั้น เห็นทุกอย่าง แล้วตัดสินใจที่จะไม่ออกมา ชั่วยามหนึ่งเลื่อนเข้าสู่ยามโหย่ว
ฟ้าที่ครึ้มมาทั้งวันค่อยๆ เปลี่ยนเป็ความมืดมิดที่ไม่มีดาว อากาศหลังฝนลอยชื้น พื้นดินที่เปียกสะท้อนแสงกองไฟเป็แสงอ่อนๆ
เด็กนั่งห่มผ้ารอบกองไฟ ความเงียบสงบคืนกลับมา เป็ความเงียบที่ต่างจากก่อนออกเดินทาง ความเงียบของคนที่ผ่านอะไรมาแล้วและยังนั่งอยู่ได้
หลินตงและทหารอีกหกนายเดินกลับมาจากความมืด ข้างหลังมีเสียงล้อรถม้าตามมา สองคัน ตรงตามจำนวนที่หายไปพอดี หลินเย่มองดูเด็กในรถม้าที่นำกลับมาทยอยลงมา หน้าตาตื่นกลัวบ้าง บางคนร้องไห้บ้าง ทุกคนยังอยู่ครบ
เขาเดาว่ายันต์ที่แปะไว้บนรถม้าคงทำงานเป็ตัวระบุทิศทางด้วย ไม่เช่นนั้นจะตามรถม้าที่หนีเข้าป่ามืดกลับมาได้ครบทั้งสองคันในเวลาเท่านี้ได้อย่างไร ความคิดนั้นวนอยู่ในหัวจนกลายเป็คำ
"ยันต์ระบุทิศทาง"
เขาพึมพำออกมาเบาๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนหน้านี้เขาคิดมาตลอดว่ายันต์ที่แปะตามรถม้าคือยันต์คุ้มภัยล้วนๆ เหมือนที่กงหยางฮ่าวเคยใช้ตอนเข้าป่าหรงซิ่ว
ทว่าหากมันไม่ได้ทำหน้าที่ป้องกันเพียงอย่างเดียว หากยังระบุตำแหน่งไปพร้อมกันด้วย หากตำแหน่งของรถม้าทุกคันถูกส่งออกไปตลอดเวลา รูปแบบขบวน คันไหนอยู่ตรงไหน คันไหนมีคนสำคัญอยู่ ทั้งหมดก็ถูกรู้อยู่ก่อนแล้ว ั้แ่ก่อนขบวนออกจากประตูตระกูลเสียด้วยซ้ำ
มุมปากของเขายกขึ้นโดยไม่รู้ตัว "โเี้จริงๆ"
"เป็เช่นไรบ้าง"
หลินตงเดินเข้ามาหาเขาที่นั่งพิงต้นไม้อยู่ ใบหน้าของนางเคร่งขรึม ไม่ตึงเครียดแบบตอนสู้ มันเป็ความเคร่งขรึมของคนที่ยังประเมินสถานการณ์อยู่แม้การสู้จะจบไปแล้ว เขาดึงสติกลับมาจากห้วงความคิด
"สบายดี ท่านพี่เป็เช่นไรบ้าง"
นางนั่งลงข้างๆ ไม่ตอบในทันที หายใจออกเบาๆ ก่อนจะพูด "ค่อนข้างวุ่นวาย"
เงียบไปครู่หนึ่ง เสียงกองไฟแตกเบาๆ อยู่ในความเงียบนั้น
"เจียงซือพวกนั้นมาจากที่ไหน"
นางมองออกไปในทิศที่ป่ามืดอยู่ ไม่ได้มองหาอะไร มองอย่างคนที่รู้คำตอบอยู่แล้ว "สำนักซากศพ"
ทหารที่เดินผ่านอยู่ห่างออกไปสองสามก้าวหยุดฝีเท้าลงเพียงจังหวะเดียว แล้วก็เดินต่อไปทำทีว่าไม่ได้ยินอะไร หลินเย่จดชื่อนั้นไว้ในหัว ชื่อที่คนตั้งให้ตรงกับสิ่งที่มันเป็
"เหตุใดสำนักพวกนั้นจึงจู่โจมพวกเรา ยามปกติสำนักต่างๆ ไม่ใช่จะคอยช่วยเหลือสิบตระกูลใหญ่หรือ"
หลินตงหยิบโอสถออกจากขวดที่เอวขึ้นมาหนึ่งเม็ด กลืนลงไปก่อนจะหลับตาโคจรปราณเบาๆ แล้วพูดออกมาในขณะที่ยังหลับตาอยู่
"หากเป็สำนักปกติก็ใช่"
เงียบสั้นๆ
"ทว่าพวกมันเป็พวกนอกรีต"
"นอกรีต"
"สำนักที่ไม่ขึ้นตรงกับผู้ใด ทำเพื่อผลประโยชน์และความเชื่อของตนเท่านั้น"
หลินเย่เริ่มเห็นภาพ สิบตระกูลใหญ่กับสำนักต่างๆ บนทวีปนี้ตามปกติแล้วไม่ยุ่งเกี่ยวกัน เพราะแต่ละตระกูลจะส่งอัจฉริยะของตนเข้าสำนักในอนาคต มันเป็ความสมดุลที่ทุกฝ่ายยอมรับ สำนักที่อยู่เหนือข้อตกลงนั้นย่อมไม่แยแสผลที่จะเกิด สนใจเพียงผลประโยชน์ของตนเอง
"มีผู้ว่าจ้างพวกมันมาหรือขอรับ"
หลินตงเปิดตาข้างซ้ายออกมามองเขา "ข้าคิดเช่นนั้น แต่ระบุไม่ได้ว่าผู้ใดว่าจ้าง"
นางหยุด
"พวกเรายังหาเ้าของมีดที่เ้าดึงออกมาไม่เจอ"
หลินเย่เปิดปากจะถามต่อ "ท่านพี่ แล้วพวกท่านตามหารถม้าได้..."
