กระแสความคิดมากมายที่พลิกผันไปมา ทว่าแท้จริงแล้วพวกมันเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
ิเยว่เงยหน้าขึ้นมองเฉินคุนเฉิง ก็เห็นเขาก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหดหู่ และถอนหายใจด้วยความเศร้าสร้อย
ใจของิเยว่เปี่ยมไปด้วยความเวทนาสงสาร
บันไดไม่กี่ขั้นนี้ คือความแตกต่างทางชนชั้นระหว่างเขา ชิงเฟิง และเฉินคุนเฉิง
ดูเหมือนใกล้ชิด ทว่าความจริงแล้วยากจะก้าวข้าม
ต่อให้พวกเขาจะสนิทสนมกันเพียงใด ก็ยังคงเป็เพียงฮ่องเต้และขุนนางอยู่ดี
ฮ่องเต้ไม่เคยผิด ถึงต่อให้ผิด ทว่าก็เป็ฝ่ายถูกอยู่ดี
คนที่ผิดต้องเป็เขาเท่านั้น หรือไม่ก็ชิงเฟิง...
ในเมื่อเป็เช่นนี้ เขา..ิเยว่คงได้แต่ต้องเสี่ยงเพราะเข้าตาจน และเดิมพันด้วยความเป็พี่น้องร่วมสาบาน!
ความลับระหว่างคนสองคนมักปกปิดได้ง่ายและปลอดภัยกว่าความลับระหว่างคนสามคนเสมอ
หลังจากรออยู่ที่ท้องพระโรงเป็เวลานาน ชิงเฟิงก็หมดความอดทน เขาสาวเท้ายาว ๆ เดินออกไปด้านนอกท้องพระโรง พลางเฝ้ามองคนสองคนกำลังจ้องมองกัน โดยคนหนึ่งมองขึ้น คนหนึ่งมองลงด้วยสายตาอับจนหนทาง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาถึงะโใส่ิเยว่ “เ้าหาเจอหรือยัง? มันตกแตกหรือไม่?”
ิเยว่ที่กำลังกำตราพระราชลัญจกรปลอมไว้แน่น ได้หันไปชูมือนั้นโบกให้ชิงเฟิงที่กำลังยืนอยู่บนตำแหน่งที่สูงสุดดู “ข้าเจอแล้ว ไม่แตก!”
ิเยว่เห็นว่า ยามที่เขาพูดแบบนี้ เฉินคุนเฉิงที่ดูหดหู่ก็มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น
ิเยว่จึงกลัวว่าชิงเฟิงจะวิ่งลงมาดู ดังนั้นเขาจึงก้าวพรวด ๆ ขึ้นบันได แล้วเอ่ยกระซิบ “ทรงเอาของทั้งหมดมาให้กระหม่อม กระหม่อมขอรับรองว่าจะถวายอันที่ไม่บุบสลายแก่พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
เฉินคุนเฉิงเหลือบมองิเยว่ด้วยสายตาเป็นัยล้ำลึก ก่อนจะคลายมือออก
ิเยว่รีบรับชิ้นส่วนที่แตกหักทั้งสองชิ้นจากมือของเฉินคุนเฉิงอย่างว่องไว แล้วยัดใส่ลงในแขนเสื้อของตนเอง รวมทั้งชิ้นใหญ่ที่อยู่ในมือของตนด้วย ชายหนุ่มแสร้งทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะหันมองไปที่ชิงเฟิง “ไม่มีอะไร เ้าก็รีบกลับไปพักผ่อนเร็ว ๆ เข้าเถอะ อย่ายั่วโทสะให้ฝ่าากริ้วอีกเลย”
“ใครไปยั่วโทสะให้เขาโกรธกัน? เขาไม่มีเหตุผลเอง! เฉินคุนเฉิง ข้าขอบอกเ้าเอาไว้เลยนะ เมื่อกลายเป็ฮ่องเต้แล้ว ก็จะต้องเป็คนมีเหตุผล!”
