ซูหมิงเยว่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับจี๋โม่หานทั้งสองถอยหลังเงียบๆ จี๋โม่หานยกมือขึ้นกุมมือของซูหมิงเยว่เอาไว้ แล้วเกาบนฝ่ามือเบาๆ เพื่อปลอบนาง
คนชุดดำถือกระบี่ยาวเดินบีบเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พื้นที่ที่ทั้งสองยืนได้เริ่มน้อยลงทุกขณะ
จี๋โม่หานพูดเสียงเบา “ยืนด้านหลังข้า”
“เพคะ” ซูหมิงเยว่ถอยไปด้านหลังครึ่งก้าวยืนอยู่ด้านหลังจี๋โม่หาน
วินาทีต่อมา คนชุดดำคนหนึ่งยกกระบี่พุ่งเข้ามาแต่ยังไม่ถึงตรงหน้าก็ถูกจี๋โม่หานเตะก้อนหินบนพื้นไปโดนกลางหว่างคิ้วจนล้มไปนอนกับพื้นไม่ขยับอีกแล้ว
หัวหน้าคนชุดดำพอเห็นดังนั้นจิตสังหารในแววตาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เขายกมือขึ้นโบกก่อนจะพูดด้วยโทสะ “บุกพร้อมกัน”
พอคำสั่งออกไปแล้ว คนชุดดำทุกคนก็ยกกระบี่ขึ้นพุ่งไปที่คนสองคนที่อยู่เบื้องหน้า
ตอนที่พูดจะช้าก็ว่าช้าจะเร็วก็ว่าเร็วซูหมิงเยว่ล้วงขวดผงพิษออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วโยนออกไปพร้อมกับพูดเสียงเข้ม“กลั้นหายใจ”
จี๋โม่หานดึงซูหมิงเยว่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วกลั้นหายใจ
คนชุดดำเห็นขวดยาพุ่งมาตรงหน้าก็ฟันขวดแตกโดยไม่คิดในวินาทีนั้น ผงพิษในขวดก็กระจายออกมา เพียงครู่เดียวคนชุดดำที่สูดผงพิษเข้าไปต่างก็ล้มลงไปโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
คนชุดดำที่เหลือก็ต่างระวังตัวขึ้นมา ไม่กล้าลงมือผลีผลามอีก
การตามหาดำเนินมาถึงกลางดึก คนที่ออกไปตามหาต่างก็กลับมากันหมดแล้วแน่นอนว่าไม่เจออะไรกลับมาเลย ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเจอคนรอดชีวิต ถึงตายไปแล้ว แม้แต่ศพในตอนนี้ก็ยังหาไม่พบด้วยซ้ำ
ก้นเหวมีแม่น้ำไหลเชี่ยวขนาดนั้นตกลงไปก็ไม่มีทางมีชีวิตรอดกลับมาได้แล้ว
พวกหลิงชวนเองก็ไม่ได้รับอะไรกลับมาหนิงหยวนก้มหน้า แล้วกลับไปที่กระโจมด้วยท่าทางเศร้าโศก เสี่ยวอวี่ตื่นแล้วนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง
ทั้งตัวห่อเป็นก้อน น้ำตาไหลพรากออกมาดวงตาบวมแดง พอเห็นหนิงหยวนกลับมาก็พุ่งเข้าไปหาทั้งเท้าเปล่า “เป็นอย่างไรบ้างหาพวกคุณหนูเจอหรือไม่?”
หนิงหยวนเงยหน้าขึ้น ขอบตาแดงเล็กน้อยไม่ได้พูดอะไร แล้วส่ายหน้าเงียบๆ
เสี่ยวอวี่เหมือนได้ยินเรื่องน่าตกใจที่สุดขานางอ่อนแรงเซถอยหลังไปครู่หนึ่ง นาทีต่อมาเสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นกว่าเดิม“จะเกิดเรื่องกับคุณหนูได้อย่างไร องค์ชายจะต้องปกป้องนางได้ข้าไม่เชื่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนู”
หนิงหยวนมองเสี่ยวอวี่มีหลายครั้งที่อยากจะบอกความจริงกับนาง แต่ซูหมิงเยว่ได้สั่งเอาไว้แล้ว เขาจึงพูดไม่ได้“ข้าไปหามาแล้ว ที่ก้นเหวมีแม่น้ำอยู่ ซึ่งน้ำก็ไหลเชี่ยวมาก ตกลงไป....ไม่มีทางที่จะรอดกลับมาได้จริงๆ”
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้!”
