ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 199 พักผ่อนในสวน

        โดยเฉพาะตอนที่กล่าวถึงโลกวิญญาณสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ แววตาหวาดกลัวของเฝิงเป่าเป่า

        โลกวิญญาณไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็หมายถึงความตายหมายถึงความน่ากลัว

        โดยเฉพาะในทวีปหลิงโซ่วแห่งนี้ที่มีความรู้เกี่ยวกับการฝึกฝนวิญญาณน้อยมากทำให้โลกวิญญาณเต็มไปด้วยปริศนาสำหรับพวกเขา

        “มุ่งสู่โลกวิญญาณ...”

        เสิ่นเสวียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเขาให้ความสนใจโลกวิญญาณอย่างล้ำลึก ซึ่งไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เลย

        ท่ามกลางสามภูมิหกภพ[1] โลกวิญญาณมีความไม่แน่นอนยิ่งกว่าโลกมนุษย์มากอีกทั้งเขามีสหายอยู่ในโลกวิญญาณอยู่บ้าง หากเจอปัญหาเข้าจริงๆยังพอช่วยเหลือกันได้

        “ใช่ที่นั่นไม่ปลอดภัยหรอก อย่าไปเลยจะดีที่สุด”

        เฝิงเป่าเป่าเป็นห่วงพวกเสิ่นเสวียนจากใจจริงเขาคิดว่าตอนนี้พวกเสิ่นเสวียนยอดเยี่ยมมากแล้วภายหน้าจะต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทวีปได้อย่างแน่นอนไม่จำเป็นต้องเข้าไปเสี่ยงอันตรายอย่างนั้นเลย

        เสิ่นเสี่ยวเม่ยนั่งอยู่ข้างๆรู้สึกสนใจในโลกวิญญาณเช่นเดียวกัน ไม่เพียงเสิ่นเสี่ยวเม่ยเท่านั้นเสิ่นเลี่ยนก็รู้สึกอย่างเดียวกัน เนื่องจากพวกเขาเคยหลอมรวมยาน้ำสกัดจากหลินจือโมรากันมาก่อนและภายในยาน้ำสกัดจากหลินจือโมราคละเคล้าไอวิญญาณอยู่ด้วยทำให้รู้สึกถึงไอพลังจากยมโลก พวกเขาต้องรู้สึกชื่นชอบเป็นธรรมดา

        “ฮ่าๆพวกข้ารู้แล้ว ยังมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับสถาบันวิญญาณอีกไหม” เสิ่นเสวียนถามเฝิงเป่าเป่าอีกครั้ง

        “อย่างอื่นข้าไม่ค่อยรู้แล้วแต่คนในเมืองชางฉงทั่วไปล้วนหวาดกลัวสถาบันวิญญาณไม่มีใครอยากเข้าใกล้และยุ่งเกี่ยวกับสถาบันวิญญาณเลย”

        “ขอบคุณมากสำหรับความหวังดีของสหายเฝิงมาดื่มกันต่อ”

        เสิ่นเสวียนยกจอกสุราขึ้นดื่มให้เฝิงเป่าเป่าด้วยความเคารพเมื่อเห็นเสิ่นเสวียนยกจอกสุราขึ้น เฝิงเป่าเป่าจึงยกจอกสุราขึ้นทันทีในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่เช่นนี้ เสิ่นเสวียนมีพลังยุทธ์แข็งแกร่งกว่าเขาอย่างนั้นแล้วเสิ่นเสวียนต้องเป็นพี่ใหญ่ ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไรก็ตาม

         

        หลังจากงานเลี้ยงจบลงต่างคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน

        เสิ่นเสวียนไปถึงที่พักที่จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีแล้ว

        ทว่าเขากลับสร้างค่ายกลขึ้นรอบๆที่พักเพื่อปกป้องตนเองเอาไว้

        จากนั้นเขาก็นั่งลงตรงกลางแล้วทำสมาธิ

        จิตวิญญาณของเขาเข้าไปยังทะเลจิตสำนึกเมื่อมาถึงเบื้องหน้าผังเมืองซานเหอที่อยู่ในส่วนลึกของทะเลจิตสำนึกเขาก็กระโดดเข้าไปในมิติ