ชิงเฟิงยอมตาย แต่ไม่ยอมให้อภัย
ิเยว่หันไปมองเฉินคุนเฉิงอย่างกระวนกระวายใจ ทว่าเฉินคุนเฉิงกลับมีสีหน้าค่อนข้างเหม่อลอย ไม่โต้กลับอย่างน่าแปลกใจ
ชิงเฟิงจึงค่อนข้างพอใจ และคิดไปว่าเฉินคุนเฉิงรับฟังสิ่งที่เขาพูดแล้ว จึงเอ่ยว่า “การเป็ฮ่องเต้ต้องมีเหตุผลมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้น เ้าคงมีแต่เื่วุ่นวายเต็มไปหมด!”
“ฝ่าาทรงทราบแล้ว เ้าก็รีบไปเสียเถอะ”
ิเยว่กลัวว่าชิงเฟิงจะสร้างปัญหาอะไรเพิ่มอีก
ชิงเฟิงรับคำ ก่อนยืดตัวบิดี้เี “ข้าง่วงแล้ว ฝ่าา พระองค์ควรพักผ่อนโดยเร็วนะพ่ะย่ะค่ะ ระหว่างพวกเราพี่น้อง ไม่มีเื่ที่ต้องกังวลข้ามคืน”
คราวนี้ เฉินคุนเฉิงฝืนยิ้มให้อีกฝ่ายเป็การรับคำ
เมื่อชิงเฟิงเดินลงบันไดไปได้สองสามก้าว เขาก็หันกลับมาด้วยความสงสัย แล้วพูดแบบกาไหนน้ำไม่เดือด หยิบกานั้น[1] “ิเยว่ พระราชลัญจกรไม่ตกแตกจริงหรือ?”
“อืม ไม่แตก”
“น่าแปลกจัง หยกกลัวการกระแทกและตกมากที่สุดไม่ใช่หรือ? บ้าจริง ขั้นบันไดสูงขนาดนั้นกลับไม่แตก”
ชิงเฟิงเกาท้ายทอยด้วยความงุนงงบนใบหน้า
ิเยว่อยากจะทุบชิงเฟิงให้สลบจริง ๆ
โชคดีที่ชิงเฟิงไม่ได้เอ่ยปากขอดู พอเกาท้ายทอยเสร็จแล้ว เขาก็หัวเราะเยาะเฉินคุนเฉิงอีกครั้ง “ครั้งหน้า มาดูกันสิว่า พระองค์จะยังกล้าทุบกระหม่อมด้วยพระราชลัญจกรอีกไหม?”
หลังจากพูดจบ เมื่อเห็นว่าเฉินคุนเฉิงยังคงนิ่งเงียบ ชิงเฟิงก็รู้สึกว่า ตนเองได้รับชัยชนะครั้งใหญ่แล้ว จึงเดินแกว่งแขน เชิดหน้ายืดอกจากไป
เหลือไว้เพียงิเยว่และเฉินคุนเฉิง
ิเยว่บดกรามแน่น เขาต้องไม่ให้เฉินคุนเฉิงรู้ว่า เขา..ิเยว่รู้ว่าพระราชลัญจกรเป็ของปลอมโดยเด็ดขาด
ต่อให้ต้องเสแสร้งหรือแสดงละคร เขาก็ต้องแสร้งให้เหมือน และแสดงให้สุดทาง
ิเยว่เป็ฝ่ายก้าวเข้าไปหา “ฝ่าา ทรงอย่าเก็บเอาเื่ที่เกิดขึ้นในคืนนี้มาใส่พระทัยเลยพ่ะย่ะค่ะ ชิงเฟิงมีนิสัยเถรตรงเช่นนั้น ทว่าความจริงแล้ว เขาจงภักดีต่อพระองค์มากกว่ากระหม่อมอีกนะพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าของเฉินคุนเฉิงสงบนิ่ง “ข้ารู้ หลายหนแล้ว ที่เขาดึงตัวข้าออกมาจากกองซากศพ”
ิเยว่ใคร่ครวญถ้อยคำที่จะพูดอย่างรอบคอบ “ฝ่าาทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ น้ำพระทัยกว้างขวางดุจมหาสมุทรทั้งสี่ ห่วงใยพี่น้องและอดทนอดกลั้น ในเมื่อพระราชลัญจกรไม่ได้ตกแตก มันก็แค่เปื้อนฝุ่นเท่านั้น รอให้กระหม่อมนำไปทำความสะอาดให้เสร็จเสียก่อน กระหม่อมจะนำสิ่งของคืนแก่เ้าของเดิมในสภาพที่สมบูรณ์ ฝ่าาทรงวางพระทัย กระหม่อมขอเอาหัวเป็ประกัน จะไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ โดยเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินคุนเฉิงมองอีกฝ่ายนิ่งนาน ครั้นแล้วจึงพยักหน้า “ข้าอนุญาตตามที่เ้าขอ”
ิเยว่คุกเข่าโขกศีรษะทันที “กระหม่อมขอโขกศีรษะขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินคุนเฉิงกล่าว “อ้ายชิง[2]ลุกขึ้นได้”
ิเยว่ลุกขึ้น “ฝ่าา ทรงอย่าปล่อยให้โฉมงามต้องรอนานอยู่ในห้องหออย่างเดียวดายเลย กระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
เพียงเท่านั้นเฉินคุนเฉิงจึงนึกขึ้นได้ เมื่อตอนกลางวันในตำหนักสวนไผ่เขียว เขารับนางกำนัลที่ชื่อตู้เจวียนมา และให้นางถวายตัวรับใช้เขาในคืนนี้
“โชคดีที่เ้าย้ำเตือน ไม่อย่างนั้นข้าคงลืมไปแล้ว เฮ้อ ข้ารอนแรมอยู่ในสนามรบมายาวนาน จู่ ๆ ก็ต้องมาอุดอู้อยู่ในวังหลวงแห่งนี้นาน ๆ ความห้าวหาญก็ถดถอยอย่างรวดเร็ว รอให้ข้าฝึกปรือฝีมืออีกสักพัก ข้าก็จะกลับไปรับประสบการณ์สังหารข้าศึกในสนามรบเพื่อความบันเทิงอีกครั้ง”
ในที่สุดสีหน้าแข็งทื่อเฉื่อยเนือยของเฉินคุนเฉิงก็คลายลง เขาจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง
หัวใจของิเยว่บีบรัด เฉินคุนเฉิงกำลังเตือนเขา รอยยิ้มจึงปรากฏบนใบหน้า “ฝ่าาทรงรักหยก ถนอมบุปผา พระองค์จะทรงเอาโฉมงามไปเปรียบเทียบกับทหารของศัตรูได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
เฉินคุนเฉิงหันกลับมาโบกมือ “จะมากหรือน้อย ทั้งสองแบบต่างก็ต้องสู้กันด้วยมือเปล่าคล้าย ๆ กัน”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินจากไป ิเยว่จึงคลายสองมือที่กำไว้แน่นออก ครั้นแล้วเขาจึงตระหนักว่า ยามนี้ฝ่ามือของตนชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว...
พระจันทร์สว่างไสวลอยสูงเด่นเป็สง่าทั้งในอดีตและปัจจุบัน
พระจันทร์สว่างไสวประดุจตาทิพย์ ที่เพ่งพิศดูโลกอันกว้างใหญ่และสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยใจสงบนิ่ง
ณ พระที่นั่งเสียงหลง พระราชวังแคว้นต้าโจว
บนโต๊ะยาวที่อยู่หน้าตั่งนอน วางไว้ด้วยม้วนฎีกากองใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนถูกเปิดอ่าน และลงความเห็นไปแล้ว
ซูอวี้เจ๋อเอนกายอยู่บนแท่นบรรทมั โดยเอามือปิดหน้าผาก และหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
อีกมือหนึ่งถือปิ่นหยกเนื้อมันวาวละเอียดอ่อน แกะสลักลวดลายหงส์หยกอย่างประณีตงดงาม
ไม่มีใครในโลกนี้รู้ว่าปิ่นหยกหงส์นี้ เดิมทีเป็ของเสด็จแม่ฮองเฮาของเขา และยังเป็ของที่ระลึกเพียงชิ้นเดียวที่เสด็จแม่วางไว้ในห่อผ้าให้เขาตอนที่เขายังเป็ทารกด้วย
เมื่อเขายังเด็ก เขาอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ และมักพกปิ่นหยกหงส์นี้ติดตัวไว้เสมอ ซึ่งทำให้คล้ายมีเสด็จแม่ฮองเฮาอยู่รอบ ๆ ตัวเขา คอยเฝ้าดูเขาและไปกับเขาทุกหนแห่ง
ตอนที่เขาอายุเพียงห้าหนาว โจวอวิ๋นเฉินก็ส่งเขาไปที่วัดกูหลงเสียแล้ว
ตอนที่แยกจากกัน โจวอวิ๋นเฉินก็กล่าวว่า เป็เณรน้อยแล้วพกปิ่นหยกหงส์ติดตัวไว้เช่นนี้คงไม่ดี อีกทั้งยังทำให้เปิดเผยตัวตนได้ง่ายด้วย ดังนั้นอีกฝ่ายจึงฉวยเอาปิ่นนั้นไปเป็ของตัวเอง
เขาอยากได้ของคืนกลับมาแทบบ้า ทว่าก็ไม่กล้า
ตอนเขาอายุห้าหนาวอยู่ในราชวงศ์ เขาก็รู้แล้วว่าการรักษาชีวิตเป็สิ่งสำคัญ
องค์ชายหลายพระองค์ของตระกูลซูในราชวงศ์ก่อนหน้า ที่มีพระชันษามากกว่าเขาได้ทยอยกันสิ้นพระชนม์ไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งด้วยโรคภัยไข้เจ็บ จมน้ำ และจากการต่อสู้ในสนามรบทีละพระองค์
เหลือเพียงเขาเท่านั้น เพราะเขายังเด็ก โจวอวิ๋นเฉินจึงคิดว่าเขาไร้เดียงสา และคงจะเชื่อทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูด
โจวอวิ๋นเฉินกล่าวว่า อวี้เจ๋อ เ้าเป็โอรสของกว่าเหริน ตลอดชีวิตนี้ เ้าต้องเชื่อฟังกว่าเหริน จุดประสงค์ที่ให้เ้าใช้แซ่ซูของเ้า ก็เพื่อหลอกลวงผู้อื่น ต่อไปในภายหน้า เราจะได้ขยายอาณาเขต และบรรลุเป้าหมายเพื่อแคว้นต้าโจว
ไม่ใช่สายเืเดียวกัน กระทั่งแซ่ก็ไม่ยินดีบริจาคให้ใช้ ต่อให้อีกฝ่ายจะแก้ตัวสักกี่ครั้ง ก็มีแต่ความเ็าไร้น้ำใจ
ซูอวี้เจ๋อจำได้แม่นยำว่า ในคืนแรกที่เขาไปวัดกูหลง อากาศหนาวจัด มีลมพัดแรง และหิมะกำลังโปรยปราย
ในคืนอันหนาวเย็นที่หิมะตกในฤดูหนาว เขาเดินย่ำเท้าอยู่คนเดียวท่ามกลางหิมะในลานกว้างของสวนด้านหลังวัดกูหลง
ตลอดเส้นทางที่ไปขาเดียว เท้าทั้งสองของเด็กน้อยเดินย่ำต่อกันไปทีละนิด จนเท้าหน้าและเท้าหลังกันเป็เส้นคู่ ส้นเท้าทั้งสองชิดกัน ส่วนปลายนิ้วเท้าก็แยกออกเป็รูปเลขแปด
เขาย่ำลงไปบนหิมะอย่างตั้งใจ คล้ายกำลังวาดภาพบนกระดาษเปล่า หรือไม่ก็คล้ายกำลังวางแผนชีวิตที่มืดมนของตนเอง
ในตอนนั้น เขายังเยาว์และมีกำลังไม่พอที่จะต้านทานความเหงาได้
ต่างแคว้นแดนไกล ูเาลึก ป่าเก่าแก่ ในเดือนสิบสองฤดูเหมันต์ วัดวาอารามเก่าแก่
เขายืนอยู่บนหิมะ พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีขมุกขมัว เกล็ดหิมะโปรยปรายตกลงบนใบหน้า จุมพิตหยาดน้ำตาของเขา
เขาใช้หิมะสีขาว กอบเป็ปิ่นหยกหงส์ ทว่าปิ่นนั้นก็ละลายในฝ่ามือ...
เมื่อเด็กน้อยมองน้ำที่เกิดจากหิมะละลายไหลบนฝ่ามือ หัวใจปวดร้าวราวกับถูกกรีดด้วยมีด
**
[1] กาไหนน้ำไม่เดือด หยิบกานั้น (哪壶不开提哪壶) สำนวนนี้หมายถึง ทำเื่ที่ไม่ควรทำ หรือพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
[2] อ้ายชิง (爱卿) คำที่ฮ่องเต้ใช้เรียกขุนนาง
.
.
.