"หลินเย่"
เสียงที่ตัดกลางประโยคนั้นหนักและใหญ่จนไม่ต้องเพิ่มน้ำหนักอะไรอีก ร่างใหญ่โตเดินเข้ามาจนแทบบดบังแสงกองไฟ นายพลหลินเจี้ยนกว๋อมีรอยแผลสดบนแขนซ้ายที่ดูเหมือนเพิ่งทำความสะอาดมา กล้ามเนื้อที่เปิดออกใต้เสื้อที่ขาดเป็รอย เป็หลักฐานของคนที่อยู่ในศึกมานานพอที่จะไม่สนใจรอยแผล
หลินตงลุกขึ้นคารวะ หลินเย่คารวะตาม
"ไม่ต้องพิธีรีตอง" นายพลพูดโดยสายตายังไม่ละจากพวกเขา "เ้าชื่อหลินเย่ใช่หรือไม่"
"ใช่ขอรับ"
เสียงหัวเราะออกมาสั้นๆ ไม่ใช่เสียงหัวเราะของคนสบายใจ หากเป็เสียงของคนที่เห็นสิ่งที่ตรงกับที่คาดไว้
"สมกับที่หลินตงเคยเล่าให้ข้าฟังยามอยู่แนวหน้า พอมาเห็นกับตา สิ่งที่นางกล่าวไม่เกินจริงเลย"
เขาหยุด
"เ้ากล้าหาญมากเ้าหนู"
"ขอบพระคุณขอรับ"
"เ้าทำคุณงามความดีไว้ ย่อมต้องได้รับสิ่งตอบแทน"
นายพลหยิบป้ายตราออกมาจากในเสื้อ โยนผ่านอากาศมาให้ หลินเย่รับไว้ ป้ายตรานั้นทำจากเงิน แกะสลักตราประทับของตระกูลหลิน ภายในมีรูปทหารสลักไว้ด้วยฝีมือที่บอกว่าไม่ใช่ของที่ทำขึ้นมาทีละหลายชิ้น เย็นในฝ่ามือ และมีน้ำหนักมากกว่าที่ขนาดของมันควรจะมี
ทหารสองสามนายที่ยืนอยู่ไม่ไกลหันมามองพร้อมกัน แล้วก็รีบหันกลับไปทางเดิม
"สิ่งนี้คืออะไรขอรับ"
"หากเ้าอยากเข้ากรมทหาร และอยากได้รับการสั่งสอนจากข้าโดยตรง" นายพลพูดโดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียง "จงนำป้ายตรานี้ไปแสดงที่เรือนพักทหารประจำตระกูลหลิน แล้วพวกเขาจะนำเ้ามาหาข้า"
เขาตบไหล่หลินตงเบาๆ "เ้าสอนศิษย์ได้ดีหลินตง"
นางก้มตัวคารวะ ไม่พูดอะไร ร่างของนายพลค่อยก้าวออกไปในความมืดโดยไม่หันหลังกลับมา
หลินตงรอจนเงาของนายพลหายไปเสียก่อนจึงหันมามองหลินเย่ ใบหน้าของนางที่ตึงอยู่ตลอดค่ำนั้นผ่อนคลายออกเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ไม่กว้าง เพียงแต่มีอยู่
"เ้านี่โชคดีเกินหน้าเกินตาไปแล้ว"
มือของนางขยี้กระหม่อมเขาเบาๆ อย่างที่ทำเป็ประจำ
หลินเย่จับหัวหลบ
"ท่านพี่อย่า อย่า"
"กว่าข้าจะได้ป้ายตรานี้มา ต้องไปรับกระบี่ของแม่นางเหม่ยหลินกี่กระบวนท่า กว่าท่านนายพลจะยอมโยนของเช่นนี้ให้ข้า"
นางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ ไม่พยายามซ่อน
"หลังจากนี้อนาคตของเ้าต้องโดดเด่นเป็แน่"
หลินเย่มองกลับไปที่ป้ายตราในมือ แสงกองไฟสะท้อนออกจากรอยสลักบางๆ บนผิวโลหะ นิ้วหัวแม่มือลูบรอยสลักรูปทหารเบาๆ
ในหัวยังวนอยู่กับอากาศเย็นที่ไหลออกมาจากหลังม่าน กับความว่างในรถม้าที่ควรจะมีคน กับรถม้าสองคันที่แตกขบวนหายเข้าไปในความมืดกลางการโจมตี
และทุกคืนนับจากนี้ ยันต์ระบุตำแหน่งบนรถม้าทุกคันจะยังคงส่งที่อยู่ของขบวนออกไปในความมืดต่อไป คนที่รู้รูปแบบขบวน คนที่รู้ว่าต้องปักมีดตรงไหน คนที่จัดทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว
ป้ายตราในมือเป็รางวัลของคืนนี้
ทว่าคืนนี้ตัวเขาเองและเด็กในรถม้าคันท้าย อยู่ตรงไหนของแผนนั้น ไม่มีคำตอบ มีแต่น้ำหนักของโลหะที่กดลงในฝ่ามือ
"อนาคตของข้าหรือ"
เสียงนั้นเบาจนเกือบกลืนหายไปในเสียงกองไฟ ป่าที่มืดอยู่เงียบลง ฝนไม่ตกอีกแล้วในคืนนี้