        ร่างจิตวิญญาณของเว่ยเฉิงเย่ถูกเขาซ่อนไว้ที่นี่ไม่ได้เข้าไปภายในผังเมืองซานเหอ แต่อยู่ในมิติด้านนอก

        แม้เขาจะรู้จักอีกฝ่ายแล้วแต่เขายังต้องระมัดระวังเกี่ยวกับของล้ำค่าอย่างผังเมืองซานเหอไว้ก่อนอย่างน้อยก็ต้องคุ้นเคยกันอย่างที่สุดก่อนจึงจะปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าไปในนั้นได้

        “นี่ตื่นได้แล้ว”

        ร่างจิตวิญญาณของเสิ่นเสวียนเข้าไปในมิติเห็นเว่ยเฉิงเย่กำลังพักผ่อนอยู่จึงส่งเสียงเรียก

        หลังจากได้ยินเสียงของเสิ่นเสวียนเว่ยเฉิงเย่จึงลืมตาขึ้นทันทีแล้วแสดงคารวะต่อเสิ่นเสวียน

        “คารวะผู้อาวุโส”

        เขาอยู่ในมิติแห่งนี้ไม่รู้เวลา ไม่รู้สถานที่ และมิอาจรับรู้เรื่องราวภายนอกได้เลยเขาอยู่ที่นี่ค่อนข้างน่าเบื่อ เคยเดินไปมาภายในมิติแห่งนี้แล้วแต่ในนี้มีแต่ความว่างเปล่าที่ขาวโพลน เหมือนเป็นมิติที่ปิดผนึกไว้

        เสิ่นเสวียนเข้ามาหาเขาเช่นนี้แสดงว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น

        “อยู่ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง”

        เสิ่นเสวียนถามอีกฝ่าย

        “ผู้อาวุโสที่นี่คือที่ไหน” เขาอยากรู้มากว่าที่นี่คือที่ไหนมิติแห่งนี้ไม่เหมือนมิติของแหวน และไม่เหมือนมิติอย่างอื่นด้วย

        “นี่คือมิติของข้าเองเจ้าต้องอยู่ในนี้ชั่วคราว ไอพลังของเจ้าอาจถูกจับตามองได้ง่ายซึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนให้ข้าได้”

        “ขอรับผู้อาวุโส”

        เว่ยเฉิงเย่ในตอนนี้เชื่อมั่นในตัวเสิ่นเสวียนมากหากเขาไม่เชื่อเสิ่นเสวียน เขาคงไม่ตามเสิ่นเสวียนออกมาเช่นนี้

        “เจ้ารู้จักสถาบันวิญญาณมากแค่ไหน”

        เสิ่นเสวียนถามเว่ยเฉิงเย่

        เขาไม่เหมือนกับเฝิงเป่าเป่าอย่างมากเฝิงเป่าเป่าเป็นเพียงแค่ประชากรคนหนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับสถาบันวิญญาณส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังมาส่วนเว่ยเฉิงเย่เป็นถึงรัชทายาทแห่งแคว้นเฟิงเหลย ข้อมูลที่เขารู้ไม่ใช่สิ่งที่เฝิงเป่าเป่าจะเทียบได้

        “สถาบันวิญญาณ? ผู้อาวุโสต้องการไปยังสถาบันวิญญาณอย่างนั้นหรือ”

        หลังจากได้ยินชื่อสถาบันวิญญาณเว่ยเฉิงเย่ก็ตะลึงงันในทันที

        “สถาบันวิญญาณไม่เหมือนที่อื่นเบื้องหลังของเขาค่อนข้างพิเศษ เป็นสถานที่ที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งในทวีปสร้างขึ้นและเขายังสื่อสารกับหยินหยางได้ สามารถเข้าสู่ยมโลกได้คนธรรมดาอย่าเข้าไปจะดีที่สุด”