เสี่ยวอวี่ร้องไห้จนแทบจะขาดใจ นางส่ายหน้าแรงๆ
ขอบตาหนิงหยวนเองก็บวมจนทรมาน “องครักษ์ข้างกายขององค์ชายก็ออกไปตามหาแล้วแต่ก็ไม่พบอะไรกลับมาเลย รอบๆ หน้าผาหลายลี้ก็ค้นหาแล้ว แต่กลับไม่เจอร่องรอยของคุณหนูกับองค์ชายเลย”
คืนนี้ที่ตั้งกระโจมจุดไฟสว่าง ทั้งยังเงียบมากผิดปกติ
คนที่ออกไปตามหาเปลี่ยนกะกันหลายกลุ่ม พวกเขาก็ยังคงไม่ได้อะไรกลับมา
พวกคนที่มาเข้าร่วมงานล่าสัตว์เองก็ต่างเงียบไม่พูดอะไรไม่ว่าพวกเขาจะมีความคิดอะไรอยู่ในใจ แต่อย่างไรก็มีคนตายไปแล้วสองคน
เช้าวันที่สองกลุ่มสุดท้ายที่ออกไปตามหาก็กลับมา แต่ก็ยังไม่พบอะไร สีหน้าฮ่องเต้เจ็บปวดมากสุดท้ายก็ประกาศให้ยุติงานล่าสัตว์ในครั้งนี้ แล้วเดินทางกลับเมืองหลวง
ทุกๆ ครอบครัวไม่ได้บ่นอะไรแล้วกลับไปเก็บข้าวของของตัวเองเงียบๆ จากนั้นก็เริ่มออกเดินทางกลับเมืองหลวง
แต่ในเวลานี้เอง ณ เขตเล็กๆ แห่งหนึ่งไม่ไกลจากสถานที่ล่าสัตว์ของราชวงศ์นัก
หน้าประตูโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเสี่ยวเอ้อร์กำลังพิงเสาหน้าประตูด้วยใบหน้าเบื่อหน่ายและเหม่อลอยในสถานที่ทุรกันดารแบบนี้ กิจการโรงเตี๊ยมปกติแล้วก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไรบางครั้งหนึ่งวันก็มีลูกค้าแค่ไม่กี่คน
ตอนที่กำลังเหม่อลอยอยู่นั้นด้านหน้าก็มีแขกสองคนเดินมา ดวงตาของเสี่ยวเอ้อร์วาวขึ้นมา แต่ตอนที่เห็นเสื้อผ้าของแขกสองคนนั้นดวงตาก็หม่นลงกลับไปเป็นใบหน้าไม่ยินดีเช่นเดิม
ทั้งสองคนสวมชุดสกปรกมาหยุดตรงหน้าประตู เด็กหนุ่มชุดขาวมอมแมมหยุดยืนตรงหน้า ใบหน้าเองก็สกปรกไม่ต่างกันแต่หน้าตาก็จัดได้ว่าดูดีอยู่
ส่วนคนที่อยู่ด้านหลังรูปร่างสูงหน่อยผมยาวกระเซอะกระเซิง ใบหน้าสกปรกจนมองหน้าตาเก่าไม่ออก มีแค่ดวงตาที่ถือว่าสวยอยู่ในมือยังถือไม้เท้าเอาไว้หนึ่งด้าม
เสี่ยวเอ้อร์พูดอย่างเกียจคร้าน “พวกท่านจะมานอนพักหรือว่ามาพักทานอาหารหรือที่นี่พวกเราไม่ใช่โรงทานนะ ไม่รับขอทาน”
เด็กหนุ่มชุดขาวได้ยินก็ไม่ได้โกรธยิ้มตาหยีแล้วหยิบเงินหนึ่งก้วนออกมา
แล้วยื่นไปตรงหน้าเสี่ยวเอ้อร์ดวงตาของเสี่ยวเอ้อร์ก็วาวขึ้น ท่าทีก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือรอยยิ้มปรากฏเต็มหน้า เขาพยักหน้าแล้วโค้งตัวลง“เชิญท่านทั้งสองเข้ามาด้านในขอรับ”
เด็กหนุ่มชุดขาวโยนเงินในมือไปให้กับเสี่ยวเอ้อร์ของร้านด้วยท่าทางไม่ยี่หระก่อนจะหันกลับไปพยุงคนด้านหลัง “เตรียมห้องให้คุณหนูของข้าหนึ่งห้องแล้วก็เตรียมถังอาบน้ำร้อนให้สองถัง แล้วก็ชุดบุรุษสองตัวกับชุดสตรีสองตัว และเตรียมอาหารมาส่งที่ห้องด้วย”
คุณหนู?