        เว่ยเฉิงเย่กล่าวกับเสิ่นเสวียนในน้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวเช่นเดียวกัน

        หลังจากได้ยินคำของเว่ยเฉิงเย่ทำให้เสิ่นเสวียนตัดสินใจแล้วว่าต้องไปยังสถาบันวิญญาณให้ได้

        “ข้าเคยได้ยินว่าในเมืองชางฉงมีคนมาจากสถาบันวิญญาณด้วยพวกเขาต่างจากคนทั่วไปไหม”

        “ความจริงแล้วไม่ได้ต่างกันเลยเพียงแต่มีไอวิญญาณรุนแรงกว่าคนทั่วไป”

        เว่ยเฉิงเย่กล่าวเขาเคยเจอคนเหล่านั้นมาก่อนมั่นใจว่าคนที่ออกมาจากสถาบันวิญญาณมีพลังยุทธ์เหนือกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก

        “ข้าต้องการไปยังสถาบันวิญญาณที่นั่นน่าจะเหมาะสมกับการฝึกฝนของเจ้า”

        เสิ่นเสวียนกล่าวกับเว่ยเฉิงเย่อีกครั้ง

        “ไปสถาบันวิญญาณ? ข้า...”

        พอได้ยินว่าเสิ่นเสวียนจะไปที่สถาบันวิญญาณแววตาของเขาไม่ได้ตื่นเต้นดีใจ แต่ตื่นตกใจมากกว่า

        “ด้วยตัวตนของข้าหากไปยังสถาบันวิญญาณอาจโดนพวกเขากำจัดทิ้งได้”เว่ยเฉิงเย่กล่าวถึงความกังวลของตนเองออกไป

        “วางใจได้มีข้าอยู่ด้วย ไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้หรอก”

        “ขอบคุณผู้อาวุโสข้ายินดีไปกับท่านด้วย” เขาพยักหน้ายินยอมในทันทีที่ได้ยินคำของเสิ่นเสวียน

        “ผู้อาวุโสจะออกเดินทางเมื่อไร” เว่ยเฉิงเย่ถาม

        “อีกสักสองวันทายาทแห่งเจิ้นกั๋วกงคนนั้นเพ่งเล็งข้าอยู่หากอยู่ที่นี่นานเกินไปอาจเกิดปัญหาขึ้นได้”

        “เว่ยหลง?”

        เว่ยเฉิงเย่ถอนหายใจออกมาตอนนี้เขาไร้อำนาจไร้พลัง เว่ยหลงคนเดียวยังไม่มีพลังจะต้านทานเลย

        “ก่อนออกเดินทางผู้อาวุโสช่วยไปดูน้องสาวของข้าที่หอคอยเฟิงเหลยก่อนได้หรือไม่”

        คนที่เว่ยเฉิงเย่เป็นห่วงมากที่สุดคือน้องสาวของเขาตราบใดที่น้องสาวของเขายังอยู่ดี ต่อให้เขาตายก็ไม่เสียใจ

        “หอคอยเฟิงเหลยอย่างนั้นหรือได้”

        เสิ่นเสวียนพยักหน้ารับปากจริงๆ แล้วมีรัชทายาทแห่งเฟิงเหลยอย่างเว่ยเฉิงเย่อยู่ด้วยสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาให้เขาได้มาก อย่างเช่นหลายๆ เรื่องที่เขาไม่รู้แต่เว่ยเฉิงเย่คนนี้กลับรู้

        “เอาล่ะเจ้าฝึกฝนอยู่ที่นี่ไปก่อน ที่นี่ค่อนข้างเหมาะสมกับการฝึกฝนของเจ้าจำไว้ว่าขณะที่ฝึกฝนวิญญาณ จะต้องกำจัดความคิดฟุ้งซ่านไปให้หมดหากมีสิ่งเจือปนเข้ามาเพียงเล็กน้อย อาจทำให้การฝึกฝนไร้ประสิทธิภาพได้ เข้าใจไหม”

        “อืมขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ”

        เว่ยเฉิงเย่ก้มหัวคารวะเล็กน้อยแม้ที่นี่จะว่างเปล่า แต่เมื่อเทียบกับมิติใต้หนองน้ำแล้วการฝึกฝนที่นี่ค่อนข้างสะดวกมากกว่าและไอพลังของที่นี่ยังเปี่ยมไปด้วยพลังจิตวิญญาณ เหมาะสมกับการฝึกฝนของเขามาก

        หลังจากร่างจิตวิญญาณของเสิ่นเสวียนกลับออกมาเขาจึงฝึกฝนต่อในทันที การฝึกฝนเป็นเรื่องของความเพียร เขาฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นกิจวัตรไปแล้ว

        สองวันต่อมาเสิ่นเสวียนพักผ่อนอยู่ในสวนตลอดเวลา กลางวันจะออกไปคุยกับเสิ่นเสี่ยวเม่ยและคนอื่นๆช่วยเฝิงเป่าเป่าจัดการปัญหาเกี่ยวกับกระดานหมากเล็กน้อยตอนกลางคืนจะกลับเข้ามาฝึกฝน

        พลังยุทธ์ของเขาในตอนนี้ถึงจุดวิกฤติแล้วซึ่งเป็นจุดสูงสุดของขั้นหยวนก่อกำเนิดระดับต้น มิอาจทะลวงเลื่อนขั้นไปได้สักทีทางด้านเว่ยหลงไม่มีทางยอมแพ้อย่างแน่นอน หลังจากที่เว่ยหลงออกไปแล้วเขาสัมผัสได้ว่ามีผู้แข็งแกร่งแซ่อนตัวอยู่

        แม้จะอยู่ห่างไปค่อนข้างไกลแต่หาตัวไม่ยากนักสำหรับเสิ่นเสวียนที่มีร่างจิตวิญญาณแข็งแกร่ง

        พลังยุทธ์ของคนเหล่านี้ล้วนอยู่ในขั้นจักรพรรดิซึ่งมีความท้าทายมากต่อเสิ่นเสวียนในตอนนี้ เขาเลือกเก็บตัวฝึกฝนไม่ออกไปเพราะต้องการหลีกเลี่ยงปัญหา

        สามวันต่อมา

        ช่วงเที่ยงคืนเสิ่นเสวียนที่กำลังนั่งสมาธิพลันลืมตาขึ้น

        “สำเร็จแล้วอย่างนั้นหรือ”

        เสิ่นเสวียนกล่าวพึมพำด้วยแววตาตื่นเต้นดีใจ

        หลังจากที่ฝึกฝนอยู่หลายวันแล้วยังไม่ทะลวงเลื่อนขั้นสักทีเขาจึงเบนความสนใจไปยังผังเมืองซานเหอ

        ตอนที่เขาคลายผนึกของผังเมืองซานเหอร่างจิตวิญญาณของเขาได้รับความเสียหาย พลังจิตวิญญาณเหือดหายไปกว่าครึ่งแม้พลังยุทธ์ยังอยู่แต่ก็มิอาจปะทะกับขั้นจักรพรรดิได้

        ก่อนหน้านี้ที่สู้กับอู๋หมิงสุดท้ายก็ต้องพึ่งเสิ่นสืออีจึงจะจัดการอีกฝ่ายได้

        ครั้งนี้ยังโดนขั้นจักรพรรดิหลายคนจับตามองหากไม่มีพลังป้องกันตัว คงเกิดเรื่องได้ไม่ช้าก็เร็ว

        และเมื่อครู่เขาสามารถคลายผนึกเคล็ดวิชาส่วนหนึ่งในผังเมืองซานเหอได้สำเร็จ

        เคล็ดวิชาจอมเขมือบ!

        เคล็ดวิชาจอมเขมือบสามารถกลืนกินได้ทุกสรรพสิ่ง

        .................................................................

        [1] สามภูมิหกภพ สามภูมิแบ่งออกเป็น กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิส่วนหกภพแบ่งออกเป็น สวรรค์ มนุษย์ อสูร สัตว์ วิญญาณ และนรก