เสี่ยวเอ้อร์ชะงักไป เขาเหลือบไปมองคนเสื้อดำด้านหลังอย่างละเอียดถึงได้พบว่าถึงแม้ดวงตาของคนคนนี้จะสวย แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับไร้แววเป็นคนตาบอดนี่เอง ถึงแม้ใบหน้าของคนคนนั้นจะสกปรกไปหน่อย
เขามองอยู่นานก็มองไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรีถึงแม้จะสวมชุดบุรุษ แต่ในยุคนี้ก็ยังมีคุณหนูที่ไม่ชอบใช้ชีวิตดีๆชอบแต่งตัวเป็นบุรุษออกไปท่องยุทธภพ แต่รูปร่างของคุณหนูคนนี้ก็สูงเกินไปจะมีบุรุษคนไหนสามารถล้มได้กัน
“ได้ยินหรือไม่?” เด็กหนุ่มชุดขาวพูดเสียงดังขึ้นมา
เสี่ยวเอ้อร์ได้สติกลับมา “ขอรับๆ ๆข้าน้อยจะไปเตรียมให้ท่านขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์พาพวกเขาขึ้นไปยังห้องที่จัดเตรียมไว้ชั้นบนก่อนจะรีบเตรียมของที่เด็กหนุ่มชุดขาวได้สั่งเอาไว้
พอปิดประตูซูหมิงเยว่ก็พิงกับประตูอย่างหมดแรงแล้วถอนหายใจออกมา
พวกเขาปลอมตัวหลังจากตกลงมาจากหน้าผาแล้วก่อนจะรีบมาที่นี่ระยะทางจะบอกว่าไกลก็ไม่ไกล แต่จะบอกว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ ทั้งสองรีบเดินทางทั้งที่ยังต้องหลบการค้นหาของฮ่องเต้ไปด้วย
จี๋โม่หานโยนไม้เท้าทิ้งแล้วยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของซูหมิงเยว่ก่อนจะพูดเสียงอ่อนโยน “ลำบากแม่หนูแล้ว”
ซูหมิงเยว่หอบหายใจจนพอก่อนจะยืดตัวไปมองใบหน้าของจี๋โม่หานนางอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้แล้วก็รู้สึกปวดใจไปด้วย เพราะจี๋โม่หานหน้าตาโดดเด่นเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนจำได้จึงต้องทำแผนนี้ขึ้นมา แล้วเอาโคลนมาทาบนหน้าของเขาทำให้ผมกระเซิง ทั้งยังเรียกเขาว่าคุณหนู คนที่เคยโดดเด่นมากราวกับเทพเซียนบริสุทธิ์ขาวราวกับกระเบื้อง ตอนนี้กลับมาอยู่ในสภาพแบบนี้
“องค์ชายสามของเมืองหลวง ตอนนี้กลับต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้อย่าให้ลูกน้องของท่านเห็นเชียวล่ะ”ซูหมิงเยว่พูดพร้อมยื่นมือไปเช็ดโคลนบนหน้าของจี๋โม่หานออก
จี๋โม่หานจับมือของนางแล้วหัวเราะเบาๆ“ข้าไม่สนใจ ขอแค่ได้อยู่กับแม่หนูก็พอ”
ซูหมิงเยว่หัวเราะไม่ออกแล้ว ไม่รู้ว่าซึ้งใจหรือว่าปวดใจดี
เพื่อนางแล้วจี๋โม่หานสามารถวางมือจากอำนาจทุกอย่างได้จริงๆ
ทั้งคู่นั่งพักอยู่ครู่เดียวเสี่ยวเอ้อร์ก็มาเคาะประตูบอกว่าของได้